playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
12357994 1533339086989283 1936667579 n

สายลมหนาวบริสุทธิ์ที่พัดโชยปะทะใบหน้าเย็นชื่นใจ
เมื่อขึ้นสู่ภูผาม่านคราวใด ภาพปรากฏของสายตาที่เพ่งมอง ช่วยทำให้ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน บนความตระหง่านที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหินปูนมีจุดเด่นหลากหลายทางธรรมชาติ ทั้งถ้ำและน้ำตก เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธาร


จากตีนผาถึงยอดภูสูงเสียดฟ้า ยังพบความหลากหลายของวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า ที่ถูกหล่อเลี้ยงมาโดยธรรมชาติแห่งบ้านซำผักหนาม ต.นาหนองทุ่ม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น หนึ่งในนั้นที่พวกเขาเข้ามาใช้ประโยชน์ในการทำมาหากิน นั่นคือ แปลงผักเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มปลูกผักเพื่อสุขภาพ

สุรางค์รัตน์ ชำนาญมูล ที่ปรึกษากลุ่มเยาวชนป่าน้ำซำ นอกจากเป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้เกิดกลุ่มเด็กเยาวชนให้มีจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องผืนป่า ดูแลรักษาป่าชุมชน ปลูกต้นไม้ในวันสำคัญต่างๆ ร่วมกับผู้ใหญ่ในชุมชนแล้วนั้น กิจกรรมที่กลุ่มช่วยกันทำในปัจจุบันคือ ทำแปลงปลูกผักเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มปลูกผักเพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

พื้นที่ปลูกผักจำนวนกว่า 1 ไร่ 2 งาน เป็นแปลงส่วนกลางของชุมชนที่ชาวบ้าน 16 ครอบครัว นำมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ด้วยการปลูกผักพื้นบ้าน อาทิ ผักกาด ผัดกวางตุ้ง ผักชีลาว และผักคะน้า โดยสมาชิกแต่ละครอบครัวที่ร่วมรวมกลุ่ม จะมีการจัดสรรพื้นที่ในการเพาะปลูกภายในแปลง แล้วแต่ว่าใครจะปลูกผักชนิดใด ส่วนผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้นั้น แต่ละครอบครัวจะเก็บขายกันเอง เพื่อสร้างรายได้ในแต่ละครัวเรือน ชาวบ้านที่นี่จะอาศัยปลูกกินทำเองสะดวกกว่า นอกจากนี้เพื่อความยั่งยืนและความมั่นคงในอาหาร ยังได้ร่วมกันเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้นำมาหว่านปลูกได้อีกในรอบต่อไป โดยไม่ต้องไปหาซื้อตามตลาด ที่สำคัญเป็นแปลงผักเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆว่าเป็นผักปลอดสารพิษ เป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพ ร่างกาย และไม่เป็นพิษภัยต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย “

สุรางค์รัตน์ เผยด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ขณะเดียวกันได้ชี้นิ้วนำสายตาให้เหลียวมองมาทาง นางบุญรอด แก้วสิงห์ อายุ 60 ปี ที่กำลังบรรจุผลผลิตที่ได้จากน้ำแรง จัดลงถุงพลาสติกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความสุข

ทางด้านนางบุญรอด ตอบด้วยน้ำเสียงฟังดูมีพลัง ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงความภูมิใจในผลผลิต พร้อมเอ่ยบอกว่า หลังจากผ่านการนำผักมาดองแล้ว ยายเตรียมของที่จะเดินหาบขายในเย็นนี้ คือ ผักกาดหิ่น จะแบ่งเป็นถุงเล็ก 5 บาท ถุงใหญ่ราคา 10 บาท และยังมีมะเขือเทศ ขายถุงละ 10 บาท ช่วงเช้าและเย็น จะใช้รถลากเข็น ตระเวนขายไปรอบหมู่บ้านซำผักหนาม ทำแบบนี้มาตลอด ปัจจุบันพอมีรายได้วันละประมาณ 200 - 300 บาท ใช้จ่ายเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ และให้ลูกๆหลานๆ ส่วนที่เหลือจากการขายนอกจากเก็บไว้ใช้เองแล้ว ส่วนหนึ่งได้นำแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีที่ดินเพียงพอในการปลูกพืชผักอีกด้วย

นอกจากนี้ นายเจด็จ แก้วสิงห์ พี่เลี้ยงเยาวชนป่าน้ำซำ เปล่งเสียงออกมาแข่งกับเสียงลมที่หวีดคำรามกระทบไปทั่วภูผาและท้องทุ่ง ว่า จากข้อมูลและได้รับการศึกษาจากผู้ใหญ่ ภูผาม่านเป็นอีกหนึ่งในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน ที่ถูกให้อพยพออกจากที่ดินทำกินเมื่อปี 2533 โดยมีโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ (คจก.) ซึ่งจะจัดสรรที่ทำกินให้ใหม่ แต่ปรากฏว่าพื้นที่จัดสรรนั้นมีเจ้าของแล้ว ผู้เดือดร้อนในภาคอีสานจึงร่วมกันต่อสู้ กระทั่งโครงการฯ คจก.ได้ยุติลงในปี 2535 หากภายหลังชาวบ้านได้คืนกลับมายังที่ดินทำกินเดิม ก็ปรากฏว่าพื้นที่นั้นถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งชาติภูผาม่านไปแต่ปี 2534 อีก ชาวบ้านจึงได้ผลักดันให้รัฐร่วมแก้ไขปัญหากับชาวบ้าน โดยทำข้อตกลงร่วมกับอุทยานฯ จนเกิดโครงการจอมป่าฯ ในรูปแบบที่ให้ชุมชนสามารถจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าได้อย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันข้อพิพาทยังไม่จบสิ้น เพราะต่อมาภายหลังได้มีแผนแม่บทป่าไม้ฯ และนโยบายทวงคืนผืนป่า กลุ่มเยาวชนฯ จึงได้ร่วมกันทำหน้าที่สื่อสารให้สังคมส่วนใหญ่ได้รับรู้ เข้าใจ ในข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งมาโดยตลอด” เจด็จ เผยทิ้งท้าย

กลุ่มเยาวชนป่าน้ำซำ แม้พวกเขาจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ทว่าสองมือเล็กๆเหล่านี้ มากด้วยประโยชน์และทรงคุณค่าต่อชุมชนและสังคมยิ่ง ด้วยมีส่วนสำคัญที่ทรงพลัง ในความสามารถที่ทำให้กิจกรรมการดำเนินงานร่วมกับผู้ใหญ่เป็นไปอย่างราบรื่น สำคัญที่สุดเยาวชนเหล่านี้ ต่างก้าวขึ้นมาเป็นนักสื่อสารชุมชน ด้วยบทบาทในการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ในเรื่องของสิทธิ ความเป็นวิถีชีวิตชุมชน เผยแพร่ส่งผ่านความคิดให้กับสังคมได้รับรู้ว่า ป่านั้นคือชีวิต คือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา ป่านั้นคือความผูกพัน เป็นความรัก ความหวัง และกำลังใจ ในวิถีชีวิตของคนในชุมชน

จากตีนผาถึงยอดเขาสูงเสียดฟ้า แม้บนความสูงชันสลับซับซ้อนกว่าสองแสนไร่ ภายหลังถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ครอบคลุมอาณาบริเวณอำเภอภูผาม่าน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ทอดยาวไกลเชื่อมต่ออุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เสมือนเป็นปราการธรรมชาติกั้นเขตแดนระหว่างจังหวัดขอนแก่น จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดเลย

ทว่าชีวิตผู้คนบนผืนดินนี้ แม้จะถูกปิดกั้นสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินมาโดยตลอด แต่ภาพชีวิตความสุขที่เรียบง่ายในชุมชนเล็กๆแห่งนี้ ไม่มีกฎเกณฑ์บ่งชี้ นอกจากการมีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลรักษาป่า ให้ความสมบูรณ์แก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การจัดการป่าโดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน แน่นอนว่า ย่อมสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้าน ฉะนั้น หากให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาอย่างที่ชาวบ้านทำมาอย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืนตราบจนทุกวันนี้ ก็จะช่วยลดความขัดแย้งลงไปได้มาก

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter