
จากวิกฤติเศรษฐกิจของภาคเกษตรที่ผ่านมา ทำให้ชาวนาไทยจำนวนไม่น้อยที่หันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ยึดหลักการพึ่งตนเองไม่ใช้เคมี และบางคนก็ทำเกษตรอินทรีย์มาก่อน ปลูกเอง กินเอง แปรรูปขายเองโดยมี ผูกปิ่นโตข้าวเป็นทางเลือกของการขายทางตรง
ผูกปิ่นโตข้าว เกิดจากจิตอาสาของคนเมืองกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันสร้างสิ่งที่ดีเพื่อแผ่นดินไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ ชาวนาที่ไม่ใช้สารเคมีปลูกข้าว เป็นโครงการที่ไม่แสวงหากำไร แต่แสวงหาสังคมที่ดีงาม ไม่ใช่คนกลางหรือบริษัทซื้อขายข้าว ไม่ใช่ social Enterprise แต่เป็น “ แม่สื่อ ” ทำหน้าที่แม่สื่อ พา “ เจ้าบ่าว ” ชาวนา มารู้จัก “ เจ้าสาว ” คนกินข้าว ดูใจดูคุณสมบัติและความต้องการของแต่ละฝ่ายให้คำแนะนำจนตกลงใจ ผูกปิ่นโตกัน 12 เดือน และ ผูกใจ ผูกสัมพันธ์กันฉันญาติ โดย ผูกปิ่นโตข้าวไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการซื้อขาย เพราะเจ้าสาวจะจ่ายเงินให้เจ้าบ่าวโดยตรง ซึ่งเจ้าบ่าวแต่ละท่านที่สมัครเข้าโครงการมา ก็ต้องผ่านการตรวจเยี่ยมแปลงนาและการสัมภาษณ์จาก เถ้าแก่อาสามาแล้ว
เจ้าบ่าว คือชาวนาที่ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ไม่ใช้เคมี เจ้าสาว คือคนกินข้าวและอยากสนับสนุนชาวนาไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน และการจับคู่เจ้าบ่าว เจ้าสาวนี้นอกจาก เจ้าบ่าวจะสีข้าวใหม่ๆส่งให้เจ้าสาวทุกเดือนแล้ว สำคัญที่สุดคือการได้ลดช่องว่างระหว่างผู้ปลูกข้าวและผู้กินข้าว ได้ติดต่อกันได้ไปมาหาสู่และได้สร้างกำลังใจให้กันและกัน ผู้กินข้าวก็สามารถรู้ว่าใครเป็นคนปลูกข้าวให้เขากิน ซึ่งหากซื้อข้าวตามตลาดจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าข้าวที่กินนี้มาจากไหน และความตระหนักของโครงการผูกปิ่นโตข้าวคือ ประเทศไทยจะเข้าสู่ AEC เร็วๆนี้ ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านจะเข้ามาขายในบ้านเราได้อย่างเสรี และราคาถูกกว่าบ้านเรามากเพราะต้นทุนเขาถูกกว่าเมื่อถึงเวลานั้น ชาวนาไทยจะอยู่ยากขึ้นและอีกสัก 10 ปี จะเหลือชาวนาไทยไม่ถึง 5% ของประเทศ จึงเป็นที่มาของ โครงการผูกปิ่นโตข้าว

จาก 14 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงปัจจุบัน มีชาวนาอินทรีย์ถึง 66 คน ในโครงการผูกปิ่นโตข้าว ที่นอกจากตั้งอกตั้งใจปลูกข้าวไม่ใช้เคมี สีข้าวใหม่ๆส่งให้เจ้าสาวทุกเดือนแล้ว ยังมีการพูดคุยสื่อสารกันเองทุกวันในกลุ่มไลน์ เจ้าบ่าวเกื้อกูล แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความสนิทสนมและค้นหาทดลองนวัตกรรมใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ การประชุมใหญ่ประจำปีของผูกปิ่นโตข้าว ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เจ้าบ่าว เจ้าสาว แม่สื่อ แม่สื่ออาสา เถ้าแก่อาสา มาพบปะพูดคุยสร้างบทสนทนาที่สร้างสรรค์สังคมและเดือน กุมภาพันธ์ปี 2559 ก็จะครบรอบการประชุมใหญ่อีกครั้ง
มาตรฐานผูกปิ่นโตข้าว ได้เกิดขึ้นและประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2558 จากการระดมของชาวนาในโครงการฯในรูปแบบ PGS หรือ มาตรฐานร่วม แม้จะปลูกข้าวไม่ใช้เคมี แต่ก็คิดเผื่อสังคมและการตัดสินใจของผู้บริโภคให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และเป็นการรองรับว่าที่เจ้าบ่าว และเจ้าสาวที่กำลังจ่อคิวกันเข้ามาอีกกว่า 300 ราย ซึ่งเป้าหมายที่วางไว้นั้นต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวนาเคมี เปลี่ยนมาเป็นอินทรีย์เต็มทั้งแผ่นดิน
สู่มาตรฐานเริ่มจากตรวจเยี่ยมโดยทีมตรวจเยี่ยมก็มาจากเจ้าบ่าวในโครงการ 3 ท่านร่วมกับเถ้าแก่อาสา และแม่สื่อ แม่สื่ออาสา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงนาเจ้าบ่าวทั้งหมด 66 คน ในผูกปิ่นโตข้าวและว่าที่เจ้าบ่าวที่ผ่านการสำภาษณ์จากเถ้าแก่อาสาแล้วทั้งภาคเหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก และอีสาน ค่ำที่ไหนก็นอนค้างคืนที่บ้านเจ้าบ่าวเจ้าของแปลง การตรวจเยี่ยมแปลงทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นและเกิดวัฒนธรรม “ ใครมาถึงเรือนชาน ต้องต้อนรับ ” เจ้าของบ้านจะจัดเตรียมอาหารพื้นที่บ้านที่มีและที่พักนอนไว้ให้ทีมตรวจด้วยความยินดี เป็นความงดงามของวัฒนธรรมไทยในอดีตฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง และเมื่อการตรวจเยี่ยมแปลงเสร็จสิ้น การประมวลผลก็จะเริ่มเป็นลำดับต่อไป อีกไม่นานเจ้าบ่าวก็จะกลายเป็น เจ้าบ่าวมาตรฐานผูกปิ่นโตข้าว
ภาพการเคลื่อนไหวของสังคมชาวนากลุ่มนี้ ไปสะดุดตาหน่วยงานภาครัฐพาณิชย์จังหวัดอำนาจเจริญ มองเห็นความสำคัญของกลไกผูกปิ่นโตข้าวทีเริ่มมีการขับเคลื่อนด้วยพลังชาวนา จึงช่วยหนุนชาวนาอำนาจเจริญให้ทราบข้อมูลที่ดีงามจากการเปลี่ยนจากทำนาเคมีมาทำนาอินทรีย์ ด้วยการอบรมสัมมนา ประชาสัมพันธ์ โดยยกตัวอย่างชาวนาในโครงการผูกปิ่นโตข้าว และกลไกของผูกปิ่นโตข้าว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวนาเคมีการปรับเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์มากขึ้น
จะเห็นได้ว่าเจ้าบ่าวหรือชาวนาอินทรีย์นี้มิได้เป็นแต่ผู้รับประโยชน์จากการขายข้าว แต่ยังลุกขึ้นมาร่วมสานพลังเปลี่ยนนาเคมีให้เป็นอินทรีย์ ในภาวะสถานการณ์เช่นนี้ ชาวนาในชุมชนต่างๆไม่จำเป็นต้องเข้ามาในผูกปิ่นโตข้าวก็ได้ แต่หากสร้างกลไกดั่งผูกปิ่นโตข้าวในทุกๆชุมชน คนในชุมชนลูกเด็กเล็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ คนวัยทำงานในชุมชนของเราได้กินอาหารไร้สารพิษที่คนในชุมชนปลูกเองด้วยความใส่ใจด้วยความซื่อสัตย์ เป็นการสนับสนุนกันในชุมชนและเป็นกำลังใจให้คนปลูกมีกำลังใจในการปลูกข้าว ปลูกผักอินทรีย์แล้ว ทุกคนยังมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงอีกด้วย
....การเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ....


รายงานโดย พัชรินทร์ เกษสุวรรณ นักข่าวชุมชนนครสวรรค์





