
รัฐบาลปัจจุบันโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก โดยนโยบาย “ประชารัฐสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานราก” ไม่ว่าจะเป็นเงินพัฒนาตำบลละ 5 ล้านบาท เงินหนุนไปยังกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เป็นต้น หวังให้เกิดการจ้างงานพัฒนาอาชีพ และฟื้นกองทุนหมู่บ้านให้เป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน
การที่รัฐให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก นับว่าเป็นการเดินมาถูกทาง ทั้งนี้เพราะระบบเศรษฐกิจฐานรากอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ประชาชนขาดกำลังซื้อและส่งผลต่อความเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม แต่ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก ไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงการส่งเงินเข้าสู่ระบบเพียงอย่างเดียว
หากวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจฐานรากกันอย่างจริงจัง พบว่าชุมชนไทยตั้งแต่อดีตอาชีพหลักหรือเศรษฐกิจหลักจะขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นคือ เขา ป่า นา เล นั่นคือคนไทยมีอาชีพ ทำสวน ทำไร่ ทำนา และการประมง หากินบนฐานทรัพยากรที่หลากหลายของแต่ละท้องถิ่น
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศหรือนโยบายของรัฐที่มุ่งเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้เปลี่ยนโครงการทางการเกษตรไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีเป็นหลักทำให้ดินเสื่อมสภาพและต้องลงทุนสูงขึ้น มีการบุกรุกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก ทำลายป่าชายเลนเพื่อเลี้ยงกุ้ง เป็นการทำลายทรัพยากร ความอุดมสมบูรณ์ลดลง อีกทั้งราคาผลผลิตก็ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ทำให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน หลายรายต้องเสียที่ดินทิ้งบ้านช่องเปลี่ยนสภาพมาขายแรงงานในเมือง และอีกจำนวนมากไม่มีทางออกต้องทนอยู่กับภาวะหนี้สินที่พอกพูนมากขึ้น
ประการถัดมาคือระบบเศรษฐกิจหลักในอดีตดังกล่าวข้างต้น ยังก่อให้เกิดภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นนับแสนชนิดเช่น ภูมิปัญญาด้านการปลูกพืชที่หลากหลายในลักษณะเกษตรกรรมยั่งยืน การประมงที่ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ภูมิปัญญาด้านการอนุรักษณ์พันธุกรรม ภูมิปัญญาการถนอมอาหาร ภูมิปัญญาด้านหัตกรรม ฯลฯ ซึ่งภูมิปัญญาเหล่านี้ในอดีตไม่ได้หวังสร้างขึ้นมาเพื่อค้าขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติ เช่น การถนอมอาหารไว้กินนาน ๆ สานเสื่อทอผ้าไว้ใช้หรือแลกเปลี่ยนกัน เป็นต้น นี่คือสิ่งที่มีอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน และเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงแข็งแรง
แต่นโยบายรัฐก็ดี ระบบทุนนิยมก็ดี ซึ่งเน้นมูลค่ามากกว่าคุณค่า ก็เข้ามาทำให้ระบบสำคัญดังกล่าวค่อย ๆ เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนค่านิยมและระบบคิดของผู้คนจากพอเพียง เอื้อเฝื้อต่อกันทั้งคนและธรรมชาติ เป็นการมีชีวิตอยู่กับเงินตรา เห็นแก่ตัวมากขึ้น เป็นปัจเจกมากขึ้น และหันไปพึ่งภูมิปัญญาที่เข้ามากับระบบการผลิตแบบใหม่ ทิ้งภูมิปัญญาของตนเองไปสิ้น ซึ่งนี่คือที่มาซึ่งความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
แม้ว่าในระยะหลังประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมาหน่วยงานพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนจะเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้ภูมิปัญญาไปสร้างให้เกิดวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาแต่ก็ทำได้เพียงการสร้างอาชีพเสริมเท่านั้นเช่น กลุ่มทอผ้า กลุ่มแปรรูปอาหาร เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มวิสาหกิจเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่น้อยกว่าห้าหมื่นกลุ่ม
อย่างไรก็ดีประมาณ 30 ปี ที่ผ่านมากลุ่มองค์กรชุมชนคิดพึ่งตนเอง โดยการรวมกลุ่มใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ที่น่าสนใจ 2 ประการคือ การสร้างเครือข่ายด้านเกษตรกรรมยั่งยืน เปลี่ยนโครงสร้างและพฤติกรรมทางการเกษตรไปสู่ระบบเกษตรที่หลากหลายพึ่งตนเองไม่ใช้สารเคมี ตั้งอยู่บนหลักพอเพียงและเป็นมิตรกับธรรมชาติ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันเครือข่ายนี้ไม่มีพัฒนาการที่ต่อเนื่องซึ่งจะต้องนำมาส่งเสริมพัฒนายกระดับกันต่อไป
ประการถัดมาคือได้เกิดการรวมตัวของชุมชน เป็นองค์กรการเงินชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย เช่น กลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน ธนาคารหมู่บ้าน กองทุนสวัสดิการชุมชนรูปแบบต่าง ๆ และกลายเป็นที่พึ่งทางการเงินที่สำคัญของชุมชน ซึ่งองค์กรการเงินชุมชนเหล่านี้ หากได้มีการส่งเสริมพัฒนาก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง
ดังนั้นการจะทำให้เกิดความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก จะต้องให้ความสำคัญกับทุนเดิมทั้ง 3ประการที่ชุมชนมีอยู่ นั่นคือฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่มาของอาชีพหลัก ฐานภูมิปัญญาอันเป็นที่มาของอาชีพรองและฐานองค์กรการเงินของชุมชน ซึ่งชุมชนสามารถมาใช้เป็นเครื่องมือ และเป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาต่อกัน
ในช่วงที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานรากก็มีองค์กรพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนขานรับนโยบายนี้กันทั่วหน้า ทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน มูลนิธิสัมมาชีพให้ความสำคัญกับการสานพลังภาคีภาคนโยบายชุมชนและภาคเอกชน ในขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ซึ่งมีหน้าที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฏีกาจัดตั้งสถาบันให้มีการส่งเสริมในเรื่องอาชีพและรายได้แก่องค์กรชุมชน ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีแผนดำเนินงานในเรื่องนี้เช่นกัน
เดิม พอช.มีการทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง มีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคีพัฒนาในพื้นที่มาทำงานและวางแผนพัฒนาร่วมกัน ดังนั้นในด้านการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก พอช.จึงได้ใช้ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนไปสู่การสร้างความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจฐานราก คือต้องทำเป็นระบบจะทำเป็นกิจกรรมเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว โดยมีแนวคิดในการทำงานอยู่ 5 ประการด้วยกันคือ
1) เศรษฐกิจชุมชนไม่ใช่แค่การทำมาค้าขายแต่รวมถึงการหาอยู่หากิน การแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือกันทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน
2) ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญ ผลิตเพื่อการบริโภค บริโภคภายในก่อนแล้วค่อยขยายสู่ตลอดภายนอก สร้างค่านิยม “พออยู่ พอกิน พอใช้”
3) เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ให้คนอยู่ดีมีสุขและสามารถพึ่งพาสิ่งแวดล้อมที่มีความสมบูรณ์
4) คนในชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองตามสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมภูมิปัญญา ปัญหาความต้องการและทุนทางด้านต่าง ๆ ของชุมชน
5) เป็นการพัฒนามาจากฐานทุนด้านต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนคือทุนการเงินและสวัสดิการชุมชน ทุนทางเศรษฐกิจและกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุนภูมิปัญญาและทุนทางสังคมอื่น ๆ
จากฐานคิดทั้ง 5 ประการดังกล่าว นำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานราก 3 ประการ คือ
1) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและฐานการผลิตของชุมชน ตั้งแต่ระบบคิดที่เป็นการผลิตแบบพึ่งพาตนเอง แลกเปลี่ยน แบ่งปัน ปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรแบบการค้าไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ให้เป็นแหล่งอาหารปลอดภัยทั้งของตนเอง ผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาตลาดชุมชนแทนการพึ่งตลาดภายนอกเพียงทางเดียว โดยการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นต้นทุนสำคัญของอาชีพหลักให้มีความสมบูรณ์
2) การพัฒนาสถาบันทางการเงินชุมชน โดยการสนับสนุนให้องค์กรการเงินชุมชนมีการพัฒนายกระดับเป็นสถาบันการเงินหมุนชุมชนระดับตำบลและระดับจังหวัด มีสถานะเป็นนิติบุคคล ให้เป็นฐานทุนสำคัญในการหนุนเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก
3) ต้องมีการทำงานร่วมกับภาคีพัฒนา ตลอดจนร่วมกันผลักดันให้เป็นนโยบายรัฐ เพื่อให้มีการทำงานหนุนเสริมต่อกันเช่น การร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการยกระดับระบบตลาด คุณภาพสินค้าชุมชน ตลอดจนการร่วมมือกันผลักดันให้เกิดนโยบายและกฏหมายที่สำคัญ ๆ เช่น การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น การออกกฏหมายที่คุ้มครองฐานทรัพยากรธรรมชาติ มาตรการทางภาษี เป็นต้น
สำหรับแผนการปฏิบัติมีการกำหนดแผน 3 ปี (2559-2561) ให้มีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและทุนฐาน
รากโดยองค์กรชุมชน จำนวน 3,300 ตำบล เริ่มตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป โดยวางเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้ครอบคลุมทุกตำบลภายใน 10 ปี ซึ่งหากได้รับการหนุนเสริมจากภาคีพัฒนาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหนุนเสริมด้านนโยบายจากรัฐบาล เชื่อว่า “ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก” เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน





