playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ริมคลองลาดพร้าว /  โครงการเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล คสช.เดินหน้า  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  ผู้ว่า กทม.เป็นประธานพิธีตอกเสาเข็มปฐมฤกษ์โครงการก่อสร้างเขื่อนและประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในคลองลาดพร้าว  คาดเสร็จตามกำหนดในปี 2562  ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านชุมชนริมคลองที่ได้รับผลกระทบจากแนวก่อสร้างเขื่อนยืนยันพร้อมสนับสนุนโครงการ  แต่ขอให้ กทม.ลดแนวความกว้างของเขื่อนเหลือ 25 เมตรเพื่อให้สร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้  เผยมีชุมชนในแนวก่อสร้างเขื่อน 74 ชุมชน  กว่า 10,000 ครอบครัว  ด้าน พอช.เตรียมแผนรองรับที่อยู่อาศัยชาวบ้านใช้งบกว่า  4,000 ล้านบาท


โครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตและประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองสายหลักในเขตกรุงเทพฯ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  เริ่มดำเนินการให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว  โดยในช่วงแรก (พ.ศ.2559-2561) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว  (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง)  และคลองบางซื่อ  จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9 - รามคำแหงไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้  เขตสายไหม  รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ  45  กิโลเมตร (ทั้งสองฝั่ง) เพื่อระบายน้ำลงสู่อุโมงค์ยักษ์ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและลงสู่ทะเลต่อไป 

1_4.JPG
โดยในวันนี้ (10 มกราคม 2559) เวลา 9.00 น.  ที่บริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา  ริมคลองลาดพร้าว  เขตวังทองหลาง  ได้มีพิธีตอกเสาเข็มปฐมฤกษ์โครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กและประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ  โดยมี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เป็นประธานในพิธี  ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านในชุมชนริมคลองลาดพร้าว  คลองบางซื่อ  และคลองเปรมประกรที่ได้รับผลกระทบจากการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนได้ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ กทม.เพื่อขอให้ลดความกว้างของแนวเขื่อนลง  เพื่อให้ชาวชุมชนสามารถรื้อย้ายบ้านและก่อสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  กล่าวว่า  คลองลาดพร้าวมีความสำคัญในการระบายน้ำในเขตกรุงเทพฯ จึงต้องมีการพัฒนาระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ  ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจสำคัญของ กทม.  แต่เนื่องจากพื้นที่ริมคลองเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนจำนวนมาก  จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลทุกข์สุกของประชาชนควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการระบายน้ำ  และในอนาคตก็จะต้องมีการพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวด้วยเพราะคลองต่างๆ เหล่านี้มีศักยภาพในการท่องเที่ยวอยู่แล้ว

“ต้องขอขอบคุณรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนและบูรณาการในการทำงานร่วมกัน  โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนริมคลองที่ให้ความร่วมมือ  เสียสละเพื่อส่วนรวม  หากประชาชนไม่ให้ความร่วมมือโครงการนี้ก็จะเดินหน้าไปไม่ได้  ส่วนข้อเรียกร้องของประชาชนริมคลองที่ต้องการให้ กทม.ลดแนวความกว้างของเขื่อน  และเพิ่มพื้นที่ริมคลองเพื่อให้ชาวบ้านสร้างบ้านได้  ตลอดจนการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้น กทม.ก็ยินดีรับฟังและจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณา”  ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

resize.JPGนายจำรัส  กลิ่นอุบล  ตัวแทนเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง  กล่าวว่า  วันนี้ชาวชุมชนริมคลองได้ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือต่อทางผู้ว่าฯ กทม.เพื่อขอให้ทางสำนักการระบายน้ำ กทม.ที่รับผิดชอบการก่อสร้างเขื่อนลดแนวความกว้างของเขื่อนในคลองลาดพร้าวจากเดิมที่กำหนดเอาไว้ประมาณ 30-38 เมตร  ทำให้ชุมชนต่างๆ ได้รับผลกระทบจากแนวก่อสร้างเขื่อน  เพราะทางสำนักการระบายน้ำได้เหลือพื้นที่บนบกหลังแนวเขื่อนให้ชาวบ้านได้สร้างบ้านใหม่มีความกว้างตลอดแนวคลองประมาณ 12 เมตรเท่านั้น  ไม่สามารถรองรับชาวบ้านได้ทั้งหมด  และไม่มีพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์     ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องรื้อย้ายไปหาที่อยู่อาศัยใหม่  ไกลจากโรงเรียนเดิมของเด็ก  และไกลจากแหล่งอาชีพเดิม

พวกเราไม่ได้คัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม.  เพราะชาวบ้านที่ปลูกบ้านล้ำลงไปในคลองก็พร้อมที่จะรื้อย้ายออกจากคลองและแนวเขื่อน  แต่ กทม.และสำนักการระบายน้ำก็จะต้องเหลือพื้นที่ให้ชาวบ้านได้สร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมตามโครงการบ้านมั่นคงด้วย  ซึ่งหากลดความกว้างของคลองหรือเขื่อนที่จะก่อสร้างในคลองลาดพร้าว  คลองบางซื่อ  และคลองเปรมประชากร  เหลือประมาณ 25 เมตร  กทม.ก็ยังสามารถระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เพื่อระบายออกแม่น้ำเจ้าพระยาได้  และจะทำให้ชุมชนต่างๆ มีพื้นที่เหลือตลอดแนวลำคลองกว้างประมาณ  15-20 เมตร  พอที่จะสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้  ไม่ใช่เหลือเพียง 12 เมตร  นายจำรัสกล่าว

ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวด้วยว่า  วันนี้ตัวแทนชาวบ้านริมคลองในแนวก่อสร้างเขื่อนจำนวน 30 คน  ได้เดินทางโดยเรือจากบริเวณวัดลาดพร้าวมายังพื้นที่ริมคลองที่จะมีการตอกเสาเข็มเพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อทางผู้ว่าฯ กทม.  แต่ได้ถูกเรือของสำนักการระบายน้ำ กทม. ซึ่งมีทหารอยู่ด้วยจำนวน 2 ลำปิดกั้นไม่ให้เข้ามายื่นหนังสือ  แต่ทางชาวบ้านได้ต่อรองจนสามารถเข้ามายื่นหนังสือผ่านนายทหารระดับสูงที่มาดูแลความสงบในพิธีเพื่อส่งหนังสือให้แก่ผู้ว่า กทม.ได้  โดยทางเครือข่ายระบุไว้ในหนังสือว่าขอให้ กทม.ทำหนังสือแจ้งผลการพิจารณาตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายภายใน 15 วัน

นายพลากร  วงค์กองแก้ว  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กล่าวว่ารัฐบาลได้มอบหมายให้ พอช.ที่เคยจัดทำโครงการบ้านมั่นคงให้แก่ประชาชนมาก่อนรับผิดชอบจัดทำแผนงานรองรับด้านที่อยู่อาศัยชาวชุมชนริมคลองที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน  ซึ่งตามแผนงาน 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) จะมีพื้นที่ดำเนินการในเขตห้วยขวาง วังทองหลาง ลาดพร้าว  จตุจักร หลักสี่  บางเขน  ดอนเมือง  และสายไหม  รวม  74 ชุมชน  จำนวน 11,004  ครัวเรือน  ประชากรรวม  64,869  คน  ใช้งบประมาณรวม 4,061 ล้านบาท 

ส่วนเรื่องที่ดินกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของที่ดินริมคลองที่ชุมชนตั้งอยู่ก็จะให้ชาวบ้านเช่าที่ดินในระยะยาวราคาถูก  ไม่ต่ำกว่า 30 ปี  เพื่อให้ชาวบ้านอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้  โดยการย้ายบ้านพ้นแนวเขื่อน  จัดผังชุมชนใหม่  หากที่ดินไม่พอเพียง  ชาวบ้านก็ต้องรวมกลุ่มกันไปหาซื้อที่ดินใหม่  หรือหาที่อยู่อาศัยของการเคหะ  โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณบางส่วน  ผอ.พอช.กล่าว  และกล่าวด้วยว่า  หากเป็นไปตามแผนงานชุมชนที่มีความพร้อมจะเริ่มรื้อย้ายและก่อสร้างบ้านใหม่ภายในเดือนเมษายนปีนี้   โดยในปีนี้ พอช.มีแผนรองรับชาวบ้านที่จะรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม  จำนวน 26 ชุมชน  รวม  3,810 ครัวเรือน  ใช้งบ  1,401  ล้านบาทเศษ  ส่วนพื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม  ดอนเมือง  จตุจักร  หลักสี่   และห้วยขวาง

ด้านตัวแทนบริษัทริเวอร์  เอ็นจิเนียริ่ง  จำกัด  ผู้ประมูลงานก่อสร้างได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท  กล่าวว่า  ระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญา 1,260 วัน  หรือกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2562 นั้น  ทางบริษัทเชื่อว่าจะสามารถก่อสร้างได้ตามกำหนด  แม้ว่าจะมีชาวบ้านที่ยังไม่ยอมรื้อย้ายออกจากแนวเขื่อน  แต่ก็เชื่อว่ารัฐบาลและ กทม.จะเจรจากับชาวบ้านได้  เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของส่วนรวมเพื่อป้องกันน้ำท่วม  นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีแผนการรองรับด้านที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน  ไม่ได้ทอดทิ้งหรือไล่รื้อแต่อย่างใด  

ส่วนแผนการก่อสร้างของบริษัทนั้นจะแบ่งงานก่อสร้างออกเป็นช่วงๆ  จำนวน 8 ช่วง  โดยจะเริ่มก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ริมคลองที่ไม่มีบ้านเรือนประชาชนก่อน  รวมระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร  หรือคิดเป็น 20 % ของเนื้องานทั้งหมด  และหากพื้นที่ใดที่ชุมชนรื้อย้ายแล้วบริษัทก็จะขนเครื่องจักรเข้าไปก่อสร้างได้ทันที

สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมฯ รูปแบบเป็นเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.(สมอยึดด้านหลัง)  ความยาว 40,000 เมตร  และ  5,300  เมตร  รั้วเหล็กกันตกความยาว 43,000 เมตร  รวมความยาวทั้งหมดประมาณ 45 กิโลเมตร (ทั้งสองฝั่งคลอง) และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง  ระยะเวลาก่อสร้าง  1,260 วัน  งบประมาณจำนวน  1,645 ล้านบาท  หน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้างเขื่อนคือ  กองระบบคลอง  สำนักการระบายน้ำ  กรุงเทพมหานคร 

ทั้งนี้สำนักการระบายน้ำมีเป้าหมายที่จะก่อสร้างเขื่อนให้มีความกว้างของคลองขนาด 38 เมตรตลอดทั้งโครงการ   และจะมีการขุดลอกคลองให้ลึกจากเดิมอีก 3 เมตรด้วย  โดยตั้งเป้าหมายว่าเมื่อการก่อสร้างเขื่อนเสร็จสิ้นจะทำให้มีพื้นที่รองรับน้ำฝนและระบายน้ำได้มากกว่าเดิม  80 %  หรืออีกกว่าเท่าตัว  ทั้งยังทำให้ง่ายต่อการขุดลอกคลองและป้องกันการทรุดตัวของตลิ่งสองฝั่งคลองด้วย

ส่วนน้ำที่ระบายลงสู่คลองจะไหลเข้าสู่อุโมงค์เขื่อนยักษ์ที่มีขนาดความกว้าง 5 เมตรเพื่อลัดออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา  ซึ่งขณะนี้ กทม.มีอุโมงค์ระบายน้ำแล้ว 1 แห่ง  คือ อุโมงค์พระราม 9 บริเวณปากคลองลาดพร้าวเชื่อมกับคลองแสนแสบ   กำลังสร้างอีก 1 แห่งบริเวณถนนรัชดาภิเษก  เชื่อมคลองลาดพร้าวกับคลองบางซื่อ  และอุโมงค์ในคลองเปรมประชากรที่มีแผนจะสร้างต่อไป  เพื่อระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและไหลออกสู่ทะเลต่อไป

 

ข้อเรียกร้องของชาวบ้าน

1313.jpg1312.jpg

 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter