playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

“ผมเห็นด้วยว่าต้องมีการพัฒนาคลองและพัฒนาชุมชน....ในฐานะประธานชุมชนผมก็ต้องทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง  ต้องคิดถึงส่วนรวม  โดยพร้อมที่จะรื้อห้องเช่าทั้งหมด  16 ห้อง  เพื่อนำที่ดินมาแบ่งปันให้คนอื่นได้อยู่ร่วมกัน”

 

4.jpg5.jpg


นี่คือถ้อยคำจากปากของเจ้าของห้องเช่าในชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่ยืนยันว่าพร้อมที่จะรื้อห้องเช่าที่เป็นกิจการของครอบครัวออกจากพื้นที่แนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำของกทม.เพื่อปรับผังชุมชนใหม่ทั้งหมดตามกระบวนการของบ้านมั่นคง  เป้าหมายก็เพื่อให้ทุกครอบครัวในชุมชนริมคลองแห่งนี้  ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ปลูกล้ำไปในคลองหรือบ้านที่ปลูกอยู่บนฝั่งได้อยู่ร่วมกันในชุมชนเดิมได้  และที่สำคัญเจ้าของห้องเช่าคนนี้เคยอยู่ในกลุ่มที่ต่อต้านโครงการบ้านมั่นคงมาก่อน....อะไรดลใจให้เขาเปลี่ยนแนวคิดชนิดสุดขั้วเช่นนี้ !

 

ธุรกิจห้องเช่าริมคลอง  ลงทุนคุ้มค่า-เก็บเกี่ยวประโยชน์นาน

“ชาย  คลองเปรม”  หนุ่มใหญ่วัย 50 ปีเศษ  เป็นนามแฝงของครอบครัวเจ้าของห้องเช่าในชุมชนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากร  เขตหลักสี่  เหตุที่ต้องใช้นามแฝงก็เนื่องจากเจ้าตัวเกรงว่าจะมีปัญหาการเรียกเก็บภาษีรายได้ย้อนหลังจากกรมสรรพากร  เพราะครอบครัวของเขามีห้องเช่ามากถึง 16 ห้อง  มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ  24,000 บาท  หรือปีละเกือบ 300,000 บาท  และทำธุรกิจห้องเช่ามานานกว่า 30 ปีแล้ว  หากโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังก็จะเป็นเงินมากโขอยู่  ดังนั้นจึงต้องขอสงวนชื่อจริงและชุมชนจริงเอาไว้

ครอบครัวของชาย  คลองเปรม  เดิมเป็นคนจังหวัดราชบุรี  มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง  อพยพเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ก่อนปี 2510  โดยเข้ามาจับจองที่ดินริมคลองเปรมประชากรเพื่อสร้างบ้านพักอยู่อาศัย  สภาพของที่ดินริมคลองเปรมฯ ในช่วงนั้นกรมชลประทานยังดูแลอยู่  เพราะเป็นคลองที่ขุดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  (พ.ศ.2413) เพื่อการ เกษตรและขนถ่ายข้าวสาร  รวมทั้งขนสินค้าเกษตรจากอยุธยาและปทุมธานีเข้ามายังกรุงเทพฯ  ช่วยร่นระยะทางจากเส้นทางสายหลักในแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความคดโค้งได้หลายสิบกิโลเมตร  โดยเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่คลองผดุงกรุงเกษม (ใกล้ทำเนียบรัฐบาล) และตัดผ่านปทุมธานีไปถึงอำเภอบางปะอิน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ระยะทางทั้งหมดประมาณ 50 กิโลเมตรเศษ

8.JPG


สภาพชุมชนริมคลองเปรมย่านหลักสี่ในขณะนั้นยังมีบ้านเรือนอยู่ประปราย  เพราะเป็นย่านชานเมือง  ห่างไกลความเจริญ  การสัญจรไปมาลำบาก  หากจะเข้าไปในเมืองก็จะต้องเดินตัดทุ่งนาออกไปที่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เพื่อขึ้นรถยนต์โดยสาร (ต่อมามีการขยายถนนและเรียกชื่อใหม่เป็นถนนวิภาวดีฯ) คนที่มีเรือพายหรือเรือติดเครื่องยนต์ก็จะใช้เรือเป็นพาหนะสัญจรไปมา  น้ำในคลองยังใสสะอาด  มีกุ้ง  ปลานานาชนิดให้จับกิน  ชาวบ้านยังใช้น้ำในคลองอาบและใช้ซักเสื้อผ้าได้  พ่อค้าแม่ค้าในคลองยังมีอยู่มากมาย  มีทั้งเรือขายก๋วยเตี๋ยว  กับข้าว  ขนม  ผลไม้  ผัก  เรือขายโอเลี้ยง  ฯลฯ

ต่อมาในราวปี 2523-2524 ครอบครัวของชายซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง  มองเห็นช่องทางในการหารายได้เพิ่มเติม  ด้วยการนำที่ดินริมคลองที่จับจองเอาไว้ประมาณ  60 ตารางวามาสร้างเป็นห้องเช่ารายเดือน  ทยอยสร้างไปทีละห้องสองห้อง  จนถึงปัจจุบันครอบครัวของชายมีห้องเช่าครึ่งตึกครึ่งไม้ขนาด 2 ชั้น  จำนวน 16 ห้อง  ขนาดห้องประมาณ  3 X 6 ตารางเมตร  มีห้องน้ำในตัว  ในช่วงแรกๆ คิดค่าเช่าห้องละ 1,000 บาทต่อเดือน  ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 1,500 บาท  ไม่รวมค่าน้ำและค่าไฟฟ้า  ที่ผ่านมามีคนเช่าพักเต็มตลอด  มีทั้งคนที่ทำงานบริษัทในย่านหลักสี่  เช่น  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  และคนงานรับจ้างทั่วไป  บางครอบครัวเช่าอยู่มานานกว่า  10 ปี  เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งๆ  ครอบครัวของชายจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า  24,000 บาท  หรือปีละ 288,000 บาท 

 

6.JPG
อย่างไรก็ตาม  ในชุมชนริมคลองเปรมฯ แห่งนี้ นอกจากครอบครัวของชายที่มีห้องเช่ารายเดือนแล้ว  ยังมีคนในชุมชนที่เป็นเจ้าของห้องเช่าหรือบ้านเช่าอีก 2 ราย  มีห้องเช่ารวมกันประมาณ 10 หลัง  ส่วนราคาค่าเช่าก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก  นอกจากนี้ในชุมชนริมคลองอื่นๆ  เช่น  คลองลาดพร้าว  ก็มีเจ้าของห้องเช่าในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน  ส่วนใหญ่จะมีห้องให้เช่าตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไปจนถึงประมาณ 10 ห้อง  

“พูดได้ว่าทุกชุมชนจะต้องมีเจ้าของห้องหรือบ้านเช่าอยู่ทุกชุมชน  เพราะลงทุนครั้งเดียวก็เก็บกินไปได้นาน  จะซ่อมแซมบ้างก็นานครั้ง  ส่วนเจ้าของห้องส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เข้ามาจับจองอยู่อาศัยก่อนและมีฐานะดีกว่าชาวบ้านทั่วไป  เฉพาะห้องเช่าที่ครอบครัวของผมลงทุนไปนั้นตกประมาณห้องละ 300,000 บาท  เพราะใช้วัสดุอย่างดี  ปูพื้นด้วยกระเบื้อง  มีระเบียงบ้าน  สภาพเหมือนกับหอพักมาตรฐานทั่วไป”  ชาย  คลองเปรมเล่าถึงธุรกิจห้องเช่าในชุมชน

นอกจากคำบอกเล่าของชายแล้ว  ในชุมชนริมคลองอื่นๆ  บางแห่งเจ้าของห้องเช่าเมื่อมีฐานะร่ำรวยแล้วก็จะย้ายออกไปซื้อบ้านราคาแพงอยู่นอกชุมชน  เมื่อถึงสิ้นเดือนก็จะมาเก็บค่าเช่า  ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า  เพราะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้นานหลายสิบปี  ดังกรณีของชาย  คลองเปรม  ซึ่งครอบครัวมีธุรกิจห้องเช่ามานานกว่า 30 ปี  หากคิดเป็นรายได้รวมตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบันนี้ก็คงจะเฉียดๆ 10 ล้านบาท !!

 เตรียมพร้อมสร้างบ้านมั่นคงในชุมชนเดิม

ชุมชนริมคลองเปรมประชากรที่ชาย  คลองเปรมอาศัยอยู่นั้น  มีบ้านเรือนทั้งหมดประมาณ 120 หลังคาเรือน  (ปลูกสร้างล้ำลงไปในคลองประมาณ  50 หลัง)  ประชากรประมาณ  700  คน  ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อย  รับจ้างทั่วไป  และทำงานบริษัทเอกชน  บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม  ปลูกสร้างขนานไปกับแนวคลอง  รวมความยาวทั้งชุมชนประมาณ  725 เมตร  ความกว้างของชุมชนจนถึงริมคลองประมาณ 19 เมตร  รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 3 ไร่เศษ 

ที่ผ่านมาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เคยส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการสร้างบ้านมั่นคงริมคลองตั้งแต่ช่วงปี 2546  หรือพร้อมๆ กับชุมชนริมคลองบางบัว  แต่การดำเนินการไม่ต่อเนื่อง  และมีปัญหาด้านการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านจึงทำให้เกิดกระแสต่อต้าน  อย่างไรก็ตาม  ชุมชนก็ยังมีกิจกรรมการพัฒนาอื่นๆ  เช่น  การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง  หรือ “กองทุนเงินล้าน” ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.อ.ทักษิณ  ชินวัตร   เป็นกองทุนให้ชาวบ้านกู้ยืมไปหมุนเวียนหรือประกอบอาชีพ  ปัจจุบันกองทุนนี้ยังดำเนินการอยู่  มีเงินหมุนเวียนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ  นอกจากนี้ยังมีกองทุนฌาปนกิจ  ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 120  ราย  กองทุนจะเก็บเงินเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิตรายละ 100 บาท  เพื่อรวบรวมนำไปมอบให้แก่ครอบครัวสมาชิกที่เสียชีวิต  รวมทั้งยังมีกิจกรรมป้องกันยาเสพติดในชุมชนด้วย

ส่วนโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองนั้น   สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการเตรียมพร้อมเรื่องที่อยู่อาศัยแก่ชาวบ้านในชุมชนริมคลองต่างๆ รวมทั้งในชุมชนแห่งนี้ในช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา  หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบคูคลองในกรุงเทพฯ  โดยจะมีการสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในลำคลองสายหลัก  คือ  คลองลาดพร้าว  คลองบางซื่อ  และคลองเปรมประชากร  และจะต้องโยกย้ายบ้านเรือนที่ปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองหรือแนวเขื่อนออกมา  โดยมีโครงการบ้านมั่นคงของ พอช.รองรับ  ซึ่งโครงการในระยะแรกจะดำเนินการในปี 2559-2561 นี้

ย้อนกลับมาที่ “ชาย  คลองเปรม”  ซึ่งนอกจากเขาจะเป็นเจ้าของธุรกิจห้องเช่าแล้ว  ชายยังมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการชุมชนแห่งนี้ด้วย  ชายบอกว่าเดิมเขาเคยเป็นคณะกรรมการชุมชนมาก่อนตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว  ต่อมาในปี 2557 เมื่อคณะกรรมการชุมชนชุดเก่าหมดวาระลง  เขาจึงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานชุมชนและได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านเลือกให้เป็นประธานชุมชนคนใหม่

“หลักการทำงานของผมก็คือฟังมติจากที่ประชุม หรือฟังเสียงชาวบ้านส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร  นอกจากนี้ผมก็มีผลงานเรื่องการทำกองทุนแม่ของแผ่นดิน  ซึ่งเป็นกองทุนของพระราชินีให้ชาวบ้านจัดกิจกรรมป้องกันยาเสพติดในชุมชน  และทำเรื่องการฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านขึ้นมาใหม่  ทำให้ชาวบ้านเห็นผลงาน  ส่วนเรื่องโครงการบ้านมั่นคงนั้น  เดิม พอช.เคยเข้ามาแนะนำโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2546 แล้ว  แต่ตอนนั้นยังเป็นโครงการใหม่  ไม่มีตัวอย่างและรูปธรรมที่ชัดเจน  อีกทั้งกรรมการชุมชนก็มาบอกชาวบ้านว่าหากใครไม่เข้าร่วมโครงการก็จะถูกรื้อบ้านไม่ให้อยู่   จึงทำให้ชาวบ้านไม่เข้าร่วมและต่อต้านโครงการ...ผมนี่แหละเป็นแกนนำที่ต่อต้านโครงการบ้านมั่นคงในตอนนั้น”  ชาย  คลองเปรมเล่าย้อนหลัง

สำหรับโครงการบ้านมั่นคงที่กำลังจะเริ่มขึ้นใหม่นี้   ชายบอกว่า  ในฐานะที่เป็นประธานชุมชนเขาได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้  โดยการเข้าร่วมประชุมกับ พอช.  รวมทั้งเข้าร่วมการอบรมและสัมมนาเรื่องบ้านมั่นคงเกือบทุกครั้ง  มีการไปดูโครงการบ้านมั่นคงริมคลองในชุมชนต่างๆ  ที่สร้างเสร็จไปแล้ว  และยังได้ติดตามนโยบายของรัฐบาล คสช.เรื่องการจัดระเบียบชุมชนริมคลอง  จึงเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงแน่  หากไม่เข้าร่วมโครงการชาวบ้านก็อาจจะอยู่ไม่ได้ 

ดังนั้นชุมชนจึงจัดให้มีการประชุมแนะนำกระบวนการบ้านมั่นคงขึ้นมาในช่วงต้นปี 2558   หลังจากนั้นในเดือนมิถุนายนจึงมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมา  กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนริมคลองเปรมแห่งนี้  มีสมาชิกทั้งหมด 130 ครอบครัว  กำหนดการออมทุกเดือนๆ ละ 100 บาท   ปัจจุบันมีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ  110,000  บาท

ส่วนความคืบหน้าของโครงการบ้านมั่นคงนั้น  ชายบอกว่า  ชุมชนเพิ่งมีการพิจารณาจัดสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวบ้านไปแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา  มีชาวบ้านได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 137 ครอบครัว (รวมครอบครัวขยาย)  ยังไม่รวมคนที่อยู่บ้านเช่า  เนื่องจากที่ดินมีไม่เพียงพอ   แต่หากต่อรองหรือเจรจากับสำนักการระบายน้ำเพื่อลดแนวความกว้างของเขื่อนลงได้  และทำให้ชุมชนมีพื้นที่เหลือพอที่จะรองรับชาวบ้านทั้งหมดได้ก็อาจจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เช่าบ้านอยู่ในชุมชนมานานก็ได้ 

ทั้งนี้พื้นที่ของชุมชนมีความกว้างโดยเฉลี่ยประมาณ 19 เมตร  ในขณะที่ลำคลองมีความกว้างประมาณ 20 เมตร  หากสำนักการระบายน้ำจะสร้างเขื่อนในคลองเปรมให้มีความกว้าง 30-38 เมตรก็จะทำให้ชุมชนอยู่ในที่ดินเดิมไม่ได้  ดังนั้นชุมชนจะต้องเจรจาต่อรองกับสำนักการระบายน้ำเพื่อขอให้สร้างเขื่อนกว้างไม่เกิน  25 เมตร  จะทำให้ชุมชนเหลือพื้นที่กว้างประมาณ 14 เมตร  ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับชาวบ้านได้เกือบทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้ทางสำนักการระบายน้ำยังไม่ได้ลงมาสำรวจและวัดแนวสร้างเขื่อน  แต่ก็คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้คงจะมีการสำรวจแนวเขื่อนที่ชัดเจน  ส่วนการสร้างเขื่อนในคลองเปรมฯ คาดว่าจะเริ่มในปี 2560

“ตอนนี้ชาวบ้านจะต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อน  หากแนวเขื่อนและการเจรจาต่อรองมีความชัดเจน  เราก็จะทำเรื่องเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์  และช่วยกันออกแบบบ้าน  โดยจะจัดให้มีพื้นที่ส่วนกลางทำเป็นสวนหย่อม  มีทางเดินเลียบคลอง  มีบ่อบำบัดน้ำเสียจากชุมชนก่อนทิ้งลงคลอง  ต่อไปเราก็จะทำเรื่องตลาดน้ำขึ้นมาด้วย  เพราะในย่านนี้มีหน่วยงานราชการอยู่หลายแห่ง  มีคนมาทำงานและติดต่อราชการมาก  อีกทั้งชุมชนยังอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง  ซึ่งอีก 2 ปีก็จะก่อสร้างเสร็จ   ทำให้ชุมชนกลายเป็นทำเลทอง  สามารถค้าขายได้  ชาวบ้านก็จะมีรายได้เอามาเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อสร้างบ้านได้”  ชาย  คลองเปรม  เล่าถึงแผนงานในเร็ววันนี้



พร้อมรื้อห้องเช่า 16 หลังเพื่อแบ่งปันที่ดินให้คนอื่นได้อยู่ร่วมกัน

ส่วนเรื่องการรื้อย้ายบ้านออกจากแนวคลองและแนวเขื่อนนั้น  ชายบอกว่า  ในชุมชนมีบ้านเรือนที่ปลูกล้ำลงไปในคลองประมาณ 50 หลัง  แต่บ้านในชุมชนรวมทั้งหมดมีจำนวน 120 หลัง (รวมทั้งบ้านในคลอง) ก็จะต้องมีการรื้อออกทั้งหมดเพื่อปรับผังชุมชนใหม่  แบ่งที่ดินให้เท่ากันทุกครอบครัวๆ ละ 1 สิทธิ์  ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดก็เห็นด้วย  เพราะจะได้อยู่ในชุมชนเดิม  ไม่ต้องรื้อย้ายไปอยู่ที่อื่น  โดยจะสร้างเป็นบ้านแถวแบบ 2 ชั้น  เพื่อให้รองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด  ส่วนขนาดความกว้างของบ้านก็จะต้องมีการออกแบบและคำนวณเนื้อที่กันต่อไป  เพราะยังไม่รู้แนวเขื่อนว่าจะเหลือพื้นที่ให้สร้างบ้านใหม่ได้เท่าไหร่  แต่อย่างไรก็ตาม  บ้านเรือนในชุมชนส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้  หากมีการรื้อบ้านเพื่อสร้างใหม่ก็สามารถนำวัสดุเก่ามาใช้ได้  ทำให้ลดค่าวัสดุไปได้บ้าง  ไม่จำเป็นต้องกู้เงินจาก พอช.ทั้งหมด   ทั้งนี้ พอช.จะให้เงินกู้เพื่อสร้างบ้านไม่เกินรายละ 250,000 บาท  ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี   สนับสนุนระบบสาธารณูปโภคครัวเรือนละ 80,000 บาท  และช่วยเหลือผู้ได้รับผลระทบอีกครัวเรือนละ 80,000 บาท

“ผมเห็นด้วยว่าต้องมีการพัฒนาคลองและพัฒนาชุมชน  เพราะเราจะอยู่ต่อไปแบบเดิมไม่ได้แล้ว  บ้านเมืองต้องมีการพัฒนา  ถ้าถามว่าเสียดายไหม  ผมตอบได้เต็มปากเลยว่าไม่เสียดาย  เราจะหวงที่ดินหวงบ้านก็ไม่ได้  อีกทั้งที่ดินก็ไม่ใช่ของเรา  และในฐานะประธานชุมชนผมก็ต้องทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง  ต้องคิดถึงส่วนรวม  โดยพร้อมที่จะรื้อห้องเช่าทั้งหมด  16 ห้อง  เพื่อนำที่ดินมาแบ่งปันให้คนอื่นได้อยู่ร่วมกัน  หากเราหวงเอาไว้  แม้แต่ห้องเดียวเราก็จะไม่มีที่ให้อยู่”  ชาย  คลองเปรมเปิดใจพูดทิ้งท้าย

นี่คือตัวอย่างของผู้นำชุมชนริมคลองที่พร้อมจะทิ้งรายได้ปีละหลายแสนบาทเพื่อนำที่ดินมาพัฒนาชุมชนและแบ่งปันให้แก่คนอื่น  ถือเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีความเสียสละ  เห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน..!!

 

1.jpg3.jpg

 

9.JPG7.JPG

 

 

สุวัฒน์  กิขุนทด : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter