เศรษฐกิจชุมชนฐานรากในอดีต เป็นระบบที่มั่นคงและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนฐานรากได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะมีความผูกพันอยู่กับฐานทุน 2 ฐาน ประการแรกคือ อาชีพคนฐานรากจะขึ้นอยู่กับฐานทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ตั้งแต่ภูผาสู่ทะเล ได้แก่อาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน และประมง ฯลฯ ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเหล่านี้ส่งผลให้เกิดฐานทุนฐานที่ 2 ของชุมชนนั้นคือ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละอาชีพ เป็นภูมิปัญญาที่ประมาณค่าไม่ได้ และมีอยู่เป็นจำนวนมากนับแสน ๆ ชนิด เช่น ภูมิปัญญาทางด้านการดูแลพันธุกรรม , การถนอมอาหาร การอยู่ร่วมกับป่าอย่างพึ่งพา ภูมิปัญญาการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เป็นต้น
นอกจากนี้ทุนทั้ง 2 ประการ ยังมีการต่อยอดไปสู่การสร้างทุนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ชนิด คือ 1) การนำทุนด้านภูมิปัญญาที่ใช้ในวิถีปกติ เช่น การถนอมอาหาร การแปรรูปอาหาร ยกระดับไปสู่การสร้างวิสาหกิจชุมชนในระยะต่อมา(อาชีพเสริม) โดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลักษณะต่าง ๆ กัน และ 2) เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ก็มีการรวมตัวกันตั้งกลุ่มองค์กรทางการเงินและกลุ่มสวัสดิการขึ้นมาแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจฐานรากของสังคมไทยในอดีตจะขึ้นอยู่กับทุนทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวคือ ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต่อยอดเป็นวิสาหกิจชุมชนในภายหลังและฐานของกองทุนที่เกิดจากสะสมทรัพย์ร่วมกับชุมชน
แต่ในปัจจุบัน (ความจริงเกิดขึ้น ไม่น้อยกว่า 20 ปีมาแล้ว) ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นฐานทุนใหญ่ของชุมชน ถูกคุกคามทั้งจากนโยบายของรัฐ เอกชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม จนทรัพยากรธรรมชาติไม่อาจเป็นฐานอาชีพหลักของคนในชุมชนได้อีกต่อไป ป่าถูกทำลาย ที่นา ภูเขากลายเป็นเขาหัวโล้น ถูกแทนที่โดยพืชเชิงเดี่ยว ท้องทะเล ปู ปลาก็ไม่ชุกชุมเหมือนแต่ก่อน ความมั่นคงทางอาหารหายไปและถูกผูกขาดอย่างครบวงจรโดยทุนขนาดใหญ่ ในขณะที่ภูมิปัญญาถูกทำลายโดยภูมิปัญญาจากภายนอก ซึ่งเป็นที่มาของความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจฐานล่าง ผลที่เห็นชัดเจนคือ คนไม่มีงานที่มั่นคงและมีหนี้สินซึ่งสภาพเหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นทุกแห่งในประเทศไทย
แต่ภายใต้ความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจฐานรากนั้น เครื่องมือหนึ่งที่องค์กรชุมชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จะนำพาชุมชนไปสู่ทางรอดได้นั่นคือ “การสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน” เพื่อไปจัดการฟื้นฟูฐานทุนดังกล่าวให้สมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
ตำบลประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการบูรณาการทุนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง โดยในปี 2543 ได้นำแนวคิดของการจัดทำแผนแม่บทชุมชนมาใช้ เพื่อให้ชุมชนได้หวนกลับไปเรียนรู้ การปรับวิธีคิดของคนจากการพึ่งพาผู้อื่นให้เกิดการพึ่งพาตนเอง
ตำบลประดู่ยืนยังเป็นแหล่งกำเนิดของแหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นทั้งบ่อน้ำตื่น สระน้ำ บ่อบาดาล ฝาย ระบบประปา ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำดังกล่าว จึงสามารถทำนาได้ถึงปีละ 3 ครั้ง ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จึงมีอาชีพเกษตร ทำนาข้าว ปลูกพืชไร่ เลี้ยงสัตว์เป็นหลัก
ต่อมาเมื่อวิถีการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนไปเน้นใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งราคาผลผลิตตกต่ำจึงทำให้รายได้ลดลง ประกอบกับในระยะหลังได้เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วงต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวประดู่ยืนที่มีอาชีพภาคเกษตรเป็นหนี้จากการกู้ยืมเพิ่มมากขึ้น กระทบไปยังผู้ที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น ค้าขาย รับจ้าง นอกจากนั้นการขยายตัวของปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวยังก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเห็นแก่ตัวมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาด้านทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมา ทั้งปัญหาการตัดต้นไม้ ปัญหาดินเสื่อมสภาพ ปัญหามลพิษทางอากาศ การเจ็บป่วยจากสารเคมีตกค้าง กระทบต่อวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างคนในครัวเรือนและชุมชน ทั้งความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติด การตั้งครรภ์ในวัยเรียน ปัญหาผู้สูงอายุ/คนพิการถูกทอดทิ้ง เป็นปัญหาที่เกิดขยายขึ้นตามมาอย่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังมีความรุนแรงของปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่งกลุ่มผู้นำของตำบลประดู่ยืนได้ปรึกษาหารือกัน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินขึ้น เนื่องจากเห็นว่า ปัญหาหนี้สินเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา ประกอบกับในช่วงเวลาที่ผ่านมาชาวประดู่ยืนเคยประสบปัญหาหนี้สินทั้งตำบลที่สะสมสูงถึง 78 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. และแหล่งเงินกู้นอกระบบ
จากปัญหาดังกล่าวจึงได้ร่วมกันตั้ง “กองทุนสวัสดิการพัฒนาอาชีพที่ยั่งยืน” เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ ไม่ต้องพึ่งเงินทุนจากภายนอก และได้ยกระดับไปสู่ “กองทุนสวัสดิการตำบลประดู่ยืน” เพื่อจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 2,500 ราย โดยกองทุนสวัสดิการจะดำเนินการไปพร้อม ๆ กับการทำให้ชาวบ้านประกอบอาชีพเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย จนทำให้ชาวบ้านมีความมั่นคงในชีวิต และมีเงินไปแก้ไขปัญหาหนี้สินของตนเองได้
การดำเนินงานดังกล่าว นำไปสู่แนวคิดการเชื่อมโยงองค์กรการเงินที่มีอยู่ทั้ง 11 หมู่บ้าน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้สินของคนในตำบลร่วมกัน โดยจัดกระบวนการปลดหนี้บนฐานคิด “โรงเรียนแก้หนี้ตำลบลประดู่ยืน” มีการออกแบบ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 5 ขั้นตอน เริ่มจาก ปรับทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย วิเคราะห์สาเหตุของการเป็นหนี้ ทำบัญชีครัวเรือน สร้างตัวชี้วัดและสุดท้ายคือการวิเคราะห์ถึงความสามารถในการชำระคืนของตนเองแล้วนำไปสู่การตั้ง “กองทุนปลดหนี้นอกระบบ” เพื่อเป็นแหล่งทุนให้สมาชิกกู้ยืม และป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกันระหว่าง กองทุนสวัสดิการชุมชนและสภาองค์กรชุมชนตำบลประดู่ยืน
โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตโรงเรียนแก้หนี้ตำบลประดู่ยืน ปัจจุบันดำเนินการภายใต้ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคม” ผ่านการรวมกลุ่มออมทรัพย์ การตั้งกองทุนปลดหนี้ รวมถึงจัดให้มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันโดยความร่วมมือและสนับสนุนจากองค์กการบริหารส่วนตำบลประดู่ยืน ส่งผลให้การดำเนินโครงการในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ.2557-2558) สามารถทำการปลดหนี้นอกระบบให้กับสมาชิกรุ่นที่ 1 จำนวน 52 ราย ด้วยวงเงิน 7,530,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังดำเนินการต่อในรุ่นที่ 2 จำนวน 33 ราย
แนวทางดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการใช้เงินเป็นเครื่องมือให้เกิดการพัฒนายกระดับองค์กรการเงินชุมชนโดยการเชื่อมโยงองค์กรการเงินจากระดับกลุ่มสู่เครือข่าย (เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตระดับตำบล) ส่งผลให้ชุมชนประดู่ยืนสามารถจัดการงานพัฒนาของตนเองได้ และที่สำคัญดอกผลซึ่งได้จากกองทุนหมุนเวียนจะกลับคืนสู่ชุมชนเพื่อให้เกิดทั้งคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน
อย่างไรก็ดีคนประดู่ยืนไม่ได้ใช้เรื่องการสร้างกองทุนและสวัสดิการชุมชนดังกล่าวข้างต้นเพียงเรื่องเดียวในการนำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจฐานล่าง แต่ยังมีแนวทางและโครงการต่าง ๆ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำการเกษตรโดยปรับทัศนคติหรือสร้างแนวคิดที่ถูกต้อง แนวคิดการพึ่งตนเอง เอื้ออาทรต่อธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจกับชุมชน แต่ด้วยประสบการณ์งานพัฒนาของคนประดู่ยืนกว่า 20 ปี ตลอดจนประสบการณ์จากการทำแผนชีวิตชุมชนร่วมกันในอดีต ทำให้คนประดู่ยืนมีจุดยืนและร่วมกันเดินบนหนทางพึ่งตนเอง
ตำบลประดู่ยืนบูรณาการทุนในตำบล สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก
- รายละเอียด
- ฮิต: 731





