“อาหารบ้าน ๆ ไม่รู้กินได้หรือเปล่า”
พี่น้องชาวสวนยางพารารายย่อยผู้หนึ่งพูดในวันที่ผู้เขียนลง พวกเขาเยี่ยมพื้นที่ ต.คลองใหญ่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ซึ่งชาวสวนยางมารวมตัวกันทุกๆเดือนเพื่อทำกองทุนข้าวสาร ซึ่งอาหารในวันนั้น ประกอบด้วยน้ำพริกมะอึก น้ำพริกใบทำมัง ผักสดพื้นบ้านหลากหลายชนิด ปลาทูแขกทอด แกงไตปลา ตามด้วยแกงเลียงผักรวม กินกับข้าวหอมมะลิท่อนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น

พี่น้องบอกว่ามีแต่ปลาทูแขกกับข้าวหอมมะลิท่อนเท่านั้นที่ซื้อมา ส่วนอาหารอื่นๆ ล้วนหาได้จากสวนข้างบ้าน หรือจากสวนยางทั้งนั้น คำนวนคร่าวๆ แล้ว อาหารมื้อนี้น่าจะลงทุนเพียงไม่กี่บาทแต่เลี้ยงคนได้นับร้อยคน
พวกเขากินข้าวกันไปพูดคุยกันไป มีอาหารบางอย่างที่น้อยคนนักจะได้กินก็คือน้ำพริกใบทำมัง ซึ่งมีกลิ่นฉุนคล้ายกับกลิ่นแมงดา เป็นสูตรน้ำพริกโบราณและน้อยคนที่ทำเป็น ประกอบกับต้นทำมังก็หายากเต็มที่ทั้งๆที่ความอร่อยอยู่ในระดับห้าดาวเลยที่เดียว น้ำพริกมะอึกก็หากินได้ยาก ทั้งที่ไม่มีความยุ่งยากในการทำแต่อย่างไร ส่วนผัดสดก็เป็นผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด เข้ากับอาหารพื้นบ้านที่มีรสเผ็ด ซึ่งคนทั่วไปหากินได้ไม่ง่ายนัก แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว สามารถหากินได้ตลอดเวลา

ผมและแขกคนอื่นที่มาเยือนกองทุนข้าวสารตำบลคลองใหญ่ในวันนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นอาหารบ้านบ้านที่ใช่ว่าคนทั่วไปจะหากินได้ง่ายๆ และเป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดก็ว่าได้”
ดรณ์ พุ่มมาลี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่เล่าให้ฟังว่า นับตั้งแต่ราคายางตกต่ำ พวกชาวสวนยางได้รับความเดือนร้อนกันมาก พวกเราเข้าร่วมประท้วงกับพี่น้องชาวสวนยางทั่วภาคใต้ที่แยกหนองหงษ์ จ.นครศรีธรรมราช มีการรวมกลุ่มศึกษาเรียนรู้ทั้งข้อเท็จจริงและศึกษาตัวบทกฏหมาย จนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินชดเชย แต่กลับพบว่าเงินที่รัฐจ่ายตกอยู่กับสวนยาง ซึ่งที่ดินมีเอกสิทธิ์ ส่วนชาวสวนที่ทำกินอยู่ในพื้นที่สาธารณะของรัฐและคนตัดยางหวะ ไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด เพราะกฏหมายถือว่าเป็น “คนรับจ้าง”ไม่ใช่เกษตรกร จึงต่อสู่เพื่อแก้กฎหมายให้รับรองคนตัดยางหวะ เป็นเกษตรกร ซึ่งกว่าจะสำเร็จทำเองหืดขึ้นคอ เพราะการตัดยางหวะ เป็นวิถีเชิงวัฒนธรรมที่ทำกันมานานแต่ผู้มีอำนาจและนักวิชาการมักจะนำความหมายทางภาษามาจับ จึงไม่เข้าใจ มองไม่เห็นวิถี
สุวิทย์ ทองหอม นักกฏหมายและนักพัฒนาอิสระเล่าให้ฟังว่า เราต่อสู้ไปพร้อมกับการให้ข้อมูลที่เป็นความจริงกับชาวบ้านว่า สถานการณ์ยางพารามันได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้รับซื้อยางรายใหญ่ปลูกยางใช้เอง ส่วนอุตสหกรรมที่เคยใช้ยางพาราก็หันไปใช้ยางสังเคราะห์ซึ่งมีราคาถูกกว่า ทำให้ตลาดยางพาราเริ่มตันและราคาไม่มีวันสูงเหมือนในอดีตได้อีกแล้ว...นี่คือความจริงและเราต้องยอมรับความจริง ช่วยกันค้นหาทางออกไม่ใช่หวังพึ่งราคายางเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสวนยางรายย่อย (ซึ่งมีที่ดินประมาณ 8-15 ไร่) และคนตัดยางหวะ จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการทำสวนเสียใหม่ นำเอาภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้ให้มากที่สุด
สุวิทย์ ทองหอม พูดอีกว่า ในอดีตคนใต้ มีภูมิปัญญาเรื่องการปลูกพืชผสมผสาน หรือปลูกแบบสมรส ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ทุกอย่างผสมกันไป ทุกวันนี้ก็มีชาวสวนยางหลายราย ได้หันมาทำอย่างนี้อยู่แล้วก็ไม่เดือดร้อนอะไร ยิ่งชาวสวนยางรายย่อยถ้ายางราคาดีจะได้เงินไม่เท่าไรหรอก เพราะที่ดินเราน้อย แต่หากนำที่ดินอันน้อยนี้ปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์หลากหลหายชนิด จะสร้างมูลค่ามากกว่าหลายเท่านัก...นี่ต้องปลูกฝังความคิดกันใหม่
หลังจากกินข้าวกินปลากันแล้วสมาชิกชาวสวนยางรายย่อยและคนตัดยางหวะก็มาร่วมกันตั้งกองทุนข้าวสาร โดย โฉมพิไล บุญผลึก เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เล่าว่า การตั้งกองทุนข้าวสารเป็นเพียงกลยุทธ์ที่ทำให้พวกเรามาร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนปัญหา หาแนวทางแก้ ปรับวิธีคิดในการประกอบอาชีพ ข้าวสารเป็นความต้องการก็จริงแต่เป็นตัวเชื่อมให้เรามารวมกันมากกว่า เราเก็บค่าสมาชิกคนละ 50 บาท เป็นค่าเอกสารค่าประชุม และเป็นเงินทุนในการซื้อข้าวสารมาขายในราคาถูกให้กับสมาชิก
“เราซื้อข้าวหอมมะลิท่อน แม้มันไม่เป็นเม็ดแต่ก็เป็นข้าวที่กินอร่อย เรารับมากิโลละ 16 บาท ขายให้กับสมาชิก 18 บาท เอากำไร 2 บาท ไว้เพื่อบริหารจัดการกลุ่ม เพราะบางครั้งก็เชิญวิทยากรมาพูดคุยเรื่องเกษตร เรื่องการปรับแนวคิด ให้ข้อมูลต่างๆ นานา”โฉมพิไล เล่า
วันที่ผมไปเยี่ยมมีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุงลงพื้นที่มาคุยให้ชาวบ้านฟังถึงการทำเกษตร การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายอย่างทำไว้ข้างบ้านและหลายอย่างทำในสวนยางได้ ทราบว่าเขามาให้ความรู้อยู่เป็นประจำฝึกจนทำเป็นแล้วกลับไปทำที่บ้าน สิ้นเดือนมารวมตัวพูดคุยกันเอาปัญหามาแลกเปลี่ยนกัน แต่ที่ขาดไม่ได้ในการประชุมทุกครั้ง จะต้องนำบันทึกความดีมาอ่านให้เพื่อนฟัง
“ทุกคนจะต้องกลับไปทำ แล้วบันทึกเอาไว้ เรียกว่า”บันทึกความดี วันนี้ปลูกต้นไม้กี่ต้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไร ลดรายจ่ายอย่างไร ฯลฯ ก็บันทึกไว้ เป็นการเตือนสติตัวเอง เพราะการทำความดีไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร แต่ความดีในชีวิตประจำวันที่เราทำอยู่แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ทำทุกวันก็จะซึมซับกลายเป็นการสร้างนิสัยดีให้กับตัวเอง ความดีนั้นก็จะตกถึงตนเอง ครอบครัวและสังคมโดยรวม “สุวิทย์เสริมให้ฟัง
ผมเดินดูสวนของชาวบ้านที่หลายครอบครัวค่อยๆปรับวิถีการผลิตปลูกพืชหลายอย่าง ก็มองเห็นอนาคต มองเห็นทางออก แต่อีกใจหนึ่งก็คิดถึงช่องทางที่รัฐบาบาลรับซื้อยางในราคา 45 บาท/กิโล จำนวน 3,000 จุดทั่วประเทศ กระทรวงต่างๆ จะรับซื้อน้ำยางไปทำถนนทำสนามกีฬา ฯลฯ จริงอยู่มาตรการดังกล่าว เป็นผลทางจิตวิทยาและสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของชาวสวนยางได้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสร้างระบบที่ดีและมั่นคงรองรับไว้ด้วย เช่น การนำยางพาราไปแปรรูปภายในประเทศอย่างจริงจังเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า
และสิ่งหนึ่งที่ควรจะทำอย่างยิ่งและเป็นโอกาสของกระทรวงเกษตร ฯ โดยตรงก็คือ ต้องทุ่มเทกับการสร้างความคิด เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมในการเพาะปลูกที่หลากหลาย เลิกฝากอนาคตของลูกหลานไว้กับพืชเชิงเดี่ยว นำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาใช้ สร้างแหล่งอาหารและธนาคารข้างบ้านกันอย่างจริงๆจังๆ
นี่คือโอกาสของทุกฝ่ายทั้งกระทรวงเกษตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเกษตรกร ที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานราก อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางสังคมต่อไป



สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน





