playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ผมมีโอกาสลงพื้นที่ร่วมประชุมกับภาคประชาชนระดับจังหวัด หรือที่เรียกว่า “ขบวนจังหวัด” หลายๆจังหวัดในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาซึ่งสิ่งที่ได้สัมผัส ต้องบอกว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

 

IMG_0236.JPG
          ย้อนอดีตไปเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญยุคที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้เข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญในการจัดทำข้อเสนอในการยกร่างรัฐธรรมนูญ จนเป็นที่มาของคำว่า “พลเมืองเป็นใหญ่” และยังเป็นที่มาของ “สมัชชาพลเมือง”ที่ได้รับการบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น

แนวคิดนั้นไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน หากเป็นการประมวลประสบการณ์งานพัฒนาภาคประชาชน ที่ด้านหนึ่งต้องต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัฒน์ อันเป็นกระแสที่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ ซึ่งต้องอาศัยการสร้างขบวนการประชาชนที่เข้มแข็งเพื่อตั้งรับกับมัน อีกด้านหนึ่งก็คือนโยบายของรัฐ ที่มักจะมองว่าประชาชนเป็นผู้รอรับผลแห่งการพัฒนา ส่วนนโยบายการพัฒนาเป็นหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาอันยาวนานที่รัฐเป็นผู้กำหนดการพัฒนา เป็นที่ประจักแล้วว่าได้ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ประชาชนอ่อนแอ เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม

          ดังนั้นการจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ “ภาคประชาชนจะต้องเป็นผู้กำหนดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง” หรือเป็นผู้กำหนดอนาคตตนเอง ซึ่งการจะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ขบวนการภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และรู้เท่าทันสถานการณ์ ความเป็นจริงที่ดำรง

IMG_0228.JPG
          ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีองค์กรพัฒนาต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปสนับสนุนให้องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง จัดการตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สสส. สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งองค์กรพัฒนา ภาครัฐ กับ NGO มีแนวทางการสนับสนุนที่แตกต่างกัน กล่าวคือ NGO จะใช้ประเด็นที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นเงื่อนไขเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน ชี้ให้ชาวบ้านเห็นและตระหนักในสิทธิ ในความเป็นเจ้าของทรัพยากรฯเหล่านั้น เพื่อลุกขึ้นมา ปกป้องรักษาเอาไว้เป็นของส่วนรวม โดยการสร้างองค์กรชาวบ้านที่เข้มแข็งขึ้นมา

          ในขณะที่องค์กรพัฒนาภาครัฐ จะใช้ประเด็นที่เป็นเป้าหมายขององค์กรเป็นตัวนำและชวนชาวบ้านมาทำงาน แต่เป้าหมายสุดท้ายก็เหมือนกันก็คือ การสนับสนุนให้องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อลงไปดูในพื้นที่ จึงเห็นองค์กรชาวบ้านที่ดูเหมือนว่า “เป็นองค์กรชาวบ้านของหน่วยงานสนับสนุนนั้นๆ” มากกว่าจะเป็นองค์กรภาคประชาชนของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

          ดังนั้นหากลงไปจังหวัดไหนก็แล้วแต่ แกนนำชุมชนก็จะยุ่งอยู่กับงานประชุมวันนี้กับหน่วยงานนี้ พรุ่งนี้กับอีกหน่วยงาน บางคนต้อง “สวมหมวกหลายใบ” จนทำให้แกนนำชุมชนจำนวนมากกลายเป็นนักประชุม เป็นแกนนำหลุดฐาน และมีอาชีพเป็นนักประชุม เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นไปได้ยากยิ่งที่จะสร้างขบวนองค์กรชุมชนเข้มแข็ง ให้เป็นผู้วางแผน กำหนดอนาคตของท้องถิ่นได้

          จากบทเรียนการพัฒนาดังกล่าวข้องต้น จึงเป็นที่มาของข้อเสนอไปสู่การสร้างขบวนองค์กรชุมชนที่เป็นของประชาชน เป็นขบวนที่สามารถวางแผนกำหนดอนาคตของตนเองได้ คำว่า “สมัชชาพลเมือง” จึงปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น แต่หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ต้องตกไป แกนนำชุมชนทั่วประเทศ ก็ยังมีความเห็นร่วมกันว่าจะยังคงร่วมกันขับเคลื่อนงานตามแนวทางนี้ต่อไป

IMG_0232.JPG
          ดังนั้นในโอกาสที่ภาคประชาชนในแต่ละจังหวัดได้ร่วมกันพูดคุยวางแผนเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดขบวนของประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงไม่พลาดโอกาสที่จะลงไปร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ก็พบความจริงที่น่าสนใจหลายประการ

1.                        ขบวนภาคประชาชนในระดับจังหวัด เกือบทุกจังหวัดยังไม่เป็นขบวนประชาชนของคนในจังหวัดอย่างแท้จริง เพราะยังเกาะติดอยู่กับหน่วยงานสนับสนุนเป็นหลัก แกนนำชุมชนระดับจังหวัด จึงถูกหน่วยงานสนับสนุนลากไปลากมา หมดเวลาไปกับการประชุมของแต่ละหน่วยงาน วางแผนกับหน่วยงานเพื่อตอบโจทย์ของหน่วยงาน จนกลายเป็นนักประชุม จากความจริงข้างต้น แต่ละจังหวัดจึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เพื่อนำไปสู่การสร้าง “ขบวนจังหวัด” ที่มีองค์ประกอบที่หลากหลายทั้งชุมชน ประชาสังคม ภาคเอกชน ฯลฯ ในจังหวัด เป็นขบวนที่เป็นของคนในจังหวัด ทำงานโดยนำปัญหาของคนในจังหวัดเป็นตัวตั้ง กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย แนวทางการทำงาน และร่วมกันวางแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์ของคนในจังหวัด เพราะนี่คือตัวตนที่แท้จริงของจังหวัดนั้นๆ ที่จะทำให้หน่วยงานสนับสนุน ต้องเข้ามาหาและเสนอแผนของตนเองกับขบวนจังหวัด ส่วนขบวนจังหวัดจะรับหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแผนของหน่วยงานนั้นๆตอบโจทย์ของคนในจังหวัดได้หรือไม่

          กล่าวโดยสรุปขบวนจังหวัดจะต้องสร้างขบวนใหม่ที่มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีวิสัยทัศน์ เป้าหมายแนวทาง และแผนงานที่ถือเอาประโยชน์ของคนในจังหวัดเป็นหลัก ดังนั้นในการลงพื้นที่ ผมจึงได้เห็นวิสัยทัศน์ใหม่ๆแตกต่าง หลากหลาย เช่น พังงาแห่งความสุข ภูเก็ตเกาะสวรรค์ สุราษฎร์ธานี เมืองคนดีที่น่าอยู่ ฯลฯ

2.                   การจะสร้างขบวนองค์กรชุมชนภาคประชาชน เฉพาะระดับจังหวัดนั้นคงไม่เพียงพอ เพราะแกนนำระดับจังหวัด ซึ่งมีอยู่เพียงหยิบมือไม่อาจรู้ทิศทางคนได้ทั้งจังหวัด จึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่จัดการตนเอง ในระดับตำบลขึ้นมา โดยมี เป้าหมาย แนวคิดและแนวทางการทำงานในทำนองเดียวกันกับในระดับจังหวัด

การสร้างขบวนในระดับตำบล นั้น ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันจนเกิด พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551  เพื่อใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆมาทำงานร่วมกัน ทั้งชาวบ้าน ท้องที่ท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จดแจ้งแล้วทั้งหมดกว่า 4,500 ตำบล ยังไม่มีความเข้มแข็ง หรือไม่อาจทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆมาทำงานกันได้

ถ้าประเมินคร่าวๆผมว่าสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้งหมดในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มแรก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10% หรือประมาณ 400 ตำบล มีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการเดินไปสู่ความเข้มแข็ง มีการจัดทำข้อมูลปัญหา มีการนำปัญหาไปสู่การวางแผนพัฒนาได้ หากมีการยกระดับเพียงเล็กน้อย คือ เชื่อมโยงภาคีให้มากขึ้น จัดทำข้อมูลให้รอบด้านขึ้น ก็จะทำให้เกิดแผนพัฒนาภาคประชาชนซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกหน่วยงานได้ สภาองค์กรชุมชนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับสภาอื่นๆที่อ่อนแอ ซึ่งมีเรื่องที่น่ายินดีว่า เมื่อไม่นานมานี้ สภาองค์กรชุมชนได้ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สร้างพื้นที่ต้นแบบในการทำงานขึ้นมา

กลุ่มที่สอง คือ สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการทำงานอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20% หรือ 800 สภาทั่วประเทศ กลุ่มนี้หากมีการพัฒนาแกนนำสภาให้มีความเข้าใจให้มากนั้น มีการประสานกับภาคีพัฒนาในพื้นที่ได้เท่าที่จำเป็น เพื่อร่วมกันจัดทำข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวางแผนพัฒนา นำแผนไปเชื่อมโยงกับแผนของหน่วยงานท้องถิ่น เชื่อว่า กลุ่มนี้จะถูกยกระดับไปสู่สภารูปธรรมได้ในอนาคต

และกลุ่มสุดท้าย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60% หรือ 3,000 กว่าสภา เป็นสภาที่ต้องได้รับการพัฒนาในทุกด้านตั้งแต่การทำความเข้าใจเรื่องแนวคิด เจตนารมณ์ และแนวทางการทำงานของสภาองค์กรชุมชน ทำให้สภาเหล่านี้สามารถปฏิบัติตามมาตรา 21 (4),(5),(6) อย่างหนึ่งอย่างใดได้ นั้นคือนำเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญของคนในตำบลมาพูดคุยและช่วยกันหาทางแก้ไข จัดทำเป็นข้อเสนอแนะต่อองค์การบริหารส่วนตำบล แกนนำสภาก็มีบทเรียนการทำงาน รู้ช่องทางในการประสานกับ อปท. และยังสร้างประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ได้ ซึ่งหากทำเช่นนี้บ่อยๆก็จะเป็นช่องทางที่จะนำไปสู่การพัฒนา ทำแผนพัฒนาทั้งระบบได้ในโอกาสต่อไป

การพัฒนาจากพื้นที่ระดับตำบล ตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น จริงอยู่ว่าปัจจุบันเป็นเพียงแนวทางที่ขบวนชาวบ้านตั้งใจจะไปให้ถึง ซึ่งหากทำได้ มีการตื่นรู้ เป็นผู้วางแผนพัฒนาที่เป็นของประชาชน จากระดับตำบลขึ้นไป ปัญหาต่างๆก็จะถูกประมวลเป็นแผนพัฒนาระดับจังหวัด อันเป็นแผนที่มาจากฐานประชาชนที่กว้างขวาง ก็จะเป็น “ชุมชนจัดการตนเอง” อย่างแท้จริง ซึ่งการจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนโดยตรง ต้องถือว่าเป็นโอกาสดีในการทำงานอย่างแท้จริง และโอกาสดีๆเช่นนี้คงมีไม่บ่อยนัก


IMG_0234.JPG20141017_143604_resize.jpg



สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter