playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

IMG 940

“ ทำไมชีวิตของเราจึงแย่ลงเรื่อย ๆ ทั้ง ๆที่ทำงานหนักขึ้น ทำนาได้ปีละ 2 – 3 ครั้ง  หนี้สินก็มีมากขึ้น ”

          นี่คือคำถามที่ชาวบ้านคุยบ้านโองถามกันเองเพื่อหาทางออกให้กับชีวิตและชุมชน “คุยบ้านโอง” เป็นตำบลหนึ่งขออำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ชาวบ้านมีชีวิตที่เรียบง่าย เดิมปลูกข้าวเพื่อกินอยู่แบบพอเพียง แต่เมื่อมีระบบชลประทานเข้าสู่ตำบล จากที่เคยทำนาได้ปีละครั้งกลายเป็นปีละ 2 – 3 ครั้ง ระบบการผลิตจึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยผลิตเพื่อบริโภคเป็นหลัก และเหลือจากการบริโภคมาขายเพื่อให้มีกำไร โดยไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แรงงานเพิ่มทุน เร่งการผลิตในนาข้าว ส่งผลให้ดินเสื่อมอย่างรวดเร็ว สุขภาพคนเริ่มย่ำแย่ อาหารตามธรรมชาติ ปู ปลา กุ้ง พิชผักพื้นบ้านเริ่มหายไป


          จากการสืบสาวราวเรื่องพบว่า ในปี 2554 ชาวบ้านตำบลคุยบ้านโองร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดทำแผนชุมชน เพื่อให้คนคุยบ้านโองรู้จักตนเอง รู้จักชุมชน รู้จักสังคม รู้จักโลกภายนอก จากนนั้นร่วมกันคิด ร่วมกันสังเคราะห์วางแผน หาทางออกให้ตำบลตนเอง โดยใช้ทุนของชุมชนและการประสานความร่วมมือจากท้องถิ่น ท้องที่

          ต่อมาในปี 2548 – 2549 ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายแผนแม่บท  4 ภาค โดยการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ทำการสำรวจ/วิเคราะห์ข้อมูล จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ก่อนที่จะนำมาจัดทำเป็นแผนแม่บทชุมชน เสนอต่อหน่วยงาน/ภาคีที่เกี่ยวข้อง จนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น เพื่อทำลานตากข้าว กิโลกลาง โรงสีชุมชน รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มอาชีพมากมายในชุมชน มีการใช้ทุนภายในชุมชนพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพึ่งตนเอง โดยการคำนึงถึงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ

          ต่อมาเมื่อ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเกิดขึ้น เพ่อส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเอง มีบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน 28 กลุ่ม กลุ่มองค์กรในตำบลคุยบ้านโอง จึงเห็นพ้องต้องกันให้จัดตั้ง “องค์กรชุมชนตำบลคุยบ้านโอง” เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อรวมพลัง รวมกลุ่มองค์กร รวมทุนต่าง ๆ ในชุมชน เข้าร่วมปรึกษาหารือและประสานภาคีและปฏิบัติการเพื่อการเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน เพื่อเป็นฐานของการก้าวเดินสู่เส้นทางการจัดการตนเองอย่างยั่งยืนของคนคุยบ้านโอง

          สภาองค์กรชุมชนตำบลคุยบ้านโองได้สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลที่จะเข้ามาในพื้นที่ โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบล ประสานพื้นที่ตำบลใกล้เคียง ระดมความคิด วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พาแกนนำไปศึกษาพื้นที่ที่มีการเกิดขึ้นของโรงงานไฟฟ้า ที่จังหวัดลำปาง อ่างทอง พระนครศรีอยุทธยา ฯลฯ รวมถึงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ข้อมูล เช่น สำนักงานพลังงานจังหวัดสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังจัดให้มีเวทีระดับตำบลและหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 3 เดือน เพื่อระดมความคิดเห็น แสดงพลังและจุดยืนต่อการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าชีวมวล ถึงแม้จะไม่สามารถคัดค้านการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าได้ แต่ก็ได้มีการจัดทำข้อเสนอในการใช้วัตถุดิบผลิตไฟฟ้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดกลไกเฝ้าระวังร่วมกันระหว่างชุมชน ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนยังมีบทบาทในการหนุนเสริมด้านเศรษฐกิจชุมชน จัดระบบทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในชุมชนถึง 28 กลุ่ม รวม 19 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแก่สมาชิกในชุมชนจัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชนในปี 2554 เพื่อเป็นที่พึ่งของคนในตำบล นำไปสู่การจัดการตนเองด้านเศรษฐกิจและทุนชุมชนในอนาคต

          ต่อมาในปี 2557 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนตำบลคุยบ้านโอง ด้วยการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 ยังคงทำนาปลูกข้าวแต่ก็ต้องพบกับปัญหาและผลกระทบอย่างมากมาย เนื่องจากการผลิตตามเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อขาย ทำให้เกษตรต้องประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาขายผลิตผลมีความผันผวนตามกลไกการตลาดทุกปี นำไปสู่การค้นหาแนวคิดและการปรับพฤติกรรม ด้วยการส่งเสริมการทำการเกษตรทางเลือก เริ่มจากการทำนาแปลงทดลองโครงการผลิตข้าวหอมมะลิปลอดภัยในพื้นที่ 8 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 ไร่ รวม 40 ไร่ เพื่อเปรียบเทียบต้นทุน และฝึกการเก็บข้อมูลในการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาตนเองในการทำการเกษตร สร้างองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นหลังใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต อีกทั้งเพื่อเป็นทางเลือกในการทำการเกษตรในอนาคตด้วย โดยการรื้อฟื้นวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ด้วยการมุ่งเน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชนต่าง ๆ ให้มีความเข้มแข็งมีการปรับวิถีการผลิตโดยการพัฒนาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาหลายชนิด พบว่าการทำนาที่ใช้สารเคมีต้นทุนค่าปุ๋ยอยู่ที่ไร่ละประมาณ 2,500 บาท แต่ทำนาปุ๋ยอินทรีย์ข้าวพันธุ์ กข ต้นทุนเหลือเพียง 1,500 – 1,600 บาท ต้นทุนค่าปุ๋ยตกเพียง 800 – 900 บาทเท่านั้น

          ทั้งนี้ในอนาคตสภาองค์กรชุมชนตำบลคุยบ้านโอง มีแผนในการขยายพื้นที่การทำเกษตรยั่งยืนหรือเกษตรผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยงในการทำการผลิต จัดทำแปลงสาธิตในการผลิตพันธุ์ข้าว โดยเชื่อมโยงสถาบันการเงินของชุมชน

          จากจุดเริ่มต้น 15 ปี ที่ผ่านมา จนถึงกระทั่งปัจจุบันบนเส้นทางสู่การจัดการตนเองของตำบลคุยบ้านโอง มีบทเรียนอีกมากมาย ทั้งความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค มีทั้งเงื่อนไขภายใน ภายนอกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งนายสมหมาย พลอาจ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคุยบ้านโอง ประเมินตนเองว่า คุยบ้านโองเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว หนทางที่เหลือคือความท้าทายของชาวตำบลคุยบ้านโองที่ยังคงต้องร่วมกันก้าวเดินไปในอนาคต

1


สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน


หมายเหตุ : ข้อมูลโดย ไพรชุมพล นิ่มเฉลิม

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter