playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

11819

เสียงดนตรีวงรำมะนาดังขึ้น ตามด้วยการร่ายรำรองแง็งจากสังกาอู้ ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมองดูลีลาการรำและชุดแต่งกายอันงดงามของแม่ครูเหล่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากคนดูที่มาร่วมงานในวันนั้นล้วนแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านอวดกันอย่างภูมิใจในเอกลักษณ์ของตนเอง

          หลายคนได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังไม่ได้พบกันมานาน บางคนพาครอบครัวมาพบกันที่นี่หลังแยกย้ายไม่ได้พบญาติกันหลายปี เพราะวันนี้คือวันนัดพบญาติชาวเลแห่งอันดามัน ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้น ณ ลานวัฒนธรรมอุรักลาโว้ย บ้านสังกาอู้ อ.ลันตา จ.กระบี่ โดยจัดงานครั้งนี้ นอกจากให้ชาวเลได้พบญาติกันแล้วยังเป็นการระดมความร่วมมือจากภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนในการสนับสนุนแก้ปัญหาชาวเลอย่างมีส่วนร่วม

         11821

ชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยทำกินอยู่บริเวณทะเลอันดามันนานกว่า 300 ปี ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 43 ชุมชน ใน 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา สตูล กระบี่ และระนอง ประมาณ 12,250 คน โดยแบ่งเป็น 3กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอุรักลาโว้ย ซึ่งทุกกลุ่มมีวิถีชิวิต วัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเอง

          เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 คณะรัฐบาลมีมติเห็นชอบแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลโดยให้กระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพประมง การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข การส่งเสริมด้านการศึกษา การแก้ไขปัญหาอคติทางชาติพันธุ์การส่งเสริมภาษาและวัฒนาธรรมฯลฯ

          ตลอด 5 ปี ที่มีมติคณะรัฐมนตรี พี่น้องชาวเลได้มีการรวมตัวในพื้นที่ของตนเองและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชาวเลทั้ง 5 จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยการสนับสนุนขององค์กรพัฒนา นักวิชาการ สื่อมวลชนมายังต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณชาวเล ได้มาโดยมี พล. อ. สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธานแต่การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่บรรลุผล

          ในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินพบว่าชาวเลจำนวน 31 แห่ง อาศัยอยู่บนที่ดินก่อนประกาศของรัฐ เช่น กรมเจ้าท่า ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งยังอาศัยอยู่บนที่ดินที่ถูกฟ้องขับไล่โดยเอกชน ถึง 7 แห่ง จำนวน 1,228 หลังคาเรือน

          แสงโสม หาญทะเล จากเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล บอกว่า เมื่อก่อนชาวเลก็คือชาวเล มีอิสระจะว่ายน้ำ จะจับปลาตราไทนเวลาไทนก็ได้ มีอยู่มีกินและมีความสุขมาก แต่พออุทยานเข้ามาการท่องเที่ยวเข้ามา ทะเลและที่ดินก็ไม่ใช่เป็นของชาวเลอีกต่อไปเพราะมีการกว้านซื้อที่ดินจากชาวเลโดยนายทุน ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นธรรม ชาวเลก็กลายเป็นชาวเขา เพราะต้องย้ายไปอยู่กลางเกาะ จะหาทางลงทะเลไปจับปลาเหมือนก่อนก็ไม่ได้

          สนิท แซ่ซั่ว แกนนำชาวเลบ้านราไวย์ภูเก็ตเล่าว่าชาวเล อาศัยอยู่บนที่ดินกว่า 30 ไร่ที่หาดราไวย์มานับร้อยปี อยู่ๆก็มีนายทุนมาฟ้องขับไล่ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จำนวน 161 ครอบครัว เราก็ยืนยันว่าเราอยู่มาก่อน นายทุนมีเอกสารสิทธิได้อย่างไร แต่เราก็โชคดีที่มีพี่เลี้ยงที่เป็นนักพัฒนามาช่วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ มาขุดกระดูกบรรพบุรุษที่ฝังไว้นั้นไปพิสูจน์ DNA ถึงต่างประเทศ ซึ่งผลพิสูจน์ออมาว่าเป็นกระดูกของชาวเลนั่นแสดงว่า เราอยู่ที่นี่มาก่อน จึงต้องให้มีการเผิกถอนโฉนดที่ออกให้นายทุน แต่อธิบดีกรมที่ดินก็ยังไม่ดำเนินการ

          ส่วนการประกอบอาชีพทำประมง ซึ่งอยู่คู่กับชาวเลมาตั้งแต่เกิด พออุทยานประกาศทับที่ก็ทำให้ชาวเลไม่สามารถจับปลาได้อีกต่อไป ซึ่งขณะนี้คณะทำงานฯก็ได้มีการประชุมหารือถึงเรื่องนี้ เพื่อผ่อนผันให้ชาวเลได้ทำกิน เพราะปกติชาวเลจับปลาด้วยเครื่องมือแบบพื้นบ้านและจับพอกินอยู่แล้วไม่เคยคิดทำมาหากินแบบล้างผลาญ

          นอกจากปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้วชาวเลยังต้องประสบปัญหาพื้นที่ทางจิตวิญญาณหรือพื้นที่สุสาน 23 พื้นที่ จำนวน 232.5 ไร่ ซึ่งชาวเลใช้ฝังศพ โดยการอ้างสิทธิของนายทุนอีกทั้งรัฐก็ไม่มีการออกเอกสารทางทะเบียนให้กับพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล

          นายวิทวัส เทพสง ชาวเลแห่งบ้านทับตะวัน จ.พังงาบอกว่า พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล เป็นเขตแดนบรรพบุรุษที่ใช้ฝังศพ ประกอบพิธีมานับร้อยปี แม้ยังไม่มีเอกสารให้ทางการยอมรับได้ แต่เขตแดนนี้ มีกระดูกของบรรพบุรุษฝังอยู่ข้างล่าง เบื้องบนกลายเป็นรีสอร์ทของนายทุน ซึ่งเราต้องทวงคืน มนุษย์เรานั้นหากต้องสูญเสียหลักความเชื่อก็ไม่มีตัวตน

          พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลแหล่งบ้านแหลมตง เกาะพีพี จ.กระบี่ เล่าว่า ชุมชนบ้านแหลมตง อยู่บนที่ดิน 2 ไร่ เศษประมาณ 45 ครอบครัว อาศัยอยู่อย่างแออัด เราอยู่มานานแล้ว ชุมชนของเราโอบล้อมไปด้วยโรงแรม เวลาเด็กๆไปโรงเรียนก็ต้องเดินผ่านชายหาดของโรงแรมซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวนุ่งน้อยห่มน้อยนอนตากแดดเด็กๆจะเห็นภาพอย่างนี้ทุกวันจิตใจจะเป็นอย่างไร  นอกจากนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำประปาไม่มีใช้ต้องซื้อในราคาแพง น้ำฝนก็ใช้ไม่ได้เพราะหลังคาบ้านเราสังกะสีเป็นสนิม พอใช้น้ำฝนหุง ข้าวก็บูด แถมยังมีขยะที่ใครก็ไม่รู้เอามาทิ้งไว้ข้างชุมชน

          วงพูดคุยแลกเปลี่ยนของชาวเลในวันนั้นเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ ซึ่งชาวเลและทุกภาคีจะต้องร่วมกันต่อไป อาจารย์ นฤมล อรุโณทัย จากสถาบันวิจัยสังคมฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าปัญหาเหล่านี้ชาวเลจะต้องจัดทำข้อมูลต่างๆ ของตนเอง แผนที่ชุมชนข้อมูลการสืบสายเครือญาติ วิถีวัฒนธรรม ฯลฯ โดยให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการเตรียมตัวอยู่กับวิถีสมัยใหม่ที่เข้ามากับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ เป็นการสร้างจุดยืนของตนเอง ความเจริญที่เข้ามา เราสกัดกั้นมันยาก แต่หากเราเตรียมพร้อม เราสามารถเลือกสรรให้สอดคล้องกับ วิถีชุมชนของเราได้

          ด้านนาย ธีระพจน์ สุถิรวัฒน์ ตัวแทนจากสมาคมการท่องเที่ยวเกาะลันตาให้ข้อ คิดเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเกาะลันตาคือกลุ่มที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ชาวเลต้องหาประโยชน์จากกลุ่มคนที่ต้องการเอาประโยชน์จากเรา คือต้องเข้าไปจัดการท่องเที่ยวเรื่องวิถีชีวิตและธรรมชาติ เราต้องปรับตัวให้ได้ เช่น ใช้เรือของชาวเลมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นการนำอดีตอันงดงามมาต่อยอดกับปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เรื่องการทำมาหากินก็เหมือนกัน ชาวเลต้องทำเรื่องอนุรักษ์ให้มากขึ้น เช่น ทำธนาคารปู ธนาคารปลาหมึก ธนาคารหอยชักตีน ซึ่งได้ทั้งอาชีพและการท่องเที่ยวควบคู่กันไป

          ซึ่งไม่ต่างจากความเห็นของ อีกหลายๆ คนที่เสนอแนะให้ชาวเลปรับตัว ให้อยู่ได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยการนำของดีของชุมชนชนต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น กะปิ ปลาแห้งหรือสร้างบ้านเล็กๆสักหลังให้นักท่องเที่ยวใช้บริการแบบกลมกลืนกับวิถีอันงดงามของท้องถิ่น

          ข้อสรุปที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวงพูดคุยในวันนั้นก็คือ ควรมีพื้นที่ที่ชาวเลและภาคีพัฒนาต่างๆมาทำงานร่วมกันเป็นพื้นที่นำร่องที่มีการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติเพื่อการขยายผลต่อไป

         11816

วงพูดคุยเสวนา จบลงแล้ว การแสดงทางวัฒนธรรมที่แต่ละหมู่บ้านและจากพี่น้องชนเผ่าอื่นๆ ทั่วประเทศที่ได้เตรียมมา ก็ออกมาโชว์สู่สายตา ผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เป็นวันพบญาติที่เรียบง่ายแต่มีคุณค่ายิ่งทางจิตใจ จนกระทั้งตะวันคล้อยต่ำตกทะเลตรงแหลมสังกาอู้ ชาวเลต่างถิ่นบ้างก็เข้าที่พักบ้างก็พูดคุยกันต่อรอวันแยกย้ายกลับถิ่นของตน เพื่อพบกับความจริงแห่งชีวิตในวันรุ่งขึ้น

          “ตอนแรกชาวเลจะหาปลามาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาร่วมงาน เพราะเงินเราไม่พอ แต่อุทยานไม่ให้จับปลา หาเงินมาช่วยหน่อย” เสียงพูดของเพื่อนยังก้องอยู่ในโสทประสาทของผมจนบัดนี้ 

 

11817   11818

1182011822           

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter