playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

130159-4.jpg

นับตั้งแต่รัฐบาล “kick off” นโยบายความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทาง “ประชารัฐ” ไปเมื่อ 20 กันยายน 2558 ที่ผ่านมาที่ศูนย์ประชุมอิมเพคเมืองทองธานี โดยมีตัวแทนองค์กรชุมชนเข้าร่วมกว่าห้าพันคน จากนั้นคำว่า “ประชารัฐ” ก็ถูกนายกรัฐมนตรีนำไปพูดในที่ต่าง ๆ เป็นระยะและต่อเนื่อง ตามด้วยการจัดสรรงบประมาณลงสู่ชุมชนจำนวนมหาศาล เช่น ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ๆ ละ 1 ล้านบาท โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โครงการย่อยที่ดำเนินโดยรัฐ โครงการละ 1 ล้านบาท รวมทั้งงบประมาณที่สนับสนุน SME อีกแสนล้านบาท โดยรัฐให้เหตุผลว่า เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 


          การกระจายเงินจำนวนมหาศาลลงสู่ชุมชนด้วยเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลไกของรัฐ ทำให้เกิดเสียงวิพากวิจารณ์และคำครหาอย่างหนาหูว่าเงินไม่ถึงมือประชาชนจริง ๆ หรือไม่ก็ท้ายที่สุดเงินจำนวนนี้ก็จะไหลกลับไปสู่นายทุนผูกขาดไม่กี่ราย ไม่เกิดผลที่เป็นความยั่งยืนแม้แต่น้อย แม้ว่ามันจะทำให้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจดูดีขึ้นบ้างก็ตาม

          จากนั้นรัฐบาลก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อรับผิดชอบการขับเคลื่อนประชารัฐถึง 12 คณะ ซึ่งเมื่อดูรายชื่อแล้วทำเอามึนไปทั้งประเทศ เพราะภาครัฐมีแต่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต่าง ๆ หรือไม่ก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่บางท่าน ส่วน “ประชา” นั้นล้วนเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจผูกขาดทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเห็นองค์ประกอบและรายชื่อแต่ละคณะแล้วจึงได้รับการวิพากวิจารณ์หนักกว่าเดิม และทำเอา ดร.สมคิด จาตุศีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เกิดอาการฉุนเล็กน้อย หาว่าผู้วิจารณ์ฟังความไม่จบ ทำให้นักธุรกิจที่เขามีจิตอาสาเสียกำลังใจ

          เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของประชารัฐมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงได้จัดให้มีการบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างภาครัฐและเอกชน 30 องค์กรขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตก์ โดยใน MOU ได้ระบุเพียงกว้าง ๆ ว่า ทุกองค์กรมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันผสานพลังขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งภายใต้ตัวชี้วัดสัมมาชีพนั่นคือ คน ครอบครัว ชุมชน ตำบล ประเทศ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ลดการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม

         S__6725638.jpg

เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไดปาถกฐาพิเศษว่า รัฐต้องการทำให้เศรษฐกิจมีความมั่นคงยั่งยืน เติบโตจากภายใน ควบคู่ไปกับการส่งออกหรือเศรษฐกิจจากภายนอก ปัจจุบันประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มีส่วนแบ่ง GDP เพียงร้อยละ 10 จึงเป็นการยากที่จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยั่งยืนได้ จำเป็นต้องสร้างการเติบโตจากฐานรากขึ้นมา โดยจะใช้ 5 มาตรการสำคัญคือ 1) จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากทั้งแนวดิ่งและแนวนอน ซึ่งแนวดิ่งนั้นที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้กระจายเงินลงสู่ชุมชนไปกว่าสองแสนล้านบาท ส่วนแนวราบจะต้องสร้างโครงสร้างการผลิตพื้นฐานขึ้นในชนบท


          2) จะต้องยกระดับมูลค่าผลผลิตให้กับเกษตรกร โดยสร้าง SME เกษตรอุตสหกรรม มีการปรับโซนนิ่งการผลิต แปรรูปสินค้าโดยการสร้างผู้นำทางการผลิตขึ้นมาเป็นหัวขบวนหรือทำให้เกิดหนึ่งตำบล หนึ่ง SME 3) มีตลาดรองรับโดยให้กระทรวงพาณิชย์สร้างตลาดเกษตร เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่นำสินค้าไปจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดทั้งในและต่างประเทศ 4) สร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยให้ ททท. สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ภายในตำบลหรืออำเภอ พัฒนาเป็นหนึ่งอำเภอ หนึ่งแหล่งท่องเที่ยว แล้วค่อย ๆ เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น ๆ เช่น นำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว หรือนำสินค้าเกษตรไปวางจำหน่ายในปั้มน้ำมัน เป็นต้น 5) สร้างระบบอินเตอร์เน็ตบอร์ดแบรนด์ เพื่อนำสินค้าเกษตรจำหน่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการกระจายสินค้า และเป็นการลงทุนเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน

          แนวคิดทั้ง 5 ประการของดร.สมคิด เป็นการขยายความให้เห็นถึงช่องทางที่ภาครัฐและเอกชนจะลงไปทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง ซึ่งดูผิวเผินแล้วเป็นเรื่องน่าปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง แต่หัวใจของประชารัฐดังกล่าวก็ยังเป็นหัวใจของผู้หวังดี มองว่าเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแอ ประชาชนเดือดร้อน ทั้งรัฐและเอกชนต้องเข้าไปช่วยเหลือส่วนหัวใจของการพัฒนา อาจเป็นหัวใจคนละดวงกับของประชารัฐโดยสิ้นเชิงก็ได้

 

S__6717457.jpg

                                                                            
          ผู้ใหญ่ชาติชาย เหลืองเจริญ แห่งบ้านจำรุง จ.ระยอง บอกว่า คนจำรุง ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนบนความเชื่อบนหลักเศรษฐกิจพอเพียงเน้นการช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก โดยสร้างคนให้เข้าใจ สร้างดิน น้ำ ป่า ให้สมบูรณ์ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลและกลุ่มองค์กรต่าง ๆ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ทำให้การสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากของเรามีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ สิ่งไหนเราไม่รู้ ก็ประสานภาคีมาหนุนเสริม เราต้องเริ่มที่ตัวเรา ก่อนที่จะชวนเพื่อนมาช่วยเรา แม้จะใช้เวลาเกือบ 20 ปี แต่ก็ได้ความยั่งยืนตามมา

          นายศิวโรฒ จิตนิยม ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า ต้องทำให้การผลิต บริด๓ค แปรรูป และการตลาดเบ็ดเสร็จภายในตำบลของเรา โดยพวกเราเอง โดยเริ่มจากทำความเข้าใจเปลี่ยนระบบคิดของคน ทำข้อมูล ค้นหาสินค้า นำไปสู่การจัดทำแผนให้ครบวงจร แล้วลงมือทำโดยอาศัยทุนภายในตำบล ดังนั้นแนวทางพัฒนาแศรษฐกิจฐานรากของหนองสาหร่าย เราเริ่มที่การปรับระบบคิด ชุมชนเตรียมพร้อม แล้วรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ต้องหนุนเสริมให้ตรงจุดที่ชาวบ้านต้องการ

          นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจและทุนชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ให้ข้อคิดเห็นว่า การสร้างเศรษฐกิจฐานล่าง ชาวบ้านจะต้องมีระบบ มีความรู้บวกกับการส่งเสริมที่ตรงเป้า มีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น ให้ความสำคัญกับคนฐานราก ทำอย่างต่อเนื่องก็จะนำไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น

          จากแนวคิด “ประชารัฐ” ของรัฐบาล และการสร้างเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งของภาคประชาชน ผมเห็นว่ามีหลักคิด เป้าหมาย และวิธีการทำงานที่ต่างกันค่อนข้างมากกว่าคือ แนวคิดประชารัฐมองว่า เศรษฐกิจชุมชน ชุมชนต้องได้รับการยะระดับและหนุนเสริมด้วยวิธีการและมาตรการที่คิดที่ผิดไปจากภายนอก ในขณะที่ภาคประชาชนมากกว่าจุดสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ต้องเริ่มที่ประชาชน เริ่มที่ให้ปรับแนวคิดในการพึ่งพาตนเองบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ข้อมูล ให้ความจริงที่ชุมชนจะนำไปประกอบการตัดสินใจทำงานได้ จากนั้นก็ต้องรู้ข้อมูล รู้ปัญหาความต้องการของตนเอง นำไปสู่การวางแผนแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น จากนั้นก็จะบอกได้ว่าเขาขาดอะไร ต้องการอะไร ใครหนุนเสริมในเรื่องอะไร เป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในและนำไปสู่ความยั่งยืน แม้จะใช้เวลานานกว่าก็ตาม

          ผมว่านี่คือความจริงที่ไม่อยู่ในแนวทางที่ ดร.สมคิด กล่าวไว้ และคงไม่อยู่ในแผนการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 12 คณะ อย่างแน่นอน เพราะในแต่ละคณะไม่มีตัวแทนชุมชนแม้แต่คนเดียว

          มาถึงจุดนี้ผมเห็นว่า พอช.ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ส่งเสริมความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจฐานล่าง โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และต้องรับผิดชอบพื้นที่เป้าหมาย ประมาณ 1,100 ตำบล ในปี 2559 จะต้องยึดหลักของภาคประชาชนให้มั่น ซึ่งไม่ใช่ปฏิเสธความปรารถนาดีของภาคเอกชน เพียงแต่ไม่ควรหลงทาง ว่ากระบวนการทำงานครั้งนี้ต้องใช้หัวใจชุมชนนำความยั่งยืนจึงจะเกิดขึ้นจริง

S__6725644.jpgS__6725652.jpg

 

สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน
          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter