playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

12051

พังงา เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันที่มีต้นทุนอยู่มากมาย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบรูณ์ทั้งบนบกและในทะเล เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายมีความงดงามทางวัฒนธรรม เหมาะที่จะพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ด้านต้นทุนดังกล่าวทำให้พังงาเป็นเมืองที่น่าอยู่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากแม่ฮ่องสอน

          ก่อนปี 2540 การท่องเที่ยวของพังงามีความเจริญแบบก้าวกระโดดส่งผลให้มีการละเมิดสิทธิชุมชนด้วยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้มีการรวมตัวของชุมชน สร้างจิตสำนึกลุกขึ้นมาเรียนรู้เพื่อทวงสิทธิ และร่วมกันอนุรักษ์ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นของส่วนรวม จนกระทั้งปี 2547 ได้เกิดภัยพิบัติสึนามิผู้คนถูกสั่งสอนจากธรรมชาติต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก พังงาจึงเป็นที่รู้จักของชาวโลกในชั่วกระพริบตา

          หลังปี 2548 อาศัยมรดกทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ยังคงเหลืออยู่ นั่นคือความรักความสามารถ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็กระตุ้นให้เครือข่ายองค์กรชุมชน ตื่นรู้และทันมาจัดการตนเองอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นขบวนองค์กรชุมชนที่หลากหลายจำนวนมาก อาทิ มีกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 50 ตำบล มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล 42 ตำบล มีกลุ่มองค์กรชุมชนที่รวมตัวกันแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน 14 พื้นที่ ที่อยู่อาศัย 7 พื้นที่ กลุ่มผู้สูงอายุ 51 กลุ่ม การรวมตัวของชาวเลซึ่งเป็นคนพื้นเมืองเพื่อแก้ปัญหาของตนเอง ใน 4 อำเภอ รวมทั้งกลุ่มที่เกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนอีกจำนวนมาก เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มจัดการภัยพิบัติ ซึ่งกลุ่มจัดการภัยพิบัติบ้านน้ำเค็มได้ชื่อว่าเป็นการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ที่มีชื่อเสียงมีองค์กรต่างๆ จากทั่วโลกเดินทางมาศึกษาเรียนรู้

          เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าการพัฒนาบนโลกใบนี้ คนที่มีอำนาจจะเป็นผู้กำหนดการพัฒนาที่หวังผลในเชิงมูลค่า หรือหวังกำไรเป็นที่ตั้ง จึงทำให้การพัฒนาที่ผ่านมา เป็นการกอบโกยประโยชน์จากธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติเพียงเพื่อประโยชน์ของประเทศตนเอง พวกฟ้องตนเอง แม้ว่าจะเป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนส่วนใหญ่ก็ตาม ดังนั้นประชาชนจึงถูกกำหนดให้เป็นผู้รับผลแห่งการพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลในทางลบเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้ภาคประชาชนจึงมีการตื่นตัวเพื่อบอกกับผู้มีอำนาจทั้งหลายทั้งในระดับโลกระดับประเทศ จังหวัด ตำบลว่า “ประชาชนขอมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

          12053ไมตรี จงไกรจักร แกนนำชุมชนจังหวัดพังงาเล่าให้ฟังว่า คนพังงาจะต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตคนพังงา ซึ่งคำว่า”ประชาชน”ไม่ได้มีความหมายเพียงองค์กรชุมชนเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วยทุกภาคีในจังหวัดพังงา ทั้งชาวบ้าน นักธุรกิจ นักวิชาการ ข้าราชการฯลฯ แต่การลุกขึ้นมากำหนดอนาคตตนเอง เริ่มจากองค์กรชุมชนที่เรามีอยู่ก่อน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนซึ่งเป็นองค์กรชุมชนที่มีสถานะทางกฎหมายเชื่อมโยงพี่น้องมาพูดคุยกัน จนเป็นที่เข้าใจแล้วจึงเชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆทั้งภาครัฐและและเอกชนมาทำงานร่วมกัน เราเรียกว่า”คณะทำงานยุทธศาสตร์จังหวัดพังงา” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ จำนวน 47 องค์กรและมีเป้าหมายไปสู่การเป็น“สภาพลเมืองจังหวัดพังงา” ต่อไป

          “ก้าวต่อไปก็คือ ต้องมาคิดร่วมกันว่า ยุเป้าหมายของเราคืออะไร ก็มาได้แนวคิดว่าพังงาเป็นจังหวัดที่มีความสุขเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เรามีความสุขได้อย่างไร อะไรที่ทำให้คนพังงามีความสุข ก็ทำให้เกิดขึ้น อะไรที่ทำให้ไม่มีความสุข ก็นำไปแก้ไข ก็มาสรุปตรงที่ว่า จะต้องเคลื่อนไปสู่”พังงาแห่งความสุข”

          แกนนำชุมชนจังหวัดพังงาเล่าให้ฟังอีกว่า เราเริ่มต้นการทำงานไปสู่ “พังงาแห่งความสุข”ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้น โดยเริ่มจากสร้างกลไกลระดับจังหวัด ตำบล เพื่อให้เป็นกลไกลปฏิบัติการในระดับพื้นที่หาข้อมูลปัญหา ประสานภาคี ขยายกลุ่มเป้าหมาย โดยเราใช้เวลาทำงานเรื่องแนวคิด ขยายภาคีและจัดทำข้อมูล 2 ปี จากปี 2555 ถึงปี 2556 จนกระทั้งปี 2557 ก็ได้สร้างรูปธรรมแห่งความสุขในระดับพื้นที่โดยเริ่มจากอำเภอละหนึ่งตำบล รวม 8 ตำบลและขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆจนในปี 2558 ก็ทำ ครบทุกตำบล รวบรวม 100 รูปธรรมที่ทำให้คนพังงามีความสุข เพื่อเรียนรู้และปฏิบัติจริงไปสู่พังงาแห่งความสุข สร้างเป็น”ธรรมนูญแห่งความสุขของคนพังงา”

          ชาตรี มูลสารแกนนำอีกคนเล่าว่าสำหรับในปี 2559 นี้ เราจะขับเคลื่อนงานให้ได้ 32 พื้นที่ จำนวน 200 รูปธรรมแห่งความสุข และจะพัฒนา”ธรรมรูปพังงาแห่งความสุข”ให้มีความสมบรูณ์มากยิ่งขึ้นไม่ใช่ทำเพียงเอกสาร แต่จะให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งวันนี้ทั้งจังหวัดและหน่วยงานราชการหลายแห่งได้ถือ”ธรรมนูญนี้”ไปประกอบแผนพัฒนาของตนเองภายใต้”พังงาเมืองแห่งความสุข”ซึ่งเราในฐานะชาวบ้านรู้สึกดีใจมากที่แนวคิดที่เราร่วมกันก่อให้เกิด ได้รับการยอมรับจากทั้งส่วนราชการและภาคีพัฒนาต่างๆอย่างว่ากว้างขวาง ซึ่งนี้ถือเป็นผลงานร่วมกัน ไม่ใช่ขององค์กรชุมชนเท่านั้น

          หากถามว่าอะไรคือยุทธศาสตร์ หรือ สิ่งที่จะทำให้คนพังงามีความสุข จากการประมวลรูปธรรมทั้ง 100 รูปธรรมพอจำแนกได้เป็น 10 ประการด้วยกันคือ 1.) จะต้องมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  ที่ดินและมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมเป็นธรรมและยั่งยืน 2.) มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ทั้งการค้า การเกษตรและการท่องเที่ยวที่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น  3.) มีการบริหารจัดการด้วยหลักธรรมภิบาลทุกระดับ และมีส่วนร่วมตรวจสอบได้ 4.) ประชาชนได้รับการบริการด้านสุขภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันและเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม 5.) มีระบบสวัสดิการชุมชนทั่วหน้าโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน 6.) ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รู้สึกปลอดภัยเมื่อภัยมา 7.) ประชาชนมีการศึกษาตลอดชีวิตอย่างเท่าเทียมทั่วถึงหลากหลายสอดคล้องกับทุกคนและทุกเผ่าพันธุ์ 8.) ปลอดยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด 9.) มีการพัฒนาที่เคารพวิถีวัฒนธรรมดั่งเดิม 10.) มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณี วิถีวัฒนธรรมดั่งเดิมบนความหลากหลายทางชาติพันธุ์

          ทั้ง 10 ประการดังกล่าวข้างต้น มิใช่เพียงคิดขึ้นมาเฉยๆแต่เป็นการประมวลจากพื้นที่รูปธรรมทั้ง 32 พื้นที่ และมีรูปธรรม 100 ตัวอย่างให้สัมผัส ดังได้กล่าวมาข้างต้น เช่น มีตัวอย่างบ้านแห่งความสุขไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำนวน 1,200 ครอบครัว มีตำบลที่มีกองทุนสวัสดิการชุมชนสามารถจัดสวัสดิการให้กับชุมชน ถึง 50 กองทุน มีระบบและกระบวนการการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ 14 พื้นที่ มีกลไกลความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาจากภาคีทุกภาคส่วน (พื้นที่กลาง) 42 ตำบลเป็นต้น

          การพัฒนาของภาคประชาชนที่มีความคืนหน้าตามเวลาที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องและก้าวทันการพัฒนาของระบบโลกที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากภาคประชาชน ก้าวช้าก็จะตกเป็นเหยื่อของการพัฒนาเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นการพัฒนาในลักษณะใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ทั้งในระดับจังหวัดและตำบล โดยการเปิดพื้นที่กลาง (สภาพลเมือง) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาเป็นผู้กำหนดการพัฒนาร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจต่อกัน จึงเป็น นวัตกรรมการพัฒนาที่สอดคล้องกันคนฐานรากและสังคมส่วนใหญ่

          โดยพังงา เป็นพื้นที่รูปธรรมการจัดการตนเอง ที่ใช้เวลาวันยาวนานนับสิบปีและได้เคลื่อนตัวอย่างจริงจัง เมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา ไม่เพียงเพื่อคนพังงาเท่านั้นแต่ยังเป็นเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับจังหวัดต่างๆที่ต้องการเดินไปสู่การจัดการตนเองของประชาชนอีกด้วย

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter