“ชุมชนจะพัฒนาได้อย่างไร ถ้าไม่เริ่มด้วยตัวเอง”
เป็นคำพูดที่แกนนำชุมชนนำไปใช้ในการรณรงค์ให้ชาวบ้านตระหนัก ถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองให้ดีขึ้น โดยบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง ก็ไม่ต่างอะไรกับชุมชนชนบทในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนา ที่มุ่งเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและทำให้ชุมชนอ่อนแอ จึงได้มีการวมกลุ่มกันพัฒนาตามวิถีของคนบ้านจำรุง เริ่มจากกิจกรรมเล็ก คือ การนำผลทุเรียนที่เสียหายจากถูกหนอนเจาะมาแปรรูป จนเกิดเป็นกลุ่มและเครือข่ายแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งของชาวบ้านจำรุง เกิดจากแนวคิดที่ต้องการมีเงินทุนเพื่อใช้เป็นกองกลางในการพัฒนาหมู่บ้าน โดยเป็นกองทุนของชุมชนเอง เพื่อการบริหารชุมชนแบบพึ่งตนเอง จึงเกิดการระดมหุ้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2529 เพื่อจัดตั้งร้านค้าชุมชน โดยขอความร่วมมือจากชาวบ้านในการซื้อหุ้น อย่างน้อยครัวเรือนละ 50 บาท ครั้งแรก ได้เงินทั้งสิ้น 30,000 บาท มีสมาชิก 120 คน นำเงินไปทำร้านค้าชุมชน จำหน่ายสินค้าแปรรูปของชุมชน จนกระทั่ง ปี 2543 ได้มีกระบวนการสำรวจข้อมูลครัวเรือนอย่างจริงจัง มีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้พบปัญหาสำคัญ คือ มีเกษตรกรในชุมชนใช้สารเคมีกันมาก จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเกิดสารพิษตกค้างในผลผลิต ปัญหาดังกล่าวทำให้ชาวบ้านเป็นโรคภูมิแพ้ มีสุขภาพแย่ลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงเกิดการทบทวนตัวเองและคิดแก้ไขปัญหา “..ชุมชนจะพัฒนาได้อย่างไร ถ้าไม่เริ่มด้วยตนเอง..”นำไปสู่การรณรงค์ให้ชาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญของการลดใช้สารเคมี จัดตั้งกลุ่มเกษตรพื้นบ้าน ทำโครงการเกษตรชีวภาพ โครงการผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ สนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อชำระล้างสารเคมีตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวงจรการผลิตจนถึงการบริการบริโภคในชุมชน
ปี 2548 เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาขยายแนวทางการทำงานไปยังกลุ่มคนในหมู่บ้านอื่นของตำบลเนินฆ้อและพื้นที่ใกล้เคียง (พื้นที่ภูมินิเวศน์) มีเวทีเชื่อมประสานงานกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ทุกเดือน ด้วยการหนุนเสริมของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เรียกกันว่า “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” ใช้พื้นที่ศูนย์ประสานงานของเครือข่ายองค์กรชุมชนเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน จนเป็นหลักการสำคัญในการทำงานของสมาชิก/องค์กรในปัจจุบัน ด้วยเป้าเดียวกันคือ “สังคมเป็นสุข ชีวิตมีความมั่นคง พึ่งพาตนเองได้ บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยกำหนดประเด็นในการพัฒนา 4 เรื่อง คือ คน ดิน น้ำ ป่า ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างกระบวนการพอสมควร เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิด การรวมกลุ่ม การสร้างห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ
ปี 2551 ได้ยกระดับการทำงานจากเครือข่ายสู่การจัดตั้ง “สภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ” มีศูนย์ประสานงานอยู่ที่ 70 หมู่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “มหาวิทยาลัยบ้านนอก” มีกลุ่มกิจกรรมที่หลากหลายถึง 40 กลุ่ม ประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติการจริงผู้คนในพื้นที่มากกว่า 30 ปี ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ในแบบบ้านๆ สามารถสัมผัสถึงวิถีพอพียงของชุมชนท้องถิ่น มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือหลักการขับเคลื่อนงาน
มหาวิทยาลัยบ้านนอก เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดระยอง นำประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติการจริงของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ มารวบรวมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักเดินทางที่สนใจงานแบบชาวบ้าน ทิ้งรูปแบบการทำงานแนวดิ่งแบบเดิมๆ ใช้การทำงานแนวราบสร้างความเสมอภาคด้วยวิถีตนเอง นำพาชีวิตของกลุ่มคนตัวเล็กๆในสังคมพลเมือง ไปสู่ความมั่นคงด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากความพยายามในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานด้านการผลิตของบ้านจำรุง และสภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ นับตั้งแต่ปี 2529 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างชุมชนเข้มแข็งเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง
เกิดการเชื่อมโยงกลุ่มกิจกรรม ด้วยการสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจของตนเอง เริ่มตั้งแต่การผลิตผ่านกลุ่มเกษตรพื้นบ้าน ร่วมกัน ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ ขายผลผลิตที่เป็นผักพื้นบ้านทั้งหมดให้กับกลุ่มอาหารท้องถิ่นไทย จัดรายการอาหารสุขภาพ ผักพื้นบ้านปลอดสารเคมีกับน้ำพริกกะปิที่ซื้อมาจากกลุ่มแปรรูปกะปิน้ำปลา เชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยบ้านนอก แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้จัดการท่องเที่ยวชุมชนต้อนรับนักเดินทางตลอดทั้งปี นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายแปรรูปผลผลิต สร้างกลไกลการตลาด จัดพื้นที่ขายสินค้าของกลุ่ม ให้กับนักเดินทางที่ตลาดสีเขียว โดยมีกลุ่มตลาดสีเขียวทำหน้าที่บริหารจัดการ ผ่านข้อตกลงร่วมกันในเวทีของสภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อ
เกิดการจัดการเศรษฐกิจและทุนภายในชุมชน โดยมีกลุ่มธนาคารชุมชนเชื่อมโยงสมาชิกและกลุ่มกิจกรรมสร้างฐานการออมอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งกลุ่มกองทุนรวมเพื่อการลงทุนและจัดซื้อที่ดินเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสภาองค์กรชุมชน ทำให้มีสถานที่เป็นที่ยอมรับจากภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมตัวกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการของตนเอง ดูแลกันเอง ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย
เกิดการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน หลังจากที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสนับสนุนเรื่องศูนย์การเรียนรู้ จึงได้ดำเนินการจัดการความรู้และสร้างวิทยากรกระบวนการ มีนักพัฒนาชุมชนจากทั่วประเทศ สนใจพากันมาเรียนรู้และบอกต่อกันไป มีผู้สนใจมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มมากขึ้น จึงต่อยอดพัฒนาเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ รู้จักกันทั่วไปว่า “มหาวิทยาลัยบ้านนอก แหล่งเรียนรู้นอกตำรา” เป็นโลกแห่งการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัดโดยเฉพาะชุดความรู้เรื่องการพึ่งพาตนเอง โดยใช้ขบวนองค์กรชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำงาน มีกลุ่มโฮมสเตย์บ้านจำรุง (มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย) เป็นกลุ่มกิจกรรมหลักในการเชื่อมโยงเรื่องของการท่องเที่ยว
เกือบ 30 ปีของการพัฒนาตำบลเนินฆ้อ จากจุดเริ่มต้นที่บ้านจำรุง ด้วยวิถีของคนจำรุงสู่การขยายเป็นเครือข่ายระดับตำบล เกิดแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีชื่อเสียง ที่รู้จักกันดีในนาม “มหาวิทยาลัยบ้านนอก”
“ในวันข้างหน้าเราอยากเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เป็นสังคมที่เรียนรู้ได้โดยไม่มีวันสิ้นสุด อยากเป็นแหล่งเรียนรู้ของทุกคนที่สนใจ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน เป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสังคมแห่งการรู้เท่าทันกัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงในทุกๆด้าน แต่คำถามที่เรามักได้รับจากผู้เข้ามาเยี่ยมชมเสมอคือว่า “เราจะรักษาสภาพแวดล้อมความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งนี้ได้นานเท่าไร” ซึ่งเราอาจจะยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน หากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่เชื่อมั่นในวิถีของชุมชน ไม่ยอมเปิดใจที่จะเรียนรู้ในความหลากหลายของวิถีวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมบนความเท่าเทียมของผู้คนยังไม่ปรากฏชัดเจน พวกเราคงทนกระแสโลกาภิวัตน์ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เราจะพยายามรักษามันไว้ให้ได้บนความเชื่อมั่นในวิถีของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น จะรักษาให้คงอยู่ตราบนานเท่านานสืบทอดเป็นมรดกให้รุ่นลูกหลานต่อไป
มันเป็นความหวังสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่นายชาติชาย เหลืองเจริญ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเนินฆ้อไม่เคยสินหวัง
สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน





