
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558 เวลา 10.30น. กลุ่มปฏิรูปที่ดิน และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรภาคเหนือและกลุ่มผู้ยากไร้ที่ดินทำกิน
โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน เป็นโครงการที่เสนอแนวคิดการแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินในรูปแบบ “ธนาคารที่ดิน” จนนำมาซึ่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2554 จะต้องดำเนินการจัดตั้งธนาคารที่ดิน และดำเนินการส่งเสริมให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน และการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่นับตั้งแต่ พรฎ. มีผลบังคับใช้ แต่เนื่องจากในขณะนั้นสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ จนถึงรัฐบาล คสช. โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดตั้งธนาคารที่ดิน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร, ผู้อำนวยการสถาบัน และบรรจุพนักงานเพื่อดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งเริ่มดำเนินการครบองค์ประกอบและปฏิบัติงานได้เพียงสองเดือนเศษ
นายดิเรก กองเงิน ประธานสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และประธานกลุ่มปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน กล่าวว่า “จากที่ครม.ของรัฐบาลที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน เมื่อ พ.ศ.2554 และอนุมัติงบประมาณ จำนวน167,960,000 บาท เพื่อนำไปเจรจาขอซื้อที่ดินจากนายทุนเจ้าของที่ดินในพื้นที่นำร่องธนาคารที่ดิน 5 ชุมชนภาคเหนือ ได้แก่ บ้านโป่ง จ.เชียงใหม่ บ้านแพะใต้, บ้านไร่ดง, บ้านท่ากอม่วง และบ้านแม่อาว จ.ลำพูน (ปัจจุบันบ้านแม่อาวได้รับโฉนดชุมชนแล้ว) แต่ระยะเวลาล่วงเลยมาจนสี่ปีแล้ว โครงการนำร่องฯ ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนได้และยังส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่นำร่องต้องเผชิญปัญหาข้อพิพาทด้านคดีความเรื่อยมา เนื่องจากนายทุนเจ้าของที่ดินเริ่มไม่มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดำเนินการซื้อที่ดินตามที่เคยเจรจาไว้ได้หรือไม่ แต่แล้วกลับมีข่าวว่า การยุบเลิกองค์การมหาชน จำนวน 39 องค์กร โดยสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เป็นหนึ่งในองค์กรที่จะถูกเสนอให้ยุบเลิกภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ดังนั้น จึงได้ยื่นหนังสือโดยมีข้อเสนอคือ
๑)ขอให้ทบทวนมติของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ในการยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และขอให้มีมติ ครม.ขยายเวลาการดำเนินงานของสถาบันฯจากเดิม 5 ปี เป็น 10 ปี และขอให้มีคำสั่งการเร่งรัดการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 167 ล้านบาท โดยเร่งด่วน และให้ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้กับสถาบันฯ จำนวน 690 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินกิจการภารกิจขององค์กรบรรลุตามวัตถุประสงค์
๒)กรณีโฉนดชุมชน สกน. ได้ทราบว่ามีหนังสือเวียนของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานโฉนดชุมชนยุติบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ลง ซึ่ง สกน. เห็นว่าการดำเนินงานการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนเป็นแนวทางในการจัดการที่ดินได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงขอให้นายกฯ มีคำสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติการดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลทำให้โฉนดชุมชนไม่สารถเดินหน้าต่อไปได้ และขอให้นายกฯ เร่งรัดการแต่งตั้งประธานกรรมการ และรองประธาน คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 ในระหว่างที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะมีแนวนโยบายที่ชัดเจนในการจัดที่ดินในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วม และขอให้สำนักงานโฉนดชุมชนยังคงดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ และรับคำร้องการยื่นคำขอโฉนดชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับชุมชนที่ยื่นขอดำเนินการโฉนดชุมชนต่อไป
๓)การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเพิ่มเติม จำนวน 21 แห่ง ตามที่กรมอุทยานได้มีแผนการประกาศเขตอุทยานเพิ่มเติมนั้น จะส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตป่าเป็นจำนวนมากหากไม่มีการกันพื้นที่ของชุมชนเหล่านั้นออก และจะกลายเป็นมูลเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนในอนาคต ดังนั้น จึงขอให้คำสั่งมีการชะลอการประกาศเขตอุทยานไปพลางก่อน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการกันเขตพื้นที่ของชุมชนออกก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ โดยขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบแนวเขตอุทยานที่เป็นสมาชิกของ สกน.ได้แก่ 1) อช.ถ้ำผาไท จ.ลำปาง 2)อช.ถ้ำสะเกิน จ.น่าน 3)อช.ขุนสถาน จ.น่าน 4) อช.นันทบุรี จ.น่าน 5)อช.แม่เงา จ.แม่ฮ่องสอน 6) อช.ลำน้ำกก จ.เชียงราย 7)อช.ดอยเวียงผา จ.เชียงใหม่ และ 8) อช.ออบขาน จ.เชียงใหม่
ปุณญภัส กมลเนตร ผู้สื่อข่าวชุมชนประเด็นที่ดิน





