playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

9477

“คอคอดกระ สหภาพเมียนม่าร์ ระยะทาง 100 เมตร”

ป้ายริมถนนบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4  ช่วงพื้นที่จังหวัดชุมพรกับระนอง เป็นภาพที่ผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้พบเห็น หรือแม้แต่ท่านที่ไม่เคยเดินทางผ่านก็คงจะได้เคยศึกษาเรียนรู้ถึงพื้นที่ที่แคบที่สุดในคาบสมุทรมลายู      มาบ้าง ไม่มากก็น้อย

“ตำบลมะมุ” ตำบลหนึ่งของอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง คือ ที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าว นับเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์หลายประการ  ทั้งการทำศึก การทำการค้าที่สำคัญ  หรือแม้กระทั่งการเสด็จประพาสต้นของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2433  จนมาถึงในยุคสมัยการทำสัมปทานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล และการประกาศเขตป่าในพื้นที่

9478“อนันต์  สร้อยชั้น” หนุ่มวัยกลางคนลูกหลานพี่น้องชาวมะมุ  ในปัจจุบันรับตำแหน่งเป็นเลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลมะมุ  เล่าให้ฟังว่า “โดยปกติคนจากภายนอกมักไม่ค่อยเข้ามาสัมผัสที่มะมุมากเท่าไหร่นัก เพราะมะมุเป็นเพียงเส้นทางผ่าน  จะเป็นที่รู้จักหน่อยก็ซาลาเปา    ทับหลี ที่ชาวจีนอพยพได้เข้ามาบุกเบิกทำกิจการ ซึ่งในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นธุรกิจของคนชั้นกลางไปแล้ว


“อนันต์”  เล่าต่อไปว่า  ชาวมะมุเองเป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่ ส่วนการอพยพของคนที่มาจากภายนอกเข้ามาอยู่เพียงไม่กี่คน ฉะนั้นการอาศัยอยู่จึงมีระบบวัฒนธรรมแบบเครือญาติ ไปไหน     มาไหนก็รู้จักกันหมด  “คนนั้นมีศักดิ์เป็นพี่  คนนี้มีศักดิ์เป็นน้อง คนนั้นเป็นลุงของแม่  คนโน้นเป็นอาของพ่อ” ก็เรียกได้ว่าอย่างนั้น



ฉะนั้น ระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงยังมีให้เห็นมากในพื้นที่ และนั่นหมายความ รวมไปถึง รูปแบบวิถีชีวิต  การทำงานก็มีลักษณะที่มีความเป็นส่วนรวมมากกว่าที่จะนำเอาผลประโยชน์ของปัจเจกเป็นตัวตั้ง

9464

โดยปกติพื้นที่ตำบลมะมุ เป็นพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก  ทั้งการปลูกยางพารา  ปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้เริ่มต้นมาบุกเบิกตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2520  ภายหลังการสัมปทานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล  คนรุ่นแรกของตำบลที่อาศัยมาตั้งแต่ต้นใช้วิธีการ

จับจองกันเอง  ซึ่งไม่ได้มีการรับรองสิทธิ์อะไร และประกอบสัมมาอาชีพกันเรื่อยมา  จนกระทั่งช่วงปลายปี พ.ศ.2532 เกิดมหาวาตภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายสิบปี ที่คน   แถบนี้รู้จักกันดี และยังเป็นที่รู้จัก เล่าสืบต่อมาถึงคนรุ่นหลัง เรียกว่า “พายุเกย์” พายุในครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายนับมูลค่าไม่ได้ แต่ด้วยอัตลักษณ์แห่งความร่วมมือของพี่น้องมะมุจึงสามารถ   ผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ด้วยดี



“อนันต์” ได้เล่าต่อไปว่า มะมุมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง ก็เมื่อช่วง พ.ศ.2541  เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่ให้ความเห็นชอบกับมาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งพื้นที่ที่พี่น้องประกอบอาชีพส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ามะมุ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในวิถีชีวิตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  มีทั้งการสำรวจการถือครองพื้นที่ป่าไม้  การขึ้นทะเบียนบุคคลผู้ครอบครอง  ตรวจสอบสภาพการใช้ที่ดินจากภาพถ่ายทางอากาศ  ซึ่งพี่น้องมะมุส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  เหตุผลหลักเพราะพวกเขา“ประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยง พี่น้องในชุมชน”



           “อนันต์” ได้พาผู้เขียนเข้าไปในพื้นที่ห่างไกลตามแนวเชิงเขา กลิ่นข้าวหอมมาเป็นระยะๆ จนได้พบกับไร่ข้าวขนาดใหญ่ที่สุกเหลืองรอการเก็บเกี่ยว ทอดยาวตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงกลางเขา พบพี่น้องกลุ่มใหญ่กำลังขะมักเขม้นลงแรงเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมกับการพูดคุยหยอกล้อกันไปอย่างสนุกเฮฮา



          “แดง ขุมเพชร”  หญิงสูงวัยเจ้าของผืนไร่ข้าวแปลก แรกต้อนรับอย่างเป็นกันเอง  เล่าเรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกับการเกี่ยวรวงข้าว (ทางภาคใต้เรียกว่าเก็บข้าว)  มิหนำซ้ำยังสาธิตวิธีการใช้ “แกละ” เครื่องมือ   ทำมาหากินของพี่น้อง  เป็นอุปกรณ์ขนาดพอดีมือ มีความแหลมคมสูง  ฉะนั้น ถ้าใช้งานไม่ดี  คงได้บาดแผลกลับไปฝากคนที่บ้านอย่างแน่นอน



         9459

เก็บข้าวไปได้พักใหญ่พอเต็มกำมือ   ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ “ประนอม สร้อยชั้น”  เจ้าของไร่แปลงข้างๆ  ที่มาช่วยลงแรงเก็บเกี่ยวข้าวเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ  ประหนึ่งเป็นอาสินของตัวเอง  เล่าให้ฟังว่า  พี่น้องมะมุส่วนใหญ่ปลูกยางพารากันมาแล้ว  1 รอบ  พอยางหมดอายุ  ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ  20 กว่าปี  ก็ได้ปลูกข้าวไร่บนแปลงของตัวเอง  ซึ่งแต่ละคนก็จะเก็บผลผลิตได้ไม่พร้อมกัน  ข้าวที่ปลูกมีหลากหลายสายพันธุ์  ทั้งข้าวขาวพวงพะยอม  ข้าวดอกขาม  ข้าวเหลือง  ข้าวเหนียวขาวไร่และดำไร่  ใช้เวลาประมาณ  4 – 5 เดือน  ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  เป็นการรอคอยการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่นๆ ในรอบต่อไป  เช่น  ยางพารา  ปาล์มน้ำมัน  และอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาพืชผล  ต้นทุนการผลิต  และความต้องการของตลาด ในช่วงเวลานั้น



          “สุนีย์  ไพถาวร”  เกษตรกรอีกรายหนึ่ง  เล่าให้ฟังว่า  การปลูกข้าวไร่จะเริ่มประมาณช่วงประมาณเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม จะมีพี่น้องมาช่วยลงแรงกันประมาณ 30 – 40 คน  เอาเมล็ดข้าวใส่กระบอกไม้ไผ่ลงในหลุมรอการเจริญเติบโต  และเตรียมการปลูกพืชหลักไว้ด้วยในช่วงเวลา และแปลงเดียวกัน  การปลูกข้าวไร้ของพี่น้องชาวมะมุไม่ได้ใช้สารเคมีอะไร  เพราะเป็นการเพาะปลูกเพื่อกินกันในหมู่เครือญาติ  เรียกได้ว่าเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวแม้แต่เพียงบาทเดียว



          “สุเทพ  ทวีกุล”  เจ้าของแปลงที่อยู่สูงขึ้นไปอีกประมาณ  100 เมตร  เล่าให้ฟังว่า  ข้าวไร่     จะมีราคาอยู่ที่เกวียนละประมาณ  10,000 บาทขึ้นไป  สำหรับเกษตรกรรายไหนที่เหลือกินเหลือใช้    ก็จะเอาไปขายบ้าง  การกำหนดราคาก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐทั่วๆไป  รายได้ของคนมะมุ       ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 20,000 –30,000 บาทต่อเดือน  บวกลบกลบหนี้แล้วก็เหลือไว้ให้ลูกหลาน  สำหรับเรื่องของการปลูกข้าวไร่เองก็ไม่ได้มีหน่วยงานอะไรเข้ามาดูแล  เพราะเราทำกินในเขตป่า     ไม่มีเอกสารสิทธิ์  หน่วยงานป่าไม้เขาก็รับรู้  แต่เห็นว่าเราประกอบอาชีพเพื่อทำกินและอยู่อาศัย  ไม่ได้ค้ากำไรเหมือนนายทุน  เลยยังไม่มีมาตรการอะไร  จะกังวลอยู่บ้างก็เวลาได้ยินข่าวการตัดโค่นในพื้นที่ใกล้เคียง  ก็กลัวว่าของเราจะโดนเหมือนเขา  มีหน่วยงานเข้ามาสำรวจจะสร้างเขื่อน  เราเองก็คัดค้านกันสุดกำลัง  เพราะไม่รู้จะออกไปอยู่ไหน  การชดเชยก็คงได้ไม่เหมือนคนที่มีเอกสารสิทธิ์     อยู่แล้ว  พี่น้องก็เลยไม่เห็นด้วย



           “อนันต์” ก็เล่าถึงการพัฒนาให้ฟังว่า เรามีสภาองค์กรชุมชนตำบลมะมุเป็นองค์กรภาคประชาชนที่เป็นเวทีให้ชาวบ้านนำปัญหามาพูดคุยกันตอนนี้มีเรื่องแผนงานการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเนื่องจากเราอาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในขั้นการสำรวจข้อมูล ผนวกกับการเจรจากับหน่วยงานตามด้วยการพัฒนาระบบเกษตรแบบยั่งยืนของพี่น้องอย่างเช่นการทำหัวไร่สลับกับการทำสวนยาง, ปาล์ม และการสร้างค่านิยมให้ลูกหลานสำนึกรักษ์บ้านเกิด รักษาความเป็น”มะมุ” ให้มากกว่าแค่ชื่อตำบล

94519454

945794639519

 

 รัชตะ มารัตน์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชนภาคใต้ตอนบน : รายงาน

          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter