“ผมเห็นด้วยว่าต้องมีการพัฒนาคลองและพัฒนาชุมชน....ในฐานะประธานชุมชนผมก็ต้องทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง ต้องคิดถึงส่วนรวม โดยพร้อมที่จะรื้อห้องเช่าทั้งหมด 16 ห้อง เพื่อนำที่ดินมาแบ่งปันให้คนอื่นได้อยู่ร่วมกัน”


นี่คือถ้อยคำจากปากของเจ้าของห้องเช่าในชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่ยืนยันว่าพร้อมที่จะรื้อห้องเช่าที่เป็นกิจการของครอบครัวออกจากพื้นที่แนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำของกทม.เพื่อปรับผังชุมชนใหม่ทั้งหมดตามกระบวนการของบ้านมั่นคง เป้าหมายก็เพื่อให้ทุกครอบครัวในชุมชนริมคลองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ปลูกล้ำไปในคลองหรือบ้านที่ปลูกอยู่บนฝั่งได้อยู่ร่วมกันในชุมชนเดิมได้ และที่สำคัญเจ้าของห้องเช่าคนนี้เคยอยู่ในกลุ่มที่ต่อต้านโครงการบ้านมั่นคงมาก่อน....อะไรดลใจให้เขาเปลี่ยนแนวคิดชนิดสุดขั้วเช่นนี้ !
ธุรกิจห้องเช่าริมคลอง ลงทุนคุ้มค่า-เก็บเกี่ยวประโยชน์นาน
“ชาย คลองเปรม” หนุ่มใหญ่วัย 50 ปีเศษ เป็นนามแฝงของครอบครัวเจ้าของห้องเช่าในชุมชนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ เหตุที่ต้องใช้นามแฝงก็เนื่องจากเจ้าตัวเกรงว่าจะมีปัญหาการเรียกเก็บภาษีรายได้ย้อนหลังจากกรมสรรพากร เพราะครอบครัวของเขามีห้องเช่ามากถึง 16 ห้อง มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 24,000 บาท หรือปีละเกือบ 300,000 บาท และทำธุรกิจห้องเช่ามานานกว่า 30 ปีแล้ว หากโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังก็จะเป็นเงินมากโขอยู่ ดังนั้นจึงต้องขอสงวนชื่อจริงและชุมชนจริงเอาไว้
ครอบครัวของชาย คลองเปรม เดิมเป็นคนจังหวัดราชบุรี มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง อพยพเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ก่อนปี 2510 โดยเข้ามาจับจองที่ดินริมคลองเปรมประชากรเพื่อสร้างบ้านพักอยู่อาศัย สภาพของที่ดินริมคลองเปรมฯ ในช่วงนั้นกรมชลประทานยังดูแลอยู่ เพราะเป็นคลองที่ขุดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2413) เพื่อการ เกษตรและขนถ่ายข้าวสาร รวมทั้งขนสินค้าเกษตรจากอยุธยาและปทุมธานีเข้ามายังกรุงเทพฯ ช่วยร่นระยะทางจากเส้นทางสายหลักในแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความคดโค้งได้หลายสิบกิโลเมตร โดยเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่คลองผดุงกรุงเกษม (ใกล้ทำเนียบรัฐบาล) และตัดผ่านปทุมธานีไปถึงอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะทางทั้งหมดประมาณ 50 กิโลเมตรเศษ
สภาพชุมชนริมคลองเปรมย่านหลักสี่ในขณะนั้นยังมีบ้านเรือนอยู่ประปราย เพราะเป็นย่านชานเมือง ห่างไกลความเจริญ การสัญจรไปมาลำบาก หากจะเข้าไปในเมืองก็จะต้องเดินตัดทุ่งนาออกไปที่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เพื่อขึ้นรถยนต์โดยสาร (ต่อมามีการขยายถนนและเรียกชื่อใหม่เป็นถนนวิภาวดีฯ) คนที่มีเรือพายหรือเรือติดเครื่องยนต์ก็จะใช้เรือเป็นพาหนะสัญจรไปมา น้ำในคลองยังใสสะอาด มีกุ้ง ปลานานาชนิดให้จับกิน ชาวบ้านยังใช้น้ำในคลองอาบและใช้ซักเสื้อผ้าได้ พ่อค้าแม่ค้าในคลองยังมีอยู่มากมาย มีทั้งเรือขายก๋วยเตี๋ยว กับข้าว ขนม ผลไม้ ผัก เรือขายโอเลี้ยง ฯลฯ
ต่อมาในราวปี 2523-2524 ครอบครัวของชายซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง มองเห็นช่องทางในการหารายได้เพิ่มเติม ด้วยการนำที่ดินริมคลองที่จับจองเอาไว้ประมาณ 60 ตารางวามาสร้างเป็นห้องเช่ารายเดือน ทยอยสร้างไปทีละห้องสองห้อง จนถึงปัจจุบันครอบครัวของชายมีห้องเช่าครึ่งตึกครึ่งไม้ขนาด 2 ชั้น จำนวน 16 ห้อง ขนาดห้องประมาณ 3 X 6 ตารางเมตร มีห้องน้ำในตัว ในช่วงแรกๆ คิดค่าเช่าห้องละ 1,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 1,500 บาท ไม่รวมค่าน้ำและค่าไฟฟ้า ที่ผ่านมามีคนเช่าพักเต็มตลอด มีทั้งคนที่ทำงานบริษัทในย่านหลักสี่ เช่น หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และคนงานรับจ้างทั่วไป บางครอบครัวเช่าอยู่มานานกว่า 10 ปี เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งๆ ครอบครัวของชายจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 24,000 บาท หรือปีละ 288,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ในชุมชนริมคลองเปรมฯ แห่งนี้ นอกจากครอบครัวของชายที่มีห้องเช่ารายเดือนแล้ว ยังมีคนในชุมชนที่เป็นเจ้าของห้องเช่าหรือบ้านเช่าอีก 2 ราย มีห้องเช่ารวมกันประมาณ 10 หลัง ส่วนราคาค่าเช่าก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก นอกจากนี้ในชุมชนริมคลองอื่นๆ เช่น คลองลาดพร้าว ก็มีเจ้าของห้องเช่าในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีห้องให้เช่าตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไปจนถึงประมาณ 10 ห้อง
“พูดได้ว่าทุกชุมชนจะต้องมีเจ้าของห้องหรือบ้านเช่าอยู่ทุกชุมชน เพราะลงทุนครั้งเดียวก็เก็บกินไปได้นาน จะซ่อมแซมบ้างก็นานครั้ง ส่วนเจ้าของห้องส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เข้ามาจับจองอยู่อาศัยก่อนและมีฐานะดีกว่าชาวบ้านทั่วไป เฉพาะห้องเช่าที่ครอบครัวของผมลงทุนไปนั้นตกประมาณห้องละ 300,000 บาท เพราะใช้วัสดุอย่างดี ปูพื้นด้วยกระเบื้อง มีระเบียงบ้าน สภาพเหมือนกับหอพักมาตรฐานทั่วไป” ชาย คลองเปรมเล่าถึงธุรกิจห้องเช่าในชุมชน
นอกจากคำบอกเล่าของชายแล้ว ในชุมชนริมคลองอื่นๆ บางแห่งเจ้าของห้องเช่าเมื่อมีฐานะร่ำรวยแล้วก็จะย้ายออกไปซื้อบ้านราคาแพงอยู่นอกชุมชน เมื่อถึงสิ้นเดือนก็จะมาเก็บค่าเช่า ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้นานหลายสิบปี ดังกรณีของชาย คลองเปรม ซึ่งครอบครัวมีธุรกิจห้องเช่ามานานกว่า 30 ปี หากคิดเป็นรายได้รวมตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบันนี้ก็คงจะเฉียดๆ 10 ล้านบาท !!
เตรียมพร้อมสร้างบ้านมั่นคงในชุมชนเดิม
ชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่ชาย คลองเปรมอาศัยอยู่นั้น มีบ้านเรือนทั้งหมดประมาณ 120 หลังคาเรือน (ปลูกสร้างล้ำลงไปในคลองประมาณ 50 หลัง) ประชากรประมาณ 700 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อย รับจ้างทั่วไป และทำงานบริษัทเอกชน บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม ปลูกสร้างขนานไปกับแนวคลอง รวมความยาวทั้งชุมชนประมาณ 725 เมตร ความกว้างของชุมชนจนถึงริมคลองประมาณ 19 เมตร รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3 ไร่เศษ
ที่ผ่านมาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เคยส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการสร้างบ้านมั่นคงริมคลองตั้งแต่ช่วงปี 2546 หรือพร้อมๆ กับชุมชนริมคลองบางบัว แต่การดำเนินการไม่ต่อเนื่อง และมีปัญหาด้านการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านจึงทำให้เกิดกระแสต่อต้าน อย่างไรก็ตาม ชุมชนก็ยังมีกิจกรรมการพัฒนาอื่นๆ เช่น การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง หรือ “กองทุนเงินล้าน” ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.อ.ทักษิณ ชินวัตร เป็นกองทุนให้ชาวบ้านกู้ยืมไปหมุนเวียนหรือประกอบอาชีพ ปัจจุบันกองทุนนี้ยังดำเนินการอยู่ มีเงินหมุนเวียนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังมีกองทุนฌาปนกิจ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 120 ราย กองทุนจะเก็บเงินเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิตรายละ 100 บาท เพื่อรวบรวมนำไปมอบให้แก่ครอบครัวสมาชิกที่เสียชีวิต รวมทั้งยังมีกิจกรรมป้องกันยาเสพติดในชุมชนด้วย
ส่วนโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองนั้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการเตรียมพร้อมเรื่องที่อยู่อาศัยแก่ชาวบ้านในชุมชนริมคลองต่างๆ รวมทั้งในชุมชนแห่งนี้ในช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบคูคลองในกรุงเทพฯ โดยจะมีการสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในลำคลองสายหลัก คือ คลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากร และจะต้องโยกย้ายบ้านเรือนที่ปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองหรือแนวเขื่อนออกมา โดยมีโครงการบ้านมั่นคงของ พอช.รองรับ ซึ่งโครงการในระยะแรกจะดำเนินการในปี 2559-2561 นี้
ย้อนกลับมาที่ “ชาย คลองเปรม” ซึ่งนอกจากเขาจะเป็นเจ้าของธุรกิจห้องเช่าแล้ว ชายยังมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการชุมชนแห่งนี้ด้วย ชายบอกว่าเดิมเขาเคยเป็นคณะกรรมการชุมชนมาก่อนตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ต่อมาในปี 2557 เมื่อคณะกรรมการชุมชนชุดเก่าหมดวาระลง เขาจึงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานชุมชนและได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านเลือกให้เป็นประธานชุมชนคนใหม่
“หลักการทำงานของผมก็คือฟังมติจากที่ประชุม หรือฟังเสียงชาวบ้านส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร นอกจากนี้ผมก็มีผลงานเรื่องการทำกองทุนแม่ของแผ่นดิน ซึ่งเป็นกองทุนของพระราชินีให้ชาวบ้านจัดกิจกรรมป้องกันยาเสพติดในชุมชน และทำเรื่องการฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ ทำให้ชาวบ้านเห็นผลงาน ส่วนเรื่องโครงการบ้านมั่นคงนั้น เดิม พอช.เคยเข้ามาแนะนำโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2546 แล้ว แต่ตอนนั้นยังเป็นโครงการใหม่ ไม่มีตัวอย่างและรูปธรรมที่ชัดเจน อีกทั้งกรรมการชุมชนก็มาบอกชาวบ้านว่าหากใครไม่เข้าร่วมโครงการก็จะถูกรื้อบ้านไม่ให้อยู่ จึงทำให้ชาวบ้านไม่เข้าร่วมและต่อต้านโครงการ...ผมนี่แหละเป็นแกนนำที่ต่อต้านโครงการบ้านมั่นคงในตอนนั้น” ชาย คลองเปรมเล่าย้อนหลัง
สำหรับโครงการบ้านมั่นคงที่กำลังจะเริ่มขึ้นใหม่นี้ ชายบอกว่า ในฐานะที่เป็นประธานชุมชนเขาได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ โดยการเข้าร่วมประชุมกับ พอช. รวมทั้งเข้าร่วมการอบรมและสัมมนาเรื่องบ้านมั่นคงเกือบทุกครั้ง มีการไปดูโครงการบ้านมั่นคงริมคลองในชุมชนต่างๆ ที่สร้างเสร็จไปแล้ว และยังได้ติดตามนโยบายของรัฐบาล คสช.เรื่องการจัดระเบียบชุมชนริมคลอง จึงเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงแน่ หากไม่เข้าร่วมโครงการชาวบ้านก็อาจจะอยู่ไม่ได้
ดังนั้นชุมชนจึงจัดให้มีการประชุมแนะนำกระบวนการบ้านมั่นคงขึ้นมาในช่วงต้นปี 2558 หลังจากนั้นในเดือนมิถุนายนจึงมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมา กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนริมคลองเปรมแห่งนี้ มีสมาชิกทั้งหมด 130 ครอบครัว กำหนดการออมทุกเดือนๆ ละ 100 บาท ปัจจุบันมีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ 110,000 บาท
ส่วนความคืบหน้าของโครงการบ้านมั่นคงนั้น ชายบอกว่า ชุมชนเพิ่งมีการพิจารณาจัดสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวบ้านไปแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีชาวบ้านได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 137 ครอบครัว (รวมครอบครัวขยาย) ยังไม่รวมคนที่อยู่บ้านเช่า เนื่องจากที่ดินมีไม่เพียงพอ แต่หากต่อรองหรือเจรจากับสำนักการระบายน้ำเพื่อลดแนวความกว้างของเขื่อนลงได้ และทำให้ชุมชนมีพื้นที่เหลือพอที่จะรองรับชาวบ้านทั้งหมดได้ก็อาจจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เช่าบ้านอยู่ในชุมชนมานานก็ได้
ทั้งนี้พื้นที่ของชุมชนมีความกว้างโดยเฉลี่ยประมาณ 19 เมตร ในขณะที่ลำคลองมีความกว้างประมาณ 20 เมตร หากสำนักการระบายน้ำจะสร้างเขื่อนในคลองเปรมให้มีความกว้าง 30-38 เมตรก็จะทำให้ชุมชนอยู่ในที่ดินเดิมไม่ได้ ดังนั้นชุมชนจะต้องเจรจาต่อรองกับสำนักการระบายน้ำเพื่อขอให้สร้างเขื่อนกว้างไม่เกิน 25 เมตร จะทำให้ชุมชนเหลือพื้นที่กว้างประมาณ 14 เมตร ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับชาวบ้านได้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางสำนักการระบายน้ำยังไม่ได้ลงมาสำรวจและวัดแนวสร้างเขื่อน แต่ก็คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้คงจะมีการสำรวจแนวเขื่อนที่ชัดเจน ส่วนการสร้างเขื่อนในคลองเปรมฯ คาดว่าจะเริ่มในปี 2560
“ตอนนี้ชาวบ้านจะต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อน หากแนวเขื่อนและการเจรจาต่อรองมีความชัดเจน เราก็จะทำเรื่องเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ และช่วยกันออกแบบบ้าน โดยจะจัดให้มีพื้นที่ส่วนกลางทำเป็นสวนหย่อม มีทางเดินเลียบคลอง มีบ่อบำบัดน้ำเสียจากชุมชนก่อนทิ้งลงคลอง ต่อไปเราก็จะทำเรื่องตลาดน้ำขึ้นมาด้วย เพราะในย่านนี้มีหน่วยงานราชการอยู่หลายแห่ง มีคนมาทำงานและติดต่อราชการมาก อีกทั้งชุมชนยังอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งอีก 2 ปีก็จะก่อสร้างเสร็จ ทำให้ชุมชนกลายเป็นทำเลทอง สามารถค้าขายได้ ชาวบ้านก็จะมีรายได้เอามาเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อสร้างบ้านได้” ชาย คลองเปรม เล่าถึงแผนงานในเร็ววันนี้
พร้อมรื้อห้องเช่า 16 หลังเพื่อแบ่งปันที่ดินให้คนอื่นได้อยู่ร่วมกัน
ส่วนเรื่องการรื้อย้ายบ้านออกจากแนวคลองและแนวเขื่อนนั้น ชายบอกว่า ในชุมชนมีบ้านเรือนที่ปลูกล้ำลงไปในคลองประมาณ 50 หลัง แต่บ้านในชุมชนรวมทั้งหมดมีจำนวน 120 หลัง (รวมทั้งบ้านในคลอง) ก็จะต้องมีการรื้อออกทั้งหมดเพื่อปรับผังชุมชนใหม่ แบ่งที่ดินให้เท่ากันทุกครอบครัวๆ ละ 1 สิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดก็เห็นด้วย เพราะจะได้อยู่ในชุมชนเดิม ไม่ต้องรื้อย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยจะสร้างเป็นบ้านแถวแบบ 2 ชั้น เพื่อให้รองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด ส่วนขนาดความกว้างของบ้านก็จะต้องมีการออกแบบและคำนวณเนื้อที่กันต่อไป เพราะยังไม่รู้แนวเขื่อนว่าจะเหลือพื้นที่ให้สร้างบ้านใหม่ได้เท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม บ้านเรือนในชุมชนส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ หากมีการรื้อบ้านเพื่อสร้างใหม่ก็สามารถนำวัสดุเก่ามาใช้ได้ ทำให้ลดค่าวัสดุไปได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องกู้เงินจาก พอช.ทั้งหมด ทั้งนี้ พอช.จะให้เงินกู้เพื่อสร้างบ้านไม่เกินรายละ 250,000 บาท ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี สนับสนุนระบบสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 80,000 บาท และช่วยเหลือผู้ได้รับผลระทบอีกครัวเรือนละ 80,000 บาท
“ผมเห็นด้วยว่าต้องมีการพัฒนาคลองและพัฒนาชุมชน เพราะเราจะอยู่ต่อไปแบบเดิมไม่ได้แล้ว บ้านเมืองต้องมีการพัฒนา ถ้าถามว่าเสียดายไหม ผมตอบได้เต็มปากเลยว่าไม่เสียดาย เราจะหวงที่ดินหวงบ้านก็ไม่ได้ อีกทั้งที่ดินก็ไม่ใช่ของเรา และในฐานะประธานชุมชนผมก็ต้องทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง ต้องคิดถึงส่วนรวม โดยพร้อมที่จะรื้อห้องเช่าทั้งหมด 16 ห้อง เพื่อนำที่ดินมาแบ่งปันให้คนอื่นได้อยู่ร่วมกัน หากเราหวงเอาไว้ แม้แต่ห้องเดียวเราก็จะไม่มีที่ให้อยู่” ชาย คลองเปรมเปิดใจพูดทิ้งท้าย
นี่คือตัวอย่างของผู้นำชุมชนริมคลองที่พร้อมจะทิ้งรายได้ปีละหลายแสนบาทเพื่อนำที่ดินมาพัฒนาชุมชนและแบ่งปันให้แก่คนอื่น ถือเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีความเสียสละ เห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน..!!


สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





