playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

“นักท่องเที่ยวมาถึงก้นครัว ทำไมปล่อยให้นายทุนต่างชาติเอาประโยชน์ไปหมด”

 

21385.jpg           นี่คือคำถามที่คนตำบลกมลา อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต ตั้งคำถามต่อกันในวันที่พวกเขามาทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนโดยการประสานงานโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลกมลา

          คนพื้นที่ซึ่งมีอายุราว ๆ 50 ปีขึ้นไป เล่าให้ฟังเหมือนกันว่า ตำบลกมลามีชายหาดที่สวยงามและมีความเป็นธรรมชาติ เดิมทีชาวกมลามีอาชีพทำนาบนที่ลาดต่ำจากเนินเขาสู่ทะเลหลายร้อยไร่  ซึ่งนาเหล่านี้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าจากและสัตว์น้ำ ทั้งน้ำเค็มและน้ำกร่อย จึงมีอาชีพเสริมด้วยการทำประมงพื้นบ้านไว้เป็นอาหาร ถัดขึ้นไปเป็นภูเขาสูง ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนโดยแรก ๆ จะเป็นผลไม้พื้นบ้าน เช่น ขนุน จำปาดะ ทุเรียนบ้าน ชาวบ้านเล่าว่า ทั้งทุเรียนบ้านและจำปาดะเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของคนกมลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำปาดะเป็นที่ขึ้นชื่อมากว่า จำปาดะที่อร่อยที่สุดของภูเก็ตต้องเป็นจำปาดะจากกมลา ต่อจากสวนของชาวบ้านก็จะเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์เป็นป่าดงดิบที่หาได้ทั่วไปในเขตร้อนชื้น

          ส่วนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เนื่องจากกมลามีทั้งไทยพุทธและมุสลิม แต่ก็อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพา เอื้ออาทรและแบ่งปันตามวิสัยคนไทยชนบททั่ว ๆ ไป มีข้าวมีแกงก็แบ่งปันกันกิน ไม่มีความเดือดร้อนแต่อย่างใด

          ชาวบ้านเล่าอีกว่า ตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่การท่องเที่ยวบูมอย่างสุดขีดที่ป่าตองและขยายตัวต่อเนื่องมาถึงกมลา ทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น มีนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยการกว้านซื้อที่ดินจากคนดั้งเดิม และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ชาวบ้านต่างขายที่ดินออกไป จนเหลือเพียงที่ดินที่สร้างบ้านพอได้อยู่อาศัยเท่านั้น

21384.jpg
          หากใครไปกมลาในวันนี้ จะพบว่าโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวเกิดขึ้นเต็มพื้นที่ เห็นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนพื้นบ้านก็ว่าได้ แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลประโยชน์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวกลับตกอยู่กับนายทุน นักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

          ชาวบ้านเล่าว่า ทุกวันนี้ไม่ได้ทำนาแล้วเพราะนาเป็นเมืองหมดแล้ว พื้นที่ทำสวนหลายรายก็กลายเป็นโรงแรมหรู หรือสถานที่ท่องเที่ยวของนายทุน ส่วนทะเลก็หาปลาไม่ได้ เพราะชายหาดเต็มไปด้วยธุรกิจการท่องเที่ยว

          “ทุกวันนี้เราเป็นแม่บ้านก็อยู่บ้านเฉย ๆ ส่วนผู้ชายและคนหนุ่มสาว ก็ไปเป็นลูกจ้างโรงแรม ร้านอาหาร หรือเป็นลูกจ้างในกิจการการท่องเที่ยว บ้างก็ขับสี่ล้อเล็กรับส่งนักท่องเที่ยว” สมาชิกสาองค์กรชุมชนตำบลกมลาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

          “พวกเรารู้สึกอย่างไร ? ที่เราทุกคนเป็นเจ้าของแผ่นดินแท้ ๆ แต่กลับต้องเป็นลูกจ้างนายทุนจากต่างชาติ” ผู้เขียนซึ่งร่วมเวทีอยู่ด้วยตั้งคำถามกับทุกคนในวันนั้น ซึ่งทุกคนเงียบ แต่แววตาแฝงไปด้วยคำถามและข้อสงสัย

          “เราจะทำอย่างไร เพื่อให้การท่องเที่ยวเกิดประโยชน์กับคนพื้นที่อย่างพวกเรา”

          “นักท่องเที่ยวมาถึงก้นครัว ทำไมปล่อยให้นายทุนต่างชาติเอาประโยชน์ไปหมด”

          “เราจะทำอย่างไรเพื่อฟื้นฟูอาชีพ ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตอันงดงามของพวกเรา แล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยว”

          นี่คือคำถามที่พรั่งพรูออกมา โดยทุกคนช่วยกันตอบ ช่วยกันคิด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ตลอดเกือบสามสิบปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยพูดถึงเลยจนออกมาเป็นแผนงาน 3 แผนหลัก โดยแผนงานแรกก็คือ ชาวบ้านจะต้องลุกขึ้นมาจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวิถีชีวิต ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวแสวงหาและอยากสัมผัส

          โดยชาวบ้านบอกว่า พื้นที่สวนเรายังเต็มไปด้วยธรรมชาติ สวนลองกอง จำปาดะ เงาะ และทุเรียนพื้นบ้านยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ในหมู่ที่ 5 ส่วนหมู่ที่ 6 บ้านเรือน วิถีชีวิตยังคงงดงามเป็นพื้นบ้านอยู่มาก และทุกหมู่บ้านยังมีผลิตภัณฑ์ที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ดังนั้นเราจะต้องร่วมกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ขึ้นมา สร้างมัคคุเทศก์ชุมชนโดยประสานกับโรงเรียนในพื้นที่ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำแผนที่แสดงถึงจุดท่องเที่ยวทั้งตำบล เพื่อประสานงานกับการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต หอการค้าภูเก็ต รวมถึงชมรมรถสี่ล้อเล็ก ซึ่งเป็นสมาชิกอยู่ในสภาองค์กรชุมชนอยู่แล้ว เข้ามาร่วมงานด้วยกัน

          “ถ้าเราทำอย่างจริงจังเชื่อว่า ชาวต่างชาติจะให้ความสนใจและรายได้จากนักท่องเที่ยวจะได้ตกถึงคนในพื้นที่เสียที” ชาวบ้านตั้งความหวัง

          ประการถัดมาพบว่า ในแต่ละวันในกมลามีปริมาณขยะจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ได้ แต่ไม่ถูกจัดการให้เกิดประโยชน์ โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนตำบลกมลา ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านมีการคัดแยกขยะจากครัวเรือน เอาขยะเปียกมาทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ ส่วนขยะแห้งนำไปขายแล้วเอารายได้สมทบเข้ากองทุนสวัสดิการตำบล เพื่อนำไปจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก

          ปีนี้ต้องต่อยอดงานที่เราทำ จากปีก่อน โดยการยกระดับให้เกิดศูนย์รับซื้อขยะประจำหมู่บ้าน มีคณะทำงานขึ้นมา มีการบริหารงานให้เป็นระบบ โดยในปี 2559 จะนำร่องขึ้น 3 ศูนย์ 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 2, 3,และ 6  จากนั้นจะขยายให้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2561

          โดยภารกิจของศูนย์ นอกจากจะส่งเสริมให้ชาวบ้านมีการคัดแยกขยะจากครอบครัวแล้วจะรับซื้อขยะจากชาวบ้าน ทำให้เกิดรายได้รวมทั้งยังคงทำให้เรื่องการนำขยะเปียกไปทำน้ำหมักชีวภาพอยู่เช่นเดิม และเพื่อให้มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมกว้างขวางยิ่งขึ้น จะประสานกับโรงแรมและสถานประกอบการในการขอรับวัสดุเหลือใช้มานำกลับมาใช้ใหม่ต่อไป รวมทั้งจะสนับสนุนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านที่ยังไม่มีศูนย์รีไซเคิลนำขยะมาขายที่ศูนย์นำร่องอีกด้วย

          “การจัดการเรื่องศูนย์รีไซเคิล ไม่เพียงเป็นการทำให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านและไม่มีงานทำ มีรายได้จุนเจือครอบครัว เท่านั้นยังไม่พอ ยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสอดคล้องกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกด้วย

          ประการสุดท้ายที่ชาวบ้านได้ร่วมกันคิดและร่วมกันดำเนินงานในปี 2559 ก็คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแกนนำและกลไกการจัดการของภาคประชาชน โดยมีความเห็นพ้องกันว่า การที่ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินต้องอยู่แบบผู้อาศัย เป็นแรงงานรับจ้างของคนต่างถิ่น เพราะชาวบ้านตามไม่ทัน ไม่รู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ดังนั้นนับจากมีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนตำบลกมลาขึ้นมาก็ทำให้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนศึกษาดูงานมากขึ้น เป็นการเปิดวิสัยทัศน์ให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น จากนั้นได้มีการต่อยอดโดยมีการตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมา มีการสมทบเงินช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน นั่นคือชาวบ้านได้เดินออกมาจากการเป็นอยู่แบบตัวใครตัวมัน มาสนใจเรื่องราวส่วนรวมมากขึ้น

          ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อยอดในเรื่องการพัฒนาแกนนำและกลไกการดำเนินงานของชาวบ้าน ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีแกนนำที่เข้ามาทำงานส่วนรวมมากขึ้น สภาองค์กรชุมชนจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกสองคณะ คือ คณะที่รับผิดชอบด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน และคณะที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งคณะทำงานทั้งสองคณะนี้จะได้รับการพัฒนาทั้งด้านความคิด ความสามารถ เพื่อให้สามารถทำงานที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ทั้งหมดนี้คือ พลังเล็ก ๆ ของชาวบ้านที่เกิดขึ้นบนดินแดนที่ดูเหมือนว่าจะมีทางออกไม่มากนัก บนแผ่นดินของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ สังคม เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีขึ้น แต่การรวมตัวเป็นองค์กรโอกาสในการพูดคุยก็เกิดขึ้น และทางออกก็ตามมา

          แม้มันจะเป็นทางเล็ก ๆ ไม่มีอะไรพิเศษสำหรับคนทั่วไป แต่มันก็ยิ่งใหญ่และมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของชาวกมลาในการเริ่มต้นเดินไปข้างหน้าท่ามกลางสถานการณ์การรุกคืบอย่างรวดเร็วของทุนนิยม

 

21386.jpg

 

 

สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter