ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นตำบลเล็กๆ ที่ใครๆ ผ่านไปผ่านมา จะเห็นว่าพื้นที่แห่งนี้จะเขียวชอุ่ม เนื่องจากชาวบ้านมีการเพาะปลูกพืชตลอดทั้งปี หน้าฝนทำนา หน้าแล้ง ปลูกผักสวนครัวและปลูกถัวเขียว ข้าวโพด ถั่ว แตง ฯลฯ กวาดสายตาไปดูแล้วสดชื่นเป็นยิ่งนัก ซึ่งกว่าเขาจะเดินมาได้ขนาดนี้ต้องล้มลุกคลุกคลานลองผิดลองถูกมานับหลายสิบปี ชุมชนธรรมดา ของจังหวัดศรีสะเกษที่หลายคนมองว่ายากจน แต่เชื่อไหมว่าเขาสามารถจัดการตนเองได้อย่างยิ่งใหญ่
นายจำปา ปุณณธรรมวัฒน์ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษเล่าว่า ที่นี่เป็นชุมชนดั่งเดิมอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ราบริมน้ำ ส่วนพื้นที่สูงแห้งแล้ง ตรงกลางของพื้นที่จะสูงกว่าที่อื่นแล้วลาดลงสู่ลำน้ำ (เหมือนกระทะคว่ำ) และมีลำห้วยไหลผ่าน 2 สาย คือ ลำห้วยวะ ที่มีต้นกำเนินมาจากเทือกเขาพนมดงรัก เขตอำเภอภูสิงห์ไหลผ่านตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ ตำบลผักไหม ตำบลกล้วยกว้าง และไหลลงสู่ห้วยสำราญและลำห้วยทับทัน ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาพนมดงรัก เขตอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ไหลผ่านตำบลสวาย อำเภอปรางค์กู่ ตำบลผักไหม ตำบลจานแสนไชย ตำบลเมืองหลวง และไหลลงสู่ลำน้ำมูล ปัจจุบันมีประชากรทั้งสิ้น 6,929 คนโดยแยกเป็นชาย จำนวน 3,493 คน หญิงจำนวน 3,436 คน จำนวนครัวเรือน 1,326 หลัง
ด้วยสภาพที่เปลี่ยนไปจากอดีต ที่เคยอยู่กันแบบพี่แบบน้อง อาศัยธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบัน ต้องแข่งขัน แกร่งแย่งช่วงชิง รอแต่การช่วยเหลือ ตื่นเช้ามานั่งรอซื้อของที่เขาเอามาขาย เลยต้องดิ้นรนหาแต่เงินทิ้งลูกไว้กับตายายการอบรมสั่งสอนลูกหลาน คิดว่าเป็นหน้าที่ของครูที่โรงเรียน ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ปัญหาสังคมตำบลผักไหมมีความสลับซับซ้อน และรุนแรงมาก ผู้คนประสบกับความทุกข์กันถ้วนหน้า
“ผักไหมเราต้องการหลักคิด ตั้งสติ เพื่อให้อยู่รอด และอยู่อย่างยั่งยืน ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนว่าชุมชนท้องถิ่นเรา ต้องคิดด้วยตนเอง สร้างการเปลี่ยนแปลงจากการคิดภายในตัวเราเอง ชุมชนเราถึงจะพัฒนาได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน” ไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตำบลผักไหม กล่าวเสริม และว่า
กว่าจะมาเป็นวันนี้ได้ก็ผ่านอุปสรรค ปัญหามากมายทั้งที่เกิดจากภายในชุมชนเองและที่เกิดจากภายนอกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตัวคณะทำงานเอง จากตัวสมาชิกในชุมชน จากตัวระบบและอีกหลายๆปัจจัย แต่เราก็ผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่ไม่เคยหยุดนิ่งกว่า 15 ปี โดยยึดคติที่ว่า “ปัญหาของชุมชนเรา ถ้าเราไม่แก้ แล้วจะรอให้ใครมาแก้”
ไพฑูรย์ บอกว่า หลักคิดของเขาและเพื่อนๆ คือต้นทุนการพัฒนา โดยการรวมตัวกันของแกนนำที่มีจิตอาสาเรียกว่า คณะทำงานเพื่อการพัฒนาตำบลผักไหมหรือเครือข่ายอาสาพัฒนาสังคมตำบลผักไหม เพื่อวัตถุประสงค์ คือขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตำบล เน้นการบูรณาการ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนสู่ความอย่างยั่งยืน เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนตำบลผักไหมให้อยู่ดี กินดี พร้อมทั้งพัฒนาและฟื้นฟู การพึ่งพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในรูปแบบสวัสดิการ พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เสริม ให้กับคนในตำบล
ชุมชนเรามีหลักการพัฒนาอยู่ว่า เราต้องเน้นการพัฒนาคน การปรับวิธีคิด เพราะชุมชนจะเข้มแข้ง ต้องเข้มแข้งทางความคิด คิดเป็น ทำเป็น เพราะวันนี้สังคมถูกกระแสที่สร้างความอ่อนแอ โถมใส่ทุกวัน
เขามองว่า ปัญหาที่ต้องแก้ คือ ความอ่อนแอทางความคิดของผู้คนในชุมชน ซึ่งเป็นงานใหญ่ นี่คือยุทธศาสตร์ของเรา ไม่ใช่กิจกรรม เพราะกิจกรรมเป็นเพียงเครื่องมือโดยยึดหลักความสมัครใจ และเน้นการพัฒนาบนฐานทุนเดิม มีส่วนร่วมของทุกคน พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละชุมชน บริหารจัดการทุนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด นำมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับส่วนรวม พร้อมทั้งประสานงานบูรณากับหน่วยงานภาคี เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข้ง โดยมีการถอดบทเรียนจากการทำงาน สรุปประเมิน ทบทวนผลหลังการทำงานเพื่อปรับแผนให้ทันกับสถานการณ์ เชื่อว่านี่คือต้นทุนของการพัฒนา จุดเริ่มของชุมชนท้องถิ่นที่จะสามารถจัดการตนเองได้ เป็น “ตำบลแห่งการเรียนรู้และพัฒนาเชิงบูรณาการ เพื่อการจัดการตนเองตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
นางจันทรา หาญสุทธิชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม กล่าวว่า เราไม่ได้คิดเพียงเป็น อบต. สาธารณูปโภค หากแต่เราชวนพี่น้องมาแสดงความคิดเห็นและความต้องการของชุมชน จากนั้นเราก็มาร่วมกันออกแผนพัฒนาตำบลไปด้วยกัน ส่วนงบประมาณเราก็แบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ปัญหาทุกอย่างเราเริ่มจากตัวเอง พวกเราไม่คิดรอ ขอ เพราะพวกเราไม่มีแนวคิดเช่นนั้น ทุกปัญหาทำเองได้ทำเลย ส่วนที่ไม่ไหวเราค่อยหาทางจัดการ
มีหลายครอบครัวหันมาลดละเลิกอบายมุก แล้วตื่นแต่เช้าหันมาใส่ใจทำมาหากิน ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำกันทุกอย่าง หลายครอบครัวหันมาทำเป็นเพื่อนกัน จากนั้นก็ก่อเกิดกิจกรรมด้านการสร้างแหล่งทุนชุมชนในรูปกลุ่มออมทรัพย์มาตั้งแต่ 25 มีนาคม 2541และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้ถูกต้องตาม พรบ.วิสาหกิจชุมชนมาตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน 2548
25 มีนาคม 2543 ก่อเกิดร้านค้าชุมชน เพื่อแก้ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนเป็นการบริการสินค้าอุปโภคบริโภคแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป
19 เมษายน 2544 ก่อเกิดโรงสีข้าวชุมชนและฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์เพื่อบริการสีข้าวสมาชิกและบุคลทั่วไปรวมทั้งแปรรูปข้าวเปลือกเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยผลิตข้าวหอมมะลิแท้ 100 % ปลอดสารพิษ ตรา “ไทรทอง “ซึ่งผ่านการคัดสรรระดับ 3 ดาวระดับประเทศ
1 มกราคม 2545 ก่อเกิดกิจกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ – ชีวภาพแทนการซื้อปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต ลดการนำเงินออกนอกชุมชน เป็นการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งรักษาสิ่งแวดล้อม
1 มกราคม 2545 ก่อเกิดกิจกรรมรถชุมชน เพื่อบริการขนส่งวัตถุดิบและผลผลิตให้กับสมาชิก – บุคคลทั่วไป รวมทั้งใช้ในกิจการของกลุ่มในการขนส่งวัตถุดิบการผลิตและสินค้า
1 พฤศจิกายน 2546 ก่อเกิดกิจกรรมกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับสมาชิก เน้นการรวมทุนเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยเป็นการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตายใน รูปแบบต่างๆ
11 เมษายน 2551 ก่อเกิดกิจกรรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อแก้ปัญหาด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดถั่วปุ๋ยพืชสด
7 กรกฎาคม 2551 ก่อเกิดกิจกรรมผลิตอิฐดินประสาน เป็นการนำเอาดินในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ลดค่าวัสดุก่อสร้างบ้านเรือน
สะอึกเลยเมื่อนายกหญิงเหล็กสาธยาย มองดูแล้วชุมชนนี้ไม่ธรรมดา และนับตั้งแต่นั้นมามีหลายหน่วยงานเข้าไปสนับสนุน ไล่เรียงตั้งแต่กรมการข้าวที่ให้การสนับสนุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ให้การสนับสนุนนักวิชาการในโรงเรียนเกษตรกร สถานีพัฒนาที่ดินศรีสะเกษ ที่ให้การสนับสนุนองค์ความรู้/วัสดุในการปรับปรุงบำรุงดิน สำนักงานพัฒนาชุมชน ที่ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนงานพัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณ/สถานที่/วัสดุอุปกรณ์ใน การขับเคลื่อนในทุก กิจกรรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ให้การสนับสนุนองค์ความรู้/เงินทุนในการ รวบรวมผลผลิต รวมทั้งยังเชื่อมโยงการตลาดให้กับกลุ่ม บริษัทสยามคูโบต้าครอปอเรชั่น จำกัด ที่เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพทาง การเกษตรทั้งด้านองค์ความรู้ เครื่องจักรกลการเกษตรรวมทั้งงบประมาณในทุกโครงการ นี่คือความเป็นมาของเรา ตามสโลแกนที่ว่า “ยิ่งเป็นปัญหาของเรา เราต้องพยายามแก้เองก่อน”
นางสาวนันทิยา ทองดี แกนนำชุมชนตำบลผักไหม เล่าว่า จากที่ผ่านมาเป็นการดำเนินกิจกรรมในรูปแบบหมู่บ้านเดียว เป็นกลุ่มเล็กๆ ส่งผลให้การดำเนินการในเชิงจำนวนและปริมาณน้อยอยากต่อการสร้างพลังในการขับเคลื่อน จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาต่อยอด ขยายผล สร้างเครือข่ายให้ใหญ่ขึ้นในภาพรวมทั้งตำบล รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาของภาครัฐที่มุ่งให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างเครือข่ายในการพัฒนา จึงได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจในภาพรวมของตำบล โดยอาศัยอาแนวคิด แกนนำหลัก ประสบการณ์ ตลอดจนวิธีการจากกลุ่มเดิมมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนในภาพรวมของตำบลผักไหมเน้นการพัฒนาอาชีพทางการเกษตร พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตเพิ่มคุณภาพผลผลิต พัฒนามาตรฐานการผลิตเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มรายได้เน้นการรวมกลุ่มการผลิตและการตลาดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ตำบลผักไหมให้ “อยู่ดี กินดี”
ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลผักไหม ในรูปแบบสมาชิกออมสมทบกองทุนวันละบาท ซึ่งได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตาม พรบ. การจัดสวัสดิการชุมชนตั้งแต่ปี 2551 จนเกิดการยอมรับได้รับการจัดสรรงบประมาณสมทบจากภาครัฐ และอบต.หนึ่งต่อหนึ่งทุกปีตามพรบ.กองทุนสวัสดิการชุมชนถือว่า “เป็น กองบุญ เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของคนในตำบลผักไหม บนพื้นฐาน การฟื้นฟูการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร พึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในรูปสิ่งของ เงินทุน น้ำใจ ตามวิถีชีวิตตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ” มีสมาชิกครบทั้ง 17 หมู่บ้านของตำบลผักไหมกว่า 1000 คน
นันทิยา กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องของกิจกรรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ พัฒนามาเป็นวิสาหกิจชุนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม เป็นการพัฒนาเพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าวในรูปแบบของการส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว ตามนโยบายที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรตำบลผักไหม “อยู่ดี กินดี” เพื่อให้เกษตรกรชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างความเข้มแข็งและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้นที่ผ่านมา มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 243ไร่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้กว่า 80,442 กก.จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 25 บาทส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้กว่า 20,111,050 บาท ทำให้ปีนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 1,384 ไร่
กิจกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพพัฒนามาเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตำบลผักไหมเพื่อส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เองเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดต้นทุนการผลิต
กิจกรรมรถชุมชน พัฒนามาเป็นวิสาหกิจชุมชนเครื่องจักรกลการเกษตรตำบลผักไหมเพื่อเป็นการให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป รวมทั้งกลุ่มมีแผนที่จะพัฒนาแหล่งทุนชุมชนเป็นสถาบันการเงินชุมชนตำบลผักไหม เพื่อเป็นแหล่งทุนสนับสนุนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรและกลุ่มกิจกรรมเครือข่ายตามนโยบายหนึ่งหน่วยหนึ่งสถาบันฯของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ยอมรับว่าชุมชนนี่ “เป็นชุมชนคนไม่ยอมแพ้”
ลองมาดูแผนพัฒนาของตำบลนี้ว่าเขาจะพัฒนาต่อเรื่องอะไรในอนาคต ซึ่งนายรอน มังษะชาติ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลผักไหม กล่าวถึงแผนที่วางไว้และต้องไปให้ถึงคือ แผนการพัฒนาปรับปรุงร้านค้าชุมชนระดับตำบลผักไหมเพื่อรองรับการบริการปัจจัยการผลิตและรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรผ่านบัตรเครดิตเกษตรกรตามนโยบายของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรและการตลาดลูกค้า ธกส.ศรีสะเกษ (สกต.) แผนการพัฒนาโรงสีข้าวและอาคารเก็บวัตถุดิบ ผลผลิตของกลุ่มเพื่อรองรับการแปรรูปผลผลิตข้าว แผนการดำเนินการทำธนาคารขยะ แผนการดำเนินการทำธนาคารต้นไม้ เพื่อพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมของตำบลที่มุ้งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตำบลผักไหมให้ “อยู่ดี กินดี” โดยความร่วมมือของประชาชนเพื่อการพัฒนาตำบลผักไหมให้จัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน
นี่คือ คาถาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า “อะไรทำได้ ทำเองก่อน” และทุกปัญหาแก้ไขได้ถ้าทุกคนร่วมมือกัน
สุนัน ชามาส ผู้สื่อข่าวชุมชน จ.อุบลราชธานี : รายงาน





