playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

42791.jpg

 

ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี“ภิรมย์ พริกไทย” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านท่าตลิ่งชัน และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าข้ามพร้อมสมาชิกสภา กำลังพูดจาปราศรัย อภิปรายแลกเปลี่ยนปัญหาและหาทางแก้ไข เพื่อนำผลที่ได้เป็นธงร่วมในการ “พัฒนาให้ตำบลท่าข้าม เป็นพื้นที่รูปธรรม จัดการตนเองอย่างยั่งยืน”

ต.ท่าข้าม ผู้อาศัยส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น แต่ก็มีชาวงบ้านจากนนทบุรี นครปฐมและกาญจนบุรีเข้ามาอาศัยอยู่จำนวนมาก เพื่อมาหางานทำเนื่องด้วยตำบลท่าข้ามตั้งอยู่ใกล้เขตเมืองความเจริญกำลังลุรุกคืบเข้ามา มีกิจการร้านค้าหมู่บ้านจัดสรร เกิดใช้มากมาย จนสภาพไม่ต่างอะไรกับชุมชนเมือง

42787.jpg แรกเริ่มเดิมที่เป็นชุมชนศูนย์กลางการค้าขายผลผลิตทางการเกษตรจาก 2 สายน้ำ คือ “แม่น้ำตาปี” ที่มีต้นน้ำมาจากเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช และ “คลองพุมดวง” ที่มีต้นน้ำมาจาก อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งสายน้ำทั้ง 2 สายจะมาบรรจบกันที่ตำบลท่าข้าม ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “แหลงช้าง” ในปัจจุบัน ด้วยลักษณะที่เป็นพื้นที่ศูนย์กลางดังกล่าว ตำบลท่าข้าม จึงกลายเป็นชุมชนใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นตามลักษณะภูมิประเทศ และเกิดเป็นต้นตระกูลที่บรรพบุรุษจะใช้ชื่อของปู่ และย่า หรือตา และยายในรุ่นแรก มาสนธิกันจนเกิดเป็นนามสกุลใหม่ กลายเป็นชาวท่าข้ามนับแต่บัดนั้น ผ่านมาแล้ว


3-4 ช่วงอายุคน

สำหรับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือชาวจีนอพยพที่ล่องเรือเข้ามาจากฝั่งตะวันออก และมาตั้งชุมชนในตลาดตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ภายหลังจากการก่อสร้าง “สะพานพระจุลจอมเกล้า” เมื่อปีพุทธศักราช 2449 เกิดเป็นชุมชนชาวไทยเสื้อสายจีน ประกอบอาชีพค้าขายในเขตเทศบาลเมืองท่าข้ามในปัจจุบัน

42801.jpg

ส่วนของชุมชนชาวภาคกลางเองได้ย้ายถิ่นฐานจากคำบอกเล่า เมื่อประมาณ 40-50 ปีก่อนโดยเข้ามาซื้อที่ดินบริเวณนี้ในราคาหลักร้อยบาท ด้วยสาเหตุที่ว่า ที่แห่งนี้ยังมีความอุดมสมบรูณ์น่าจะเป็น “บ่อเงิน บ่อทอง” สำหรับลูกหลานได้ในอนาคต

“ผู้ใหญ่ภิรมย์” เล่าว่าการพัฒนารูปแบบใหม่ในปัจจุบันจะใช้สภาองค์กรชุมชน ตำบลท่าข้ามจะเป็นตัวกลางให้พี่น้องชาวท่าข้ามได้ร่วมกันพัฒนาระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนฐานราก โดยการประสานภาคีต่าง ๆ เข้ามาร่วมสนับสนุน เวทีในวันนี้จึงมีทั้งการทำกระบวนการกลุ่ม วิเคราะห์ศักยภาพหมู่บ้าน จุดแข็งคืออะไร จุดอ่อนเป็นอย่างไร รวมทั้งการสอดแทรกข้อเสนอแนะของชุมชน มีการวิเคราะห์ทุนหลักของชุมชน ทั้งในเรื่องทรัพยากร ภูมิปัญญา เงินตรา หรือแม้กระทั่งการค้นหาสาเหตุการไหลออกของคนวัยทำงาน ตบท้ายด้วยการร่วมมือกันวาดแผนที่ทำมือ หรือแผนที่ชุมชน เสมือนหนึ่งเป็น “จิตรกรรมชิ้นเอกของชุมชน” ก็เรียกได้


42792.jpg42800.jpg

จากการร่วมกันพูดคุย วิเคราะห์ออกมาว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ของตำบลท่าข้าม ทำเกษตรกรรม ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา และรับจ้างทั่วไป ซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรกับพื้นที่อื่นๆ ทางภาคใต้ ที่มักปลูกพืชเหล่านี้เป็นอาชีพหลักตามกระแส “นโยบายนิยม” พอถึงบทราคาตกต่ำก็เดือดร้อน “ทุกข์” ถ้วนหน้ากัน  จนมีสำนวนหนึ่งที่ออกมาจากบทเพลงทางภาคใต้ในช่วงนี้ว่า “ ยางมันลงเหลือกิโลสิบห้า ชาดมันบ้าเหลือร้าย      โหมเราชาวใต้ อิตายแล้วเด้”

ผู้ใหญ่ภิรมย์ พาผู้เขียนไปยังหมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นชุมชนชาวภาคกลาง ได้พบกับ “สมพนธ์  ไทยบุญรอด” อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม  ซึ่งเป็นแกนนำชุมชน พร้อมกับพี่น้องในชุนชนอีกจำนวนหนึ่ง  กำลังนั่งวิเคราะห์ข้อมูลของชุมชน เกี่ยวกับมูลค่าที่ได้จากผลผลิต  เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาพื้นที่ ตามโจทย์ของสภาองค์กรชุมชนที่ให้ไว้เมื่อวันก่อน

การนำเสนอในเวทีหมู่บ้าน ชาวบ้านได้บอกกล่าวเรื่องราวอย่างเป็นระบบ มีเนื้อหาสาระเป็นที่น่าสนใจโดยเล่าว่า

ในช่วงแรก ๆ ชาวบ้านละแวกนี้ปลูกพื้นยืนต้นเป็นอาชีพหลัก เช่น ส้มและชมพู่ ต่อมาในช่วงปีพุทธศักราช 2505 เกิดมหาวาตภัยขึ้นที่แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช  ส่งผลให้อาสินของพี่น้องเกิดความเสียหาย ชาวบ้านเองก็วิเคราะห์กันว่า พื้นที่แห่งนี้คงไม่เหมาะสมที่จะปลูกพืชยืนต้นอีก จึงพยายามวิเคราะห์ด้วยหลักคิดที่ว่า “คนบ้านดอนเขาขาดอะไร” คิดได้แบบนั้น จึงเริ่มนำวิทยาการด้านการปลูกผักระยะสั้นมาใช้นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่งขายท่าน้ำของชุมชนท่าข้าม โดยพายเรือผ่านสายคลองของชุมชนออกไปสู่แม่น้ำตาปี รวมถึงทางรถไฟสายใต้ลงไปถึงหาดใหญ่ และตลาดบ้านดอน หรือ เมืองสุราษฎร์ธานี นั่นเอง

ต่อมาช่วงพุทธศักราช 2518  ในสมัยรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดนโยบายที่ “เงินผัน” ทำให้มีการสร้างถนนหนทางเชื่อมติดกันหลายเส้นทาง  วิถีการค้าขายทางน้ำ จึงค่อย ๆ ลดหายไป แต่ทว่าส่งผลดีที่ทำให้พี่น้องเองก็ขายพืชผักได้มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แต่ก็มาเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา รัฐพยายามส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ  เกิดห้างค้าส่งไม่ตำกว่า 3 แห่งในเขตเมือง เกิดหมู่บ้านจัดสรร การจ้างงานของธุรกิจใหญ่ คนจากต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น

สมพนธ์  ได้ยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า ที่ผ่านมารัฐก็พยายามทำการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน หรือ จปฐ. แต่ข้อมูลเหล้านั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของชุมชน จริง ๆ  เขาจึงสนใจกระบวนการทำงานของ “สภาองค์กรชุมชน”  เพราะอย่างน้อยชวนชาวบ้านมาพูดคุยทำให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของชาวบ้านอย่างลึกซึ้ง ผ่านการคิดของชาวบ้านเอง  ตอนนี้จึงมีการวิเคราะห์ปัญหาหลักด้านรายได้ของพี่น้องที่เกิดขึ้นว่า จริง ๆ แล้ว ราคาปาล์ม ราคายางพาราคนท่าข้ามมีรายได้แค่ไร่ละหมื่นกว่า ๆ ต่อปี  แต่ถ้าปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นโอกาสมีรายได้ถึงไร่ละหลักแสนบาทต่อปี



นี่จึงเป็นข้อมูลสำคัญ ที่สภาองค์กรชุมชน จะใช้ในการพัฒนาต่อยอดและทำให้คนในชุมชนรับทราบและเข้าถึงข้อมูล ในการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง หรือวิทยาการใหม่ๆเช่น การปลูกผักแต้มพริก การปลูกผักร่องสวน “ถ้าชุมชนเกิดความสนใจ เราก็จะส่งขายห้างค้าส่งตามความต้องการได้มากขึ้น สารเคมีก็จะใช้น้อยลง คนรุ่นหลังก็ไม่กังวลที่จะกลับมาอยู่บ้าน  เพราะสภาฯเราจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอยู่ตลอดเวลา “สมพันธ์” กล่าวทิ้งท้าย



สุดท้าย ก็ได้พูดกับการพลิกฟื้นวิถีชีวิตในอดีตภายใต้การอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงด้วยการฟื้น “ตลาดน้ำชุมชน”เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ติดลำน้ำ คล้ายๆกับตลาดโก้งโค้ง ตลาดพื้นบ้านที่นำของกินของใช้มาซื้อหาแลกเปลี่ยนยกระดับไปสู่การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน

ก็หวังว่าการทำแผนสำรวจข้อมูลชุมชนพื้นที่รูปธรรม จะทำให้ชุมชนเกิดความตื่นรู้ในข้อมูลชุมชน และสามารถพัฒนาพื้นที่ให้ท่าข้ามเป็น “ผู้นำทางความคิด” มากกว่า “ผู้ทำตามนโยบาย”

 

รัชตะ มารัตน์สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter