playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

5 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 9.00 – 12.00 น. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความเห็นของประชาชน จัดสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญก่อนลงประชามติให้แก่สมาชิกสภาองค์กรชุมชน จากทั่วประเทศกว่า 120 คน ณ ห้องประชุม 213-216 อาคารรัฐสภา 2 ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต กรุงเทพฯ

12696411_10205886295215937_595259666_o.jpg

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ตามที่มีคนบิดเบือนเข้าใจผิดต่อร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น การร่าง รธน.นั้น มีความมุ่งหวังในเรื่อง 1) สิทธิของประชาชนต้องเกิดดอกออกผลต่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างที่เป็นอยู่ 2) ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง 3) ทำให้การเมืองสุจริต ขจัดการประพฤติผิดมิชอบให้หมดไป

12656253_10205886296975981_1152164340_o.jpg12669311_10205886295655948_824550526_o.jpg
การทำงานขององค์กรชุมชนมีค่าใช้จ่าย รัฐจะสนับสนุนก็ยากเย็น รัฐบอกไม่มีเงินถ้าจะจ่ายให้ปีละ 50 ล้าน แล้วที่ สส.แปรญัตติเป็นหมื่นล้านเงินหาย 50-60 % ถ้าขจัดการทุจริต ทำให้การทุจริตเหลือน้อยที่สุด เราจะมีเงินเหลือมหาศาล ที่รัฐลงทุน 5 แสนล้าน ถ้ามีการโกง 20 % ก็เป็นแสนล้าน มีคนมาเล่าให้ฟังว่าบางโครงการทุจริตร้อยเปอร์เซ็น การทุจริตนั้นอันตรายต่อประเทศ อีกไม่เกิน 10 ปี จะทำให้ประเทศเราล้มได้ ร่าง รธน.นี้จึงค่อนข้างเข้มกับการทุจริต ส่วนการมีส่วนร่วมวางกลไกไว้หลายอย่าง และให้พออยู่กันได้ ไม่เอาชนะจะเป็นจะตายจนทำให้อีกข้างไม่มีที่อยู่ การจัดกลไก สว.คือการมีส่วนร่วมแบบหนึ่ง



ประธาน กรธ. กล่าวต่อว่า ตอนที่คิดเรื่อง สว.หากให้เป็นการเลือกตั้ง ฝ่ายการเมืองก็จะเข้ามาอีก เพราะใครที่ไม่ได้อิงกับการเมืองก็จะไม่ได้เข้ามา ถ้าทำวุฒิสภาให้เป็นกลางเป็นปากเป็นเสียงกำกับบ้านเมือง ก็ไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง โดยคิดว่าทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด องค์กรแรกนึกถึงคือองค์กรชุมชน ที่จะเป็นตัวอย่างการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน เพราะรู้ปัญหารากหญ้ากว่าองค์กรอื่นๆ จากนั้นจึงคิดถึงการเข้ามาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ  
12656170_10205886297535995_48868673_o.jpg12695671_10205886296295964_1513947163_o.jpg

และการเลือกตั้งกาใบเดียว นั้นเป็นการจัดสรรที่ให้พออยู่กันได้ เมื่อก่อนเลือกคนเลือกพรรค แต่ข้อเท็จจริงพรรคกับคนแยกกันได้ไหม เราต้องดูทั้งพรรคทั้งคนไปพร้อมกัน การออกแบบเป็นการให้เกิดความรอมชอมในการเลือกตั้ง หลายเขตคนที่ได้รับคะแนนสูงสุด แต่ไม่ถึงครึ่งของประชาชนทั้งหมดในเขตนั้น สมมุติมีผู้สมัคร 4 คน มีคะแนนทั้งห้าหมื่น คนแรกได้ 2 หมื่นคะแนน คนที่ 2-4 ได้คนละหมื่นคะแน รวมกันแล้ว 3 หมื่นที่ถูกทิ้งน้ำ คนลงคะแนน 2 หมื่น เป็นฝ่ายชนะมีความสุข ส่วนคนอีก 3 หมื่นคนจะหงุดหงิด ทำไมเราไม่แบ่งสรรปันส่วนกัน



ประธาน กรธ. เปรียบ การเลือกเมนูอาหารในบ้าน อยากกินอะไรก็ลงคะแนนมี 7 คน 3 คน บอกอยากกินแกงโฮ๊ะ อีก 2 คน มัสหมั่น อีก 2 คน กินผัก สรุป 4 คนแพ้กินแกงโฮ๊ะทั้งสัปดาห์ การเฉลี่ยแบ่งสรรปันส่วนคะแนน ทำให้ได้กินอาหารที่หลากหลาย



ส่วนประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี ต้องดูทั้งพรรคทั้งคน แล้วให้พรรคเลือกคนมาเป็นนายกรัฐมนตรี เสนอ 3 คน เวลาเลือกเราก็ได้ดูคน ดูพรรค ที่เราจะเอาใครมาเป็นนายก ทำให้ประชาชนได้รู้ข้อมูลก่อน เมื่อพรรคเสนอใครต่อสภา พรรคต้องเลือกจากคนเหล่านี้ ที่ว่าคนนอกมาเป็นนายกมาเป็นรัฐมนตรีจะเป็นไปได้ไง  ก็พรรคเป็นคนเลือก คนนอกคนในก็ได้สำคัญขอให้เป็นคนดี เมื่อประกาศก่อนเลือกตั้ง หากอยากได้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. ก็ให้ไปกำหนดในกติกาของพรรคเอา แต่หากหัวหน้าพรรคไม่ได้รับเลือกตั้ง ก็ไม่ได้เป็นนายก เท่าที่เห็นข้อมูลของบางพรรคบางพวก อยากให้ย้อนมาดูตัวจริงในร่าง รธน. กรรมการร่าง รธน. 21 คนคงไม่รอบครอบ ต้องการรับฟังจากคนที่สนใจ เพื่อดูส่วนที่ขาดไปภายใน 15 ก.พ. จะได้นำไปเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ที่สุด



สำหรับสิทธิของประชาชนน้อยไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับปี 2540-2550 ประธาน กรธ. ระบุว่า ไม่ได้ตัดทิ้งไป แต่ได้เอามารวมไว้ และทำให้สิทธิประชาชนเกิดมรรคผล มากกว่าการเขียนลอยๆ อยู่ในรัฐธรรมนูญ มีหนทางใดให้เกิดสิทธิขึ้นได้จริง ต้องได้ทุกคนไม่แค่คนที่มาต่อสู้เอา ที่ผ่ามาใครต่อสู้ขึ้นศาลก็ได้เฉพาะกลุ่มคนนั้น



สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย แบ่งเป็นสิทธิตัวบุคคล ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การพูด การแสดงออก เฉพาะปัจเจก สิทธิอะไรที่ประชาชนควรต้องมีของกลุ่มบุคคล ได้ไปเขียนไว้ในหน้าที่ของรัฐ ประชาชนอยู่เฉยๆ ประชาชนจะได้รับสิทธิ ถ้ารัฐไม่ปฏิบัติตามก็จงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือสิทธิทางสาธารณสุข หากรัฐบกพร่อง ประชาชนที่ฟ้องชนะก็ได้เงินภาษีของทุกคนไป รัฐมนตรีไม่ได้ทำก็อยู่ในหน้าที่ต่อแต่ถ้าในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้าไม่ทำก็ต้องพ้นจากหน้าที่ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐ สิทธิหลายอย่างบังคับให้รัฐทำ ประชาชนก็รู้สึกว่าแต่ละคน แต่ละกลุ่มมีความขมขื่นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐค่อนข้างมากจนหมดความไว้วางใจ จึงเหมารวมไม่ไว้ใจ บางเรื่องเขียนไว้เป็นหน้าที่ของรัฐ ใครมีหน้าที่ต่อเราก็เกิดสิทธิขึ้นมาแล้ว



มีการบิดเบือนเรื่องสิทธิชุมชนว่าตัดออกไปหมด ข้อเท็จจริงในเรื่องชุมชนเขียนได้ไว้ 6 แห่ง ในมาตรา 42 มาตรา 43 หน้าที่ของรัฐให้ชุมชน มาตรา 50, 53, 54 และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กำหนดไว้ที่มาตรา 66  ที่มีการพูกกันนั้นไม่จริง สิทธิชุมชนยังอยู่ครบ เราคุ้มครองการใช้ทรัพยากรที่ต้องคำนึงถึงชุมชนว่าได้รับประโยชน์ ไม่ทำลายสิทธิ มีส่วนร่วมบำรุงรักษา เขียนไว้อย่างครอบคลุม และคุ้มครองมากกว่า รธน.ปี 2540 และปี 2550 บริบทการร่างอาจไม่เหมือน 2540-2550 ขณะนั้นปัญหาประเทศไม่ได้ขัดแย้งรุนแรง สิทธิทั้งปวงไม่น้อยลง อะไรที่รธน.ไม่ห้ามทุกคนมีสิทธิทุกประการ



อีกเรื่องคือ ตัดสิทธิในการศึกษาออก 3 ปี ไม่รู้ไปเอามาจากไหน ปี 2550 รัฐพึงจัดการศึกษา 12 ปี รัฐไม่เก็บค่าใช้จ่าย เขียนใหม่การศึกษาภาคบังคับเราให้หมด คนรวยเราจำเป็นต้องออกเงินให้เขาด้วยหรือ คนตีนถีบปากกัด เงินคนชรา เศรษฐีเถ้าแก่ก็ได้รับ เราจะกันไม่ให้เศรษฐี ตัดส่วนนั้นมาให้คนไม่มีได้ไปเรียน อ่านดูให้ดี ช่วยบอกว่าเราเฉลี่ยความสุข คนมีแล้วอย่ามาเอาของคนไม่มีจะได้ใช้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีศาสตราจาร์ยบอกว่ามีการตัดสิทธิสาธารณสุข ทุกคนต้องได้รับการรักษาพยาบาล สงสัยจะอ่านไม่แตกเป็นศาสตราจาร์ยได้ไง เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการให้กับประชาชนอย่างมีมาตรฐาน ที่ต้องดูแลประชาชนยามเจ็บไข้ได้ป่วย



แต่ได้ย้ายมาไว้ที่หน้าที่ของรัฐ การถูกจำกัดสิทธิจะน้อยลง และกฏหมายที่จะตราในภายหลัง ต้องห้ามจำกัดสิทธิที่เกินกว่าเหตุ รัฐจะทำอะไรกระทบกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การใช้สิทธิเสรีภาพต้องไม่กระทบกับสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หากเป็นความเข้าใจผิดก็ชี้แจง ขาดตกบกพร่องเราเติม เพราะ รธน.ใช้กับคนทั้งประเทศ จึงเขียนไว้กว้างๆ รายละเอียดจะไปอยู่ในกฏหมายลูก ถ้าประชาชนเข้าใจจะผ่านประชามติหรือไม่ก็แล้วแต่ประชาชนประธาน กรธ. กล่าวในตอนท้าย



หลังจากนั้นจึงมีการเปิดอภิปราย ตั้งคำถามต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีนายประพันธ์ นัยโกวิท,นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ และนายภัทระ คำพิทักษ์กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตอบข้อซักถามสร้างความเข้าใจต่อผู้เข้าร่วมการประชุม



อย่างไรก็ตาม นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ให้ข้อมูลว่า สภาองค์กรชุมชนมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาทางการเมือง การปกครอง การทุจริต คอรัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาโครงส่วนบน จนละเลยการสร้างความมั่นคงจากชุมชนท้องถิ่นฐานราก รวมทั้งมุ่งจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การจัดโครงสร้างการเมืองการปกครอง กระบวนการยุติธรรม แนวนโยบายและหน้าที่ของรัฐ องค์กรอิสระ มิให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น จนเสมือนเป็นการเพิ่มอำนาจรัฐมากกว่าที่จะเพิ่มอำนาจประชาชน/ชุมชน เนื่องจากมีการยึดโยงกับประชาชนเพียงการมีส่วนร่วม มิได้เปิดทางให้ภาคประชาชนไปเป็นองค์ประกอบ ละเลยเรื่องสิทธิชุมชน การสร้างชุมชนเข้มแข็งที่เป็นเครื่องมือของการรวมคน รวมความคิด สร้างทุนทางสังคมให้ชุมชนเป็นฐานที่มั่นคงของสังคมไทย



              สภาองค์กรชุมชนจึงขอเสนอต่อ กรธ.ดังนี้



1) เพิ่มอำนาจชุมชนและประชาชนให้ตำบล/จังหวัดจัดการตนเองตามวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน องค์กรชุมชน รวมกลุ่มรวมตัวกันทำประโยชน์ให้สังคม เป็นกลไกเป็นเครือข่ายระดับตำบล จังหวัด ที่มีอำนาจหน้าที่ มีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่และเสริมสร้างความเข้มแข็ง



2) ให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่ มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้ง มีสิทธิในการปกป้อง การจัดการ การบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



3) กระจายอำนาจจากส่วนกลาง ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง คนฐานรากมีสิทธิ มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวิถีวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนตนเอง



4) ควรปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองการปกครองเพื่อชุมชนท้องถิ่น ให้มีการเพิ่มอำนาจชุมชนและประชาชนให้ตำบล/จังหวัดจัดการตนเองตามวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีแผนการปฏิรูปอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของคนฐานราก โดยประชาชนมีส่วนร่วมและมีกลไกยึดโยงกับประชาชน



5) รัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ความสำคัญกับกลไกภาคประชาชน โดยบรรจุในรัฐธรรมนูญใหม่ให้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลักของชุมชน ของภาคประชาชน ประสานภาคีเครือข่าย ท้องที่ ท้องถิ่น ร่วมรับผิดชอบการจัดทำแผนและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นระดับตำบลและจังหวัด



12674770_10205886298336015_196995766_o.jpg

 

รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter