
บนความหลากหลายของประเด็นงานการขับเคลื่อน ของกลุ่มองค์กรชุมชน ของภาคประชาสังคมภาคเหนือ ได้มารวมกัน เรียนรู้เรื่องกลไกสิทธิมนุษยชนยูเอ็น อาเซียน และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงการรายงาน ทบทวน สถานการณ์ สิทธิมนุษยชน (UPR) ในช่วงวันที่ ๕-๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ณ บ้านพอดีดิน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กว่า ๒๐ องค์กร เช่น เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย เครือข่ายสร้างแปงเมืองจังหวัดพะเยา มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา เครือข่ายสื่อภาคประชาชนอาเซียน เครือข่ายวัฒนธรรมลาหู่ เครือข่ายสตรีชนเผ่าแห่งประเทศไทย ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดแพร่ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม สภาเด็กและเยาวชน จังหวัดเชียงราย ศูนย์ลูกหญิงเพื่อชุมชน เครือข่าย LGBTIQ ฯลฯ จัดโดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน
ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. คณะผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้แทนชุมชนบ้านสบกก หมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน เกี่ยวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภายใต้การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย
ผู้แทนชุมชนเล่าว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านสบกกมีการดำเนินวิถีชีวิตที่ราบรื่น พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ชาวบ้านมีอาชีพในการทำการเกษตร ทำการประมง เนื่องจากภูมินิเวศน์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่แม่น้ำกกไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มีพันธุ์ปลามากมายอย่างอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ก็มีอาชีพในการทำไร่ข้าว ข้าวโพด และทำสวน เนื่องจากไม่สามารถทำนาได้เพราะจะโดนน้ำท่วมทุกปี แต่เมื่อ ๙ ปีก่อน ได้มีโครงการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนขึ้น โดยมีการเวนคืนที่ดินจากชาวบ้าน ๒ หมู่บ้าน จาก ๑๕ หมู่บ้านของตำบล คือบ้านสบกก หมู่ที่ ๗ และบ้านสันทรายกองงาม หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน โดยตอนนั้นได้รับค่าเวนคืนที่ดินไร่ละ ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ บาทเศษๆ ซึ่งความเข้าใจในตอนนั้นคิดว่า บ้านเราจะมีความเจริญมากขึ้น คนในหมู่บ้านมีงานทำ ทำการค้าขาย และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนจะดีขึ้น บทเรียนที่ผ่านมันมันไม่ใช่เลย พอมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเสร็จ ชาวบ้านบ้านสบกก กลับพบว่า ไม่สามารถหาปลาได้เหมือนเดิม ไม่มีสาหร่ายหรือไกเหมือนเคย สาเหตุเกิดจากการสัญจรของเรือคนจีนที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เกิดคลื่น เกิดตลิ่งพัง หาดหินหาดช้างตายที่เป็นหาดหินสวยงามหายไป กระทบถึงการจัดการท่องเที่ยวชุมชน รายได้ของชุมชนหายไปด้วย เมื่อระบบนิเวศน์ริมฝั่งโขงเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ชาวบ้านต้องปรับวิถีชุมชน ไปทำงานรับจ้างทั่วไป
แม่อุ้ยตูมมา ชุ่มใจ หนึ่งในชาวบ้านสบกก เล่าว่า แม่พึ่งรู้ว่าบ้านเราอยู่ในพื้นที่ที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ รู้แค่ว่าเขาจะพัฒนาเป็นศูนย์การค้า จะมีโรงงานแปรรูปน้ำยาพารา โดยเขาจะเวนคืนที่ดินในหมู่บ้านของเราอีกรอบ แม่เคยสูญเสียที่ดินไปรอบแรกจำนวน ๑๓ ไร่ ติดริมน้ำโขงเพื่อนำไปก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนไปแล้ว และพึ่งทราบว่าจะถูกเวรที่ดินอีกแปลง พื้นที่ ๑๓ ไร่เป็นพื้นที่สวนลิ้นจี่และปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นที่ดินแปลงสุดท้าย หากถูกเวนคืนจริงๆ แล้วแม่จะทำอะไรกิน ส่วนผู้แทนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็สะท้อนไม่แตกต่างกัน และชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดต่างๆ มากนัก แต่ก็อยากมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่เคยมีบทเรียนเก่าๆ ที่ผ่านมา และยังมีความกังวลใจอย่างมาก
กระบวนการและข้อมูลดังกล่าวที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยน เป็นเพียงเสียงสะท้อนมุมมองเพียงด้านหนึ่งที่มาจากชุมชนโดยตรง ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจในมิติของชุมชนเกี่ยวกับสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชนอีกรูปแบบหนึ่งในพื้นที่ชายแดน เกิดการเรียนรู้ข้ามประเด็นงานระหว่างกัน และภารกิจเกี่ยวงานพัฒนาขององค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคมแต่ละแห่งในพื้นที่ภาคเหนือได้พอสมควร
ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ได้มีแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกมนุษยชนสหประชาชาติตามอนุสัญญาและตามกฎหมาบัตรสหประชาชาติ (UN) รวมถึงรายงานกติการะหว่าประเทศว่าด้วย สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ฉบับประชานที่เสนอต่อคณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) : รายงานผู้มีส่วนได้เสีย นำเสนอในที่ประชุมรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) ประเทศไทย รอบที่สอง การรายงานเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเอเซียนว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : การติดตามการทำงานและการจัดตั้งสถาบันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเทศไทย ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ รวมถึง ข้อสังเกตเชิงสรุปเกี่ยวกับรายงานตามระยะฉบับที่หนึ่งและสอง ของประเทศไทย ที่รับรองในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ โดยมีวิทยากรจากองค์กร ASIA FORUM
กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดการสร้างความเข้าใจ มีการซักถามแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกลไกมนุษยชนสหประชาชาติ การเข้าถึงกระบวนการ การเข้าไปมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมภาคเหนือให้มากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้และเป็นกระบวนการหนึ่งในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับสากล
ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ว่าด้วยเรื่อง กลไกสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กลไก ASEAN ได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มากระบวนการสรรหาและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึง ความสัมพันธ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศ และได้มีการแลกเปลี่ยนบทเรียนด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่อง สิทธิชุมชน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนชุมชนและไม่ได้ยึดหลักปฏิบัติใช้ตามกฎหมายโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ซึ่งครอบคลุมถึงสิทธิสถานะทางบุคคลด้วย ซึ่งกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งชาติค่อยข้างมีบทบาทสำคัญในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศไทย โดยมีวิทยากรจากองค์กร มูลนิธิศักยภาพชุมชน
ส่วนกลไก ASEAN ของประชาคมอาเซียน (ASEAN COMMUNITY) ได้มีวิสัยทัศน์ One Vision, One Identity, and Sharing Community และได้มีการกำหนดกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ปฏิญญาอาเซียน (Universal Declaration of Human Rights : UDHR) สิทธิมนุษยชนอาเซียน(ASEAN Human Rights Declaration : AHRD) และมีแผนปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ซึ่งระยะที่ ๒ จะนับไปอีก ๑๕ ปีโดยนับจากปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นไป ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้มีการซักถามแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ เชื่อมโยง สถานการณ์ ทิศทางการพัฒนาของประชาคมอาเซียน โดยภาคประชาสังคม ภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอาเซียนได้อย่างไรทั้งภายในประเทศและภายในภูมิภาคอาเซียนได้มากยิ่งขึ้น
กระบวนการการฝึกอบรมฯ ทั้งสามวันนี้ ทำให้กลุ่มองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคมภาคเหนือได้เรียนรู้ เข้าใจ และมองเห็นช่องทาง กลไกสิทธิมนุษยชนยูเอ็น กลไกอาเซียน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการทำงานพัฒนาด้านสังคมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเกิดพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนแบบพี่ แบบน้อง เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชนภาคเหนือที่กว้างขวาง หลากหลายในการหนุนเสริมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนทุกระดับ


รายงานโดย : วิไล นาไพวรรณ์ ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดเชียงราย





