“กระแสข่าวการยักยอกเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์แต่อย่างใด กองทุนของพวกมีการภูมิคุ้มกัน ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว เพราะกองทุนฯ เกิดจากการทำจากฐานรากของชุมชน โดยมีหน่วยงานท้องถิ่น ท้องที่หนุนเสริมพลัง เน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน” นายสมจิตร วิรุนลพันธ์ คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวและว่า
เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา เราได้ชักชวนคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนการดำเนินงานและอนาคตของกองทุนฯ พร้อมเน้นย้ำความมั่นใจให้กับสมาชิกกองทุน สร้างภูมิคุ้มกันให้กองทุนฯ และไม่ใช่แค่กองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างเดียวเราพูดคุยกันทุกเรื่องที่เป็นวาระของชุมชน โดยผ่านเวทีสภาองค์กรชุมชน เน้นการสร้างความเข้มแข็งจนเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้สวัสดิการชุมชนทั้งอำเภอสตึกในขณะนี้
นายสมจิตร กล่าวต่อว่า ตำบลดอนมนต์เป็นพื้นที่แห่งหนึ่งที่มีกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ มากมาย ข้อมูลจากการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลดอนมนต์ในเดือนกรกฎาคม 2551 ระบุว่า มีกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลจำนวน 47 กลุ่ม เช่น ศูนย์สาธิตการตลาด กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ธนาคารหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มปุ๋ยหมักอินทรีย์ กลุ่มสมุนไพร กลุ่มเลี้ยงโค-กระบือ กลุ่มเลี้ยงหมู กลุ่มสตรี กลุ่มทอผ้า กลุ่ม อสม. กองทุนสวัสดิการชุมชนฯลฯ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงกันทั้งตำบล ยังมีลักษณะต่างคนต่างทำ หมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน ยกเว้นกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ที่กำลังขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุมทั้งตำบล ขณะเดียวกันสภาองค์กรชุมชนตำบลก็มีบทบาทในการรวบรวมกลุ่มต่างๆ เข้ามาพูดคุยกัน โดยเฉพาะประเด็นปัญหาร่วมในตำบลที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาล ถือเป็นการปกป้องสิทธิของชาวบ้านและชุมชนอย่างแท้จริง
นางเยาวเรศ มหาศาล ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2544 มีเจ้าหน้าที่จากกรมเร่งรัดพัฒนาชนบทหรือ รพช. เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านขึ้นมา โดยมาปรึกษาหารือกับพระอธิการประมวล โชติญาโน เจ้าอาวาสวัดดอนมนต์นิมิต ในฐานะที่ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสก็เห็นดีด้วย เพราะชาวบ้านจะได้ร่วมกันออมเงิน และนำมาเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนในการนำไปประกอบอาชีพ ถือเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
“จากการบริหารงานของคณะกรรมการด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีการประชุมกันทุกเดือน โดยมีท่านเจ้าอาวาสวัดดอนนิมิตรคอยกำกับดูแล ทำให้สมาชิกเกิดความเชื่อมั่น เมื่อชาวบ้านมาทำบุญที่วัดท่านก็จะเชิญชวนให้ชาวบ้านเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกธนาคารหมู่บ้าน จึงมีชาวบ้านที่ศรัทธาท่านมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรกไม่กี่สิบคนก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อย เมื่อธนาคารมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น มีเงินทุนมากขึ้น คณะกรรมการจึงได้นำผลกำไรมาจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้แก่สมาชิก เช่น เกิด เจ็บป่วย เสียชีวิต”
ถึงแม้จะมีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกแต่ก็ยังไม่ทั่วถึงครอบคลุมทั้งตำบล โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลขึ้นมา ในช่วงปลายปี 2550 แกนนำในแต่ละหมู่บ้านจึงได้มีการประชุมและปรึกษาหารือร่วมกับอบต. เพื่อจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ขึ้น เมื่อทุกฝ่ายเห็นร่วมกันแล้วจึงมีการร่างระเบียบข้อบังคับกองทุนฯ ขึ้นมา มีการแต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนจากทั้ง 10 หมู่บ้าน แล้วให้ตัวแทนแต่ละหมู่บ้านไปชี้แจงทำความเข้าใจแก่ชาวบ้านและเปิดรับสมัครสมาชิก
ในเดือนพฤศจิกายน 2550 จึงมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ขึ้น โดยมีสมาชิกเริ่มแรก 90 คน และมีกฎระเบียบหลักๆ คือ ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกจะต้องเป็นผู้มีชื่อในสำเนาทะเบียนบ้านในตำบลดอนมนต์ เป็นผู้ที่กรรมการกองทุนมีมติเห็นชอบให้เข้าเป็นสมาชิก ต้องส่งเงินออมวันละ 1 บาทกับคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอโดยเก็บเป็นรายเดือน และเป็นผู้พร้อมที่จะปฏิบัติตามระเบียบของกองทุนสวัสดิการ มีความอดทนเสียสละ และเห็นแก่ประโยชน์ของกองทุนเป็นสำคัญ
ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายของกองทุนสวัสดิการชุมชนคือการสร้างนิสัยการออมให้แก่สมาชิก เพียงวันละ 1 บาทก็สามารถนำเงินมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความเอื้ออาทรต่อกัน เป็นการพึ่งพาตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และทำให้สมาชิกได้รับสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการจัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมา การประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องกองทุนฯ และสิทธิประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับยังทำไม่ทั่วถึง จึงทำให้มีชาวบ้านสมัครเข้าเป็นสมาชิกน้อย ต่อมาจึงได้มีการประชาสัมพันธ์ทุกเดือน โดยใช้เวทีประชุมของแต่ละหมู่บ้าน ใช้เสียงตามสายและวิทยุชุมชน จึงทำให้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับแหล่งที่มาของกองทุนสวัสดิการชุมชน ได้แก่ หนึ่ง จากการสมทบของสมาชิกวันละ 1 บาท หรือเดือนละ 30-31 บาท (กำหนดให้สมาชิกสมทบในวันที่ 1-5 ของทุกเดือน) หรือปีละ 365 บาท สอง เงินบำรุงกองทุนคนละ 20 บาทต่อปี สาม ค่าธรรมเนียมแรกเข้าคนละ 20 บาท สี่ ดอกผลหรือประโยชน์ใดที่เกิดจากกองทุน ห้า เงินสมทบจากกลุ่มหรือองค์กรสมาชิก และหก เป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่กองทุนได้รับโดยไม่มีเงื่อนไขผูกพันหรือภาระติดพันอื่น
ส่วนการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกมีดังนี้ สวัสดิการเกิด มารดาคลอดบุตร 500 บาท สวัสดิการเจ็บป่วย นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลจะได้รับสวัสดิการวันละ 200 บาท ไม่เกิน 10 วันต่อปีหรือไม่เกิน 2,000 บาท สวัสดิการผู้ประสบอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ รับสวัสดิการปีละ 1,000 บาท สวัสดิการผู้ประสบภัยธรรมชาติ ที่อยู่อาศัยเสียหาย จะได้สวัสดิการตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 2,000 บาท
สวัสดิการเด็กและเยาวชน จัดหาทุนสนับสนุนเด็กเรียนดีฐานะยากจน จัดอบรมเด็กเด่นเยาวชนดีศรีตำบล เข้าค่ายอบรมด้านธรรมะ สนับสนุนกีฬาเยาวชนประจำตำบล และเมื่อเป็นสมาชิกกองทุนฯ ครบ 3 ปี สามารถกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อการศึกษาได้ร้อยละ 20
สวัสดิการคนชรา จัดอบรมธรรมะ อบรมดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแก่คนในครอบครัว มอบเบี้ยคนชรา เมื่อเป็นสมาชิกครบ 5 ปี อายุครบ 60 ปี ได้เบี้ยยังชีพปีละ 300 บาท, เป็นสมาชิกครบ 20 ปี อายุครบ 60 ปี ได้เบี้ยยังชีพปีละ 600 บาท เป็นสมาชิกครบ 40 ปี อายุครบ 60 ปี ได้เบี้ยยังชีพปีละ 1,000 บาท เป็นสมาชิกครบ 50 ปี อายุครบ 60 ปี ได้เบี้ยยังชีพปีละ 1,200 บาท
สวัสดิการคนพิการและคนยากไร้ จัดอบรมอาชีพ จัดหาทุนสนับสนุนในการประกอบอาชีพ และจะได้รับสวัสดิการตามความเหมาะสม โดยมติของคณะกรรมการสวัสดิการ
สวัสดิการผู้เสียชีวิต เป็นสมาชิกครบ 180 วัน หรือ 6 เดือน เสียชีวิตได้ 3,000 บาท, เป็นสมาชิกครบ 5 ปี เสียชีวิตได้ 7,000 บาท, เป็นสมาชิกครบ 10 ปี เสียชีวิตได้ 20,000 บาท
ที่ผ่านมากองทุนฯ ได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกไปแล้วดังนี้ สวัสดิการเกี่ยวกับเด็กแรกเกิด/คลอดบุตร 12 คน จำนวน 6,000 บาท สวัสดิการกรณีเสียชีวิต 28 คน จำนวน 105,200 บาท สวัสดิการคนด้อยโอกาสพิการ 51 คน จำนวน 28,600 บาท สวัสดิการเพื่อพัฒนาอาชีพ 7,000 บาท สวัสดิการเพื่อการศึกษา 176 คน จำนวน 59,200 บาท
สวัสดิการนอนโรงพยาบาล 207 คน จำนวน 176,200 บาท สวัสดิการประสบภัยธรรมชาติ 27 คน จำนวน 5,900 บาท สวัสดิการสาธารณประโยชน์ของชุมชน จำนวน 11,800 บาท สมทบกีฬาต้านยาเสพติด จำนวน 2,000 บาท สมทบช่วยภัยน้ำท่วม จำนวน 500 บาท รวมจ่ายสวัสดิการไปแล้ว 402,400 บาท ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์มีสมาชิกทั้งหมด 753 ราย มีเงินกองทุนทั้งหมด 940,000 บาท มีเงินสมทบสวัสดิการจากสมาชิกจำนวน 599,697 บาท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สมทบจำนวน 55,000 บาท เงินสมทบจากรัฐบาล ปีที่ 1 จำนวน 135,050 บาท เงินสมทบจากรัฐบาลปีที่ 2 จำนวน 211,700 บาท ค่าธรรมเนียมแรกเข้าจำนวน 13,500 บาท และค่าบำรุงกองทุน จำนวน 13,500 บาท
“ถ้าการสร้างความมั่นใจว่ากองทุนฯสามารถจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก จะทำให้ชาวบ้านได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน คนที่เหลือที่ยังไม่เข้าร่วม เราก็อยากให้เข้ามาร่วมทั้งหมด เพราะเป็นคนในชุมชนเดียวกัน อยู่ด้วยกันมานาน และเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ชาวบ้านจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีสุขภาวะที่ดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์กล่าว
นายนพพร น้อยพรม ฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ กล่าวว่า กองทุนฯ ได้แบ่งสัดส่วนการบริหารเงินกองทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ ร้อยละ 90 ของเงินกองทุนทั้งหมดจะนำมาจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก อีกร้อยละ 10 เป็นค่าพาหนะในการนำเงินสมทบจากสมาชิกแต่ละหมู่บ้านมาส่งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ส่วนการบริหารงานนั้น คณะกรรมการกองทุนฯ ทั้งหมดจำนวน 25 คน จะมีการประชุมทุกวันเสาร์แรกของเดือน เพื่อรายงานผลการดำเนินงานประจำเดือน และเบิกจ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิก หากมีปัญหาก็จะช่วยกันแก้ไข ส่วนการประชุมใหญ่สมาชิกจะมีขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อรายงานผลการดำเนินงานประจำปี และรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ จากสมาชิก
ส่วนปัญหาหรืออุปสรรคของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์นั้น นพพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา การจัดสวัสดิการในตำบลยังไม่ครอบคลุมทุกด้าน ทุกกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเงินสมทบจากสมาชิกยังไม่มากพอ ส่งผลให้ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนฯ เช่น ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อ ผู้ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนฯ เพราะคณะกรรม การต้องนำเงินกองทุนไปจ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิกตามระเบียบของกองทุน
ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหามี 4 ประการ คือ ประการแรก คณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่ร่วมกันชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อขยายฐานสมาชิให้ครอบคลุมสมาชิกทุกหมู่บ้าน สอง ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการของบสนับสนุนในการจัดสวัสดิการให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ทั่วถึง สาม จัดอบรมเด็กและเยาวชน จัดทำแผนชุมชนให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วม รวมทั้งให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานด้านสวัสดิการ และมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการชุมชน และประการสุดท้าย ให้หน่วยงานภายนอกหรือภาครัฐต้องให้งบประมาณสมทบเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง
“หากมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐบาล กองทุนสวัสดิการชุมชนก็จะเติบโตเข้มแข็ง สามารถช่วยเหลือและดูแลสวัสดิการให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง ทั้งคนยากจนและด้อยโอกาสที่ไม่ได้เป็นสมาชิก และครอบคลุมสวัสดิการรอบด้าน” ฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์กล่าว
ด้านนายพวง ลาวงค์ คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์ กล่าวว่า เราต้องสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับตำบล ซึ่งเมื่อปี 2546 ตำบลดอนมนต์มีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากแกลบและเปลือกไม้ยูคาลิปตัส จำนวน 2 แห่ง ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 6 บ้านละกอ ตอนแรกก็มีโรงงานอยู่เพียงแห่งเดียว ต่อมาจึงได้เปิดเพิ่มอีก 1 โรงงาน ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน โดยเฉพาะละอองขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาไหม้แกลบและเปลือกยูคาฯ จะลอยปกคลุมหมู่บ้าน คนที่สูดดมเข้าไปก็จะเกิดอาการระคายเคือง เกิดผื่นคัน ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้โรงงานไฟฟ้า 2 แห่ง คือโรงเรียนบ้านละกอ และโรงเรียนบ้านดอนมนต์ เพราะสูดดมเอาละอองขี้เถ้าเข้าไป เด็กบางคนที่เกิดอาการแพ้หรือเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต้องส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ เพราะในช่วงฝนตกน้ำฝนจะไหลชะพาเอาขี้เถ้าแกลบและฝุ่นละอองต่างๆ จากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำของชาวบ้าน ทำให้น้ำเน่าเสีย และเมื่อฝนตกลงมาชาวบ้านก็ไม่สามารถรองน้ำฝนนำมาใช้ได้เนื่องจากมีฝุ่นละอองปนเปื้อน ซึ่งปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านและโรงเรียนดังกล่าวนี้ได้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนเป็นระยะๆ มีการเชิญหน่วยงานในท้องที่ เช่น อบต. โรงเรียน มาปรึกษาหารือร่วมกับทางโรงงาน เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ผลกระทบจากโรงงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทางกองทุนฯ ได้ช่วยเหลือสวัสดิการแก่สมาชิกที่เจ็บป่วยรวมเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้กองทุนฯ มองเห็นความจำเป็นในการทำงานเชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาวะตำบล และจะทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ทั้งในและนอกตำบล โดยเฉพาะสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งมีตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในตำบลเข้าร่วมเป็นสมาชิก รวมทั้งกองทุนฯ ด้วย โดยจะใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนปรึกษาหารือเรื่องรูปแบบและวิธีการดำเนินการต่อไป เป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านมีสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี
“ถ้าการสร้างความมั่นใจว่ากองทุนฯสามารถจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก จะทำให้ชาวบ้านได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน คนที่เหลือที่ยังไม่เข้าร่วม เราก็อยากให้เข้ามาร่วมทั้งหมด เพราะเป็นคนในชุมชนเดียวกัน อยู่ด้วยกันมานาน และเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ชาวบ้านจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีมีสุขภาวะที่ดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน”
“เมื่อสิ่งแวดล้อมดี สุขภาวะและสุขภาพก็จะดีเป็นผลดีต่อตัวเองและต่อชุมชน และกองทุนก็จะได้เอางบในส่วนที่จะช่วยเรื่องสวัสดิการเจ็บป่วยไปทำเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องบำนาญหรือผู้ด้อยโอกาสหรือเอาไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กในชุมชนเพื่อเป็นสร้างอนาคตของชาติ พร้อมทั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนก็ก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจ” คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลดอนมนต์กล่าวในตอนท้าย
สุนัน ชามาส ผู้สื่อข่าวชุมชน จ.อุบลราชธานี : รายงาน





