ตำบลบ้านกลาง อ.สอง จ.แพร่ เป็นพื้นที่ชุมชนโบราณ พบโบราณสถานวัตถุหลายแห่ง ซึ่งโยงสัมพันธ์กับตำนานรักของพระลอและพระเพื่อนพระแพง ด้วยรากฐานสังคมดั้งเดิมที่สอนให้คนในชุมชนมีความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน มีความสัมพันธ์กับวัดจึงเป็นทุนเดิมที่สำคัญในการนำพาคนมาทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในปี 2554
นางนวลฉวี คำฝั้น แกนนำกองทุนสวัสดิการชุมชน ต.บ้านกลาง เล่าให้ฟังว่า “กองทุนสวัสดิการชุมชนตั้งขึ้นเพื่อให้ทุกคนช่วยเหลือเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่แบ่งปันกัน มีความสามัคคีกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนผูกพันกับวัด การเกิดแก่ เจ็บ ตาย ทุกคนต้องเข้าวัด การให้ชุมชนสามัคคีกันต้องอาศัยวัด เพราะทุกคนจะมารวมกันที่นี่ การจะให้ทุกคนช่วยเหลือ มีเมตตากันก็คืออาศัยธรรมะโน้มน้าวจิตใจ แต่ไหนแต่ไรสังคมไทยเรามีวัดเป็นที่พึ่ง เป็นศูนย์รวมอยู่แล้ว ดังนั้นหากให้งานสวัสดิการชุมชนประสบผลสำเร็จ วัดจึงเป็นสถานที่สำคัญที่เราจะเข้าถึงคนทุกคนและทำความเข้าใจกับคนในชุมชน”
“ครั้งแรกเราอาจทำให้เขาเห็นความสำคัญของการจัดสวัสดิการให้แก่กันในเรื่องเกิดแก่ เจ็บ ตาย ซึ่งถ้าเป็นข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เขาจะมีสวัสดิการให้ แต่ว่าชาวบ้านไม่มีเลย ดังนั้นถ้าชาวบ้านมีสวัสดิการชุมชน พวกเขาจะได้รับการดูแลยามเกิด แก่ เจ็บ ตาย แม้เป็นเงินไม่มาก แต่ว่าอย่างน้อยก็ยังมียามเจ็บเรามีเงินชดเชยให้ ยามเด็กแรกเกิด เรามีเงินขวัญถุงให้ ยามเสียชีวิต เรามีสงเคราะห์ให้”
ปัจจุบันกองทุนมีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิก จำนวน 1,253 คน มีเงินกองทุนรวมทั้งหมด 1,391,204 บาท เป็นเงินสมทบจากสมาชิกจำนวน 953,034 บาท ส่วนที่เหลือเป็นการสมทบจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและเงินสมทบ พอช. จากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ และด้วยระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส กรรมการชาวบ้านตลดจนหน่ายงานต่าง ๆ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงทำให้กองทุนมีความเข้มแข็ง จึงใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ เริ่มการเชื่อมโยงสู่การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านกลาง เพื่อเป็นเวทีกลางให้กับชาวบ้านนำปัญหาต่าง ๆ มาวางแผนแก้ปัญหาร่วมกันเช่น การแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน (เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ) ตลอดจนเชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องอาชีพเกษตรกรรมยั่งยืน ภูมิปัญญา เป็นต้น
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านกลางร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านกลาง กำหนดทิศทางพัฒนาตำบลบ้านกลางใน 4 ประเด็น คือ 1) พัฒนาระบบกองทุนสวัสดิการชุมชน 2) ส่งเสริมภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน 3) สนับสนุนเกษตรยั่งยืนวิถีพอเพียง และ4) แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
ด้วยเหตุที่คนส่วนใหญ่ในตำบลบ้านกลางขาดความมั่นคงในเรื่องที่ดินทำกินดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาในเรื่องสิทธิ์ที่ดินทำกินของชาวบ้านอย่างเหมาะสม จึงได้ประสานกับทางป่าไม้ ท้องที่ ท้องถิ่น ร่วมกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหา โดยเริ่มต้นจากขยายผลการฟื้นฟูรักษาป่าชุมชนจากหมู่บ้านหมู่ที่ 2 ซึ่งได้แสดงให้ทางภาครัฐเห็นว่า ชาวบ้านก็มีศักยภาพในการดูแลรักษาป่าด้วยตัวของชุมชนเอง บนเนื้อที่ประมาณ 121 ไร่ ได้
ช่วงเวลานั้น แม้หลายคนอยากเก็บป่าไว้ให้ลูกหลาน แต่เนื่องจากที่ดินมีการถูกแผ้วถางเพื่อทำกินมากขึ้นจนที่สาธารณะป่าชุมชนค่อยหมดไปดังนั้นการรักษาป่าจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้โดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้จับจอง ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกประชุมลูกบ้านทุกคนถึงความคิดที่จะฟื้นฟูสภาพป่า ก็ได้รับการเห็นชอบจากชุมชน จึงได้ขอให้ช่วยกันดูแลป่าสาธารณะ หรือภาษาภาคเหนือเรียกว่า “ป่าหน้าหมู่” ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นป่าที่ทุกคนใช้ร่วมกัน ไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ แต่ไว้เก็บหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ฯลฯ มาเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังได้มีการนำเงินหมู่บ้านไปขอซื้อที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งเป็นที่ดินแปลงติดกันจนทำให้ป่าผืนนี้มีเนื้อที่จำนวน 121 ไร่ ใช้เวลาเพียง 10 กว่าปีเท่านั้นกับการฟื้นสภาพเดิม อีกทั้งชาวบ้านและเด็ก ๆ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ทดแทนเพิ่มเติมในวันสำคัญ ๆ ทุกปี
ในที่สุด ป่าผืนนี้ก็เขียวครึ้มมีพืชพันธุ์หลากหลายชนิดอย่างที่ป่าควรจะมี จากผืนดินที่ไร้ต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว ก็ได้กลับกลายมาเป็นป่าให้กับหมู่บ้านนี้ ต้นไม้ใหญ่หลายต้น ทำให้หลายคนที่มาพบเห็นเกิดความอัศจรรย์ใจ เมื่อทราบว่าที่ดินตรงนี้ก่อนนี้ไม่มีต้นไม้อยู่เลย
นายบรรยงค์ จิตมณี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “การฟื้นป่าไม่ยากหรอกครับ ปล่อยมันไว้เฉย ๆ ไม่ต้องไปทำอะไรมัน เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นได้เอง” ขอเพียงใครอย่าไปทำอะไรมันก็พอ
การฟื้นฟูป่าชุมชนนี้เป็นการพิสูจน์ให้หน่วยราชการเห็นว่าชาวบ้านมีจิตสำนึกและสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างพึ่งพาและจะเป็นก้าวเดินสำคัญในการทำงานเรื่องสิทธิชุมชนในการอยู่อาศัยต่อไป
การฟื้นฟูคืนสภาพป่าให้หมู่บ้านอีกครั้ง บุคคลที่ดีใจที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ “หมอยาพื้นบ้าน” นั่นเอง เนื่องจากยาพื้นบ้านหลายขนานอาศัยวัตถุดิบจากสนุนไพรในป่า ด้วยเหตุนี้ การริเริ่มฟื้นฟูป่าชุมชน จึงมิใช่เพียงการปลูกป่านั้น แต่ว่ายังได้ปลูกหัวใจคนให้รักป่า มากขึ้นด้วย ในอนาคตจะมีการขยายผลในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดการกันที่ดินของรัฐในเขตป่าสงวนกับที่ดินของชาวบ้านให้มีความชัดเจน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้รับสิทธิในที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง
ผลจากความพยายามในการพัฒนาหมู่บ้านและตำบลของชาวชุมชนในตำบลบ้านกลางกว่า 10 ปีนี้เองที่ทำให้ตำบลบ้านกลางกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ มีคนมาศึกษาดูงานมากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อผสมผสานกับความเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของชุมชนมีความเป็นมาอย่างยาวนาน ทำให้ตำบลบ้านกลาง มีความฝันจะทำให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อนำรายได้กลับคืนสู่ความอยู่ดีกินของชุมชนตำบลบ้านกลางนั่นเอง
หมายเหตุ : ข้อมูลจากหนังสือรูปธรรมเศรษฐกิจฐานราก โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)





