
ดร. ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ “เมื่อก่อนเมืองไทยไม่มีภัยพิบัติมาก เพราะการอาศัยอยู่กับธรรมชาติ แต่ระยะหลังตั้งแต่สึนามิเป็นต้นมา ได้เกิดภัยพิบัติทั้งพายุ ดินถล่ม มาถึงมหาอุทกภัยเมื่อปี 2545 คิดว่าธรรมชาติเตือนเรา ไม่ให้เราหลงละเลิงแข่งขันกันเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

ภัยพิบัติมีแนวโน้มเกิดมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย เพราะมนุษย์ได้กระทำกับธรรมชาติอย่างรุนแรงจนเกิดสภาวะโลกร้อนและอื่นๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติชุมชนและท้องถิ่นเป็นด่านแรกของการเผชิญเหตุ การรอรับความช่วยเหลือจากข้างนอกอย่างเดียวจะไม่ทันท่วงที เพราะระบบที่มีอยู่มีข้อจำกัดมากมายและระหว่างเกิดเหตุการสื่อสารหรือการเดินทางอาจถูกตัดขาด
ภัยพิบัติธรรมชาติเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ แต่มีวิธีที่จะลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ อย่างไม่ประมาณและมีสติ ดังนั้น การสนับสนุนให้ชุนชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการจัดการภัยพิบัติ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะจากบทเรียนทั่วโลกพบว่า “ แผนจัดการภัยพิบัติระดับชาติก็ล้มเหลว หากประชาชนไม่รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อภัยมา “
บทเรียนการดำเนินงานโครงการเสริมพลังความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติของเครือข่ายชุมชน โดยใช้บทเรียนการ “ การพลิกวิกฤตเป็นโอกาส “ สร้างการเรียนรู้ท่ามกลางการทำของ “ เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ “ ด้วยหลักการสนับสนุนให้ชุมชนเรียนรู้ท่ามกลางการทำ “ ตั้งทีม ” ลุกขึ้นมารวมกลุ่มแก้ปัญหาร่วมกับองค์กรท้องถิ่นและภาคีความร่วมมือต่างๆที่เข้าไปสนับสนุน เปลี่ยนจาก ชุมชนประสบภัย มาเป็น ชุมชนป้องกันภัย ด้วยการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติของชุมชนให้มีทีมอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ มีกระบวนการต่างๆ เช่น การฝึกอบรมอาสาสมัครภัยพิบัติ การมีแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การซ้อมแผนอพยพ การฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน การดูแลสิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยโครงการนี้ได้ขยายผลดำเนินงานออกไปใน 10 พื้นที่ซึ่งกระจายใน 10 จังหวัด
เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน อ่าวไทยเป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญ 1 ใน 7 ของโลก เผชิญกับภัยพิบัติเงียบ “ การกัดเซาะชายฝั่ง “ มีพื้นที่กว้างครอบคลุมถึง 7 จังหวัด นำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ กทม. ( บางขุนเทียน ) สมุทรปราการ สมุทรสาคร จำนวน 11 ชุมชน และเชื่อมโยงการแก้ปัญหาภาพรวมร่วมกันของทั้งเครือข่าย เช่น ปัญหามลพิษจากการขนส่งถ่านหิน ปัญหาน้ำจืด น้ำเสียลงอ่าวไทยจำนวนมากจนส่งผลกับการเพาะเลี้ยงชายฝั่งของชาวบ้าน การรุกล้ำเขตประมงพื้นบ้าน ฯลฯ จึงมีการร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทั้งสัตว์น้ำและป่าชายเลน ซึ่งมีภาคีความมือหลายองค์กรสนับสนุน รวมทั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีการอบรมกรวดน้ำเสีย 12 จุดโดยการสนับสนุนของนักวิชาการ ของศูนย์วิจัยประมงชายฝั่ง จังหวัดสมุทรสาคร และมีการพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารขององค์กรท้องถิ่นและเครือข่าย ฯ เพื่อแจ้งเหตุภัยพิบัติที่เกิดในอ่าวไทย สำหรับประเด็นเชิงนโยบายมีการเข้าร่วมร่าง พรบ.การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการระดับจังหวัดตาม พรบ.ดังกล่าว รวมทั้งติดตามนโยบายการจัดการน้ำ

เครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่ที่มีคูคลองหลายสาย มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพราะมีการบำบัดน้ำเสียรายครัวเรือนที่คลองบางปรอกและขยายผลจนได้รับรางวัลจากกองทุนสิ่งแวดล้อม และส่วนชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็อยู่นอกคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ทำให้ชุมชนเหล่านี้ มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะในปีที่น้ำท่วมสูง จะมีผลกระทบมาก จึงมีกระบวนการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยการตั้งศูนย์ประสานงาน มีทีมอาสมัคร มีการอบรมเยาวชนเรื่องการเฝ้าระวังระดับน้ำ มีการนำร่องเรื่องบ้านลอยน้ำ ในพื้นที่ อบต.กะแชง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อน้ำท่วมไม่ต้องอพยพไกล สามารถใช้ห้องน้ำ ประกอบอาหารร่วมกันได้ ฯลฯ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้มาเป็นประธานเปิด และอบต.ใกล้เคียงนำไปขยายผล
ในเชิงนโยบายมีการลงนามความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติกับอบต.กระแชง และประสานงานกับอบต. อื่นๆ เช่น บางโพธิ์เหนือ เทศบาลเมืองปทุมธานี เทศบาลบางหลวง ฯลฯ ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำเพื่อหาวิธีในการเตรียมความพร้อมป้องกันภัยร่วมกัน ในระดับจังหวัดมีคณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับภาคีอื่นๆ เพื่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด


เครือข่ายชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเครือข่ายชุมชนแออัดในเมือง ส่วนหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำมูล มีจำนวน 9 ชุมชน ที่มีปัญหานำท่วมซ้ำซากทุกปี เพราะมีการถมที่ดินเพื่อการพัฒนาเมือง แต่ชุมชนคนจนเหล่านี้ไม่มีการถมที่ดินจึงต้องอยู่ในที่ลุ่มรับน้ำ มีการรับมือภัยพิบัติ ด้วยการสรุปบทเรียนนำท่วม และทำปฏิทินภัยพิบัติพบว่าในแต่ละปีมีน้ำท่วม 2- 4 เดือน อันเป็นเหตุความยากจน เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีรายได้ และเมื่อน้ำลดก็ต้องเสียค่าขนย้าย ค่าซ่อมแซมบ้าน จึงมีกระบวนการสู้ภัย ด้วยใจชุมชน ขึ้น มีอาสาสมัคร มีการอบรม จัดทำแผนในการรับมือ และฟื้นฟูชุมชน มีศูนย์ประสานงาน ฯลฯ มีการทำพื้นที่ต้นแบบที่ร่วมกับ อบต. คูสว่าง โดยการทำบ้านเอนกประสงค์ ถอดประกอบได้ ง่าย จำนวน 40 ห้องเพื่อรองรับกลุ่มที่มีปัญหาน้ำท่วมและต้องอพยพไกล ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น นอกจากนี้มีการออกแบบเรือที่เหมาะสมกับแม่น้ำมูล ไม่ต้านคลื่น ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธานเปิดคูสว่างโมเดล นอกจากนี้มีกิจกรรมที่สร้างความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน


เครือข่ายชุมชนจังหวัดพังงา จากบ้านน้ำเค็มเป็นพื้นที่ต้นแบบ ขยายผลสู่จังหวัดอื่นและเป็นที่ศึกษาดูงานนั้น ได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัด ในการทำโครงการรัฐร่วมราษฎร์จัดการภัยพิบัติขยายผลออกสู่ตำบลต่างๆ อีก 8 ตำบล โดยคณะทำงานภัยพิบัติจังหวัดพังงา ได้ลงพื้นที่เพื่อประสาน กระตุ้นและสนับสนุนความรู้ทั้งการแนะนำจากประสบการณ์ตนเอง และการประสาน ปภ.จังหวัดไปอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัคร ซึ่งเป็นที่น่าสนใจ เพราะได้รับความร่วมมือจากผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นในแต่ละตำบล เป็นอย่างมาก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้สามารถพัฒนาไปสู่เรื่องอื่นๆร่วมกันได้ เช่น หากมีน้ำท่วม ตำบลใกล้เคียงไปช่วยเหลือกัน หรือการมีแผนดูแลป่าชายเลน เพื่อความมั่นคงทางอาหารและลดโลกร้อนร่วมกันทั้งจังหวัด เป็นต้น
ในเชิงนโยบาย เป็นพื้นที่อบรมหลักสูตรพัฒนาข้าราชการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในวาระครบรอบ 10 ปีสึนามิเป็นที่ศึกษาดูงานของคณะทูตจาก 40 ประเทศทั่วโลก และผู้แทนได้รับเชิญไปร่วมประชุมเรื่องภัยพิบัติโลก ณ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ได้เสนอ แนวทางการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ โดยสนับสนุนให้ชุมชนได้เตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการสร้างพื้นที่รูปธรรม เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่แล้ว มีการสนับสนุนให้เกิดการประชุมสัมมนา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเป็นระยะ จนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประการ
1). การปฏิรูประบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชน ในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเสริมความรู้ความสามารถร่วมกันทุกภาคส่วนในการจัดการภัย เสริมศักยภาพอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ การจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ตามแผนรับมือภัยพิบัติตรงไปที่ชุมชน
2).จัดตั้งกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุนการจัดการภัยพิบัติเพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ อบรมพัฒนาเตรียมความพร้อมการศึกษาวิจัยและพัฒนาความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติชุมชน การสื่อสารสาธารณะ ตลอดจนให้มีกองทุนระดับท้องถิ่น ที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนและเครือข่ายฯ เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดย ให้กระทรวงมหาดไทยสมทบกองทุนการจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่น
3).ปฏิรูปกลไกคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ มาจาก ผู้แทนชุมชนที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติ ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ เพิ่มอำนาจหน้าที่ ให้เป็นกรรมการที่มีอำนาจสั่งการ บริหารจัดการในขณะเกิดภัยพิบัติ และให้มีคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับจังหวัด ระดับตำบล เป็นผู้พิจารณาประกาศภัยพิบัติ พิจารณาจัดทำแผนการจัดการภัยพิบัติ พิจารณาให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูภัยพิบัติ โดยมีสัดส่วนจากผู้แทนชุมชน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติ และจัดทำแผนเพื่อการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นชุมชนเป็นหลัก
4).ปฏิรูปกฎหมาย โดยการแก้ไข พระราชบัญญัติ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อให้เอื้อในการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย โดยสาระสำคัญต้องมีส่วนร่วมในทุกระดับ ให้มีกองทุนส่งเสริมชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การประกาศภัยพิบัติ และบริหารจัดการภัยพิบัติ จึงร้องขอให้อำเภอ จังหวัดเข้ามาช่วยเหลือหากเกินศักยภาพ การส่งเสริมครัวกลางแทนการจัดซื้อข้าวกล่อง ถุงยังชีพ ที่ชุมชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เป็นการเสริมการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ส่งเสริมระบบฐานข้อมูลผู้เสียหาย การได้รับสิทธิการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ตลอดจนการปรับปรุงกฎเกณฑ์ ข้อจำกัด อุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูเยียวยา และ การเตรียมพร้อมป้องกัน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
จะเห็นได้ว่า การจัดการภัยพิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สิน จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปทั้ง 2 ระดับ คือ 1).การปรับปรุงนโยบายการจัดการภัยพิบัติ และการแก้กฎหมายให้สอดคล้อง 2).การแปรสู่ปฏิบัติ หรือ สร้างรูปธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในพื้นที่ การรณรงค์เปลี่ยนวิธีคิดของประชาชนจากการเป็น “ ผู้รับ ” มาเป็น “ ผู้จัดการตนเอง” การใช้ข้อมูลความรู้เป็นพลังในการต่อสู้กับภัยพิบัติ การจัดองค์กรให้จัดการภัยพิบัติได้ การทำให้ตระหนักว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องใกล้ตัว ความมีจิตอาสา ต้องการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม




ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท : รายงาน





