playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1202 2

                ชุมชนบางบัว/ โครงการรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์เดินหน้า  กฟน.เริ่มรับซื้อกระแสไฟที่ผลิตจากบ้านเรือนแล้ว 364 ราย  ในอัตรายูนิตละ 6.85 บาท  ขณะที่บ้านมั่นคงในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการเข้าร่วมโครงการรวม 40 หลัง  ขายไฟให้แก่ กฟน.เพิ่มรายได้ประมาณเดือนละ 2,500  บาท และนำรายได้ 10เปอร์เซ็นต์เข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน   ด้านนักวิชาการไทยและอเมริกันหนุนชุมชนริมคลองเป็นต้นแบบในการผลิตพลังงานสะอาด  เสนอรัฐมีมาตรการสนับสนุนชาวบ้านผลิตโซล่าร์เซลล์ขายและใช้เอง

                ตามที่รัฐบาลและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีนโยบายสนับสนุนให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar  PV  Rooftop)  จากบ้านเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก  โดยเฉพาะการผลิตโซล่าร์เซลล์จากบ้านอยู่อาศัย (ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์)  ซึ่งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นเรื่องเพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ กฟน.เป็นระยะเวลา 25 ปี  ตั้งแต่ช่วงปลายปี  2556 ที่ผ่านมา   จนถึงปัจจุบันมีผู้ที่สนใจได้ทำสัญญาขายไฟกับ กฟน.ไปแล้ว  รวม  364 ราย (เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล) กำลังการผลิตรวม 40 เมกกะวัตต์   ในอัตรายูนิต ละ 6.85 บาท  ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ให้การสนับสนุนเข้าร่วมผลิตโซล่าร์เซลล์ด้วยรวม 40 หลัง
1202 4                พันโทสมชาย  จินต์ประยูร   ประธานชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1  ริมคลองบางบัว   เขตหลักสี่   กรุงเทพฯ  เปิดเผยว่า  ตนได้นำแนวคิดเรื่องการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า  และขายเข้าระบบไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้านครหลวงมาใช้ในชุมชนตั้งแต่เมื่อ  2 ปีที่ผ่านมา   ซึ่งในชุมชนบางบัวฯ มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งหมดจำนวน 4 หลัง  ขนาดกำลังการผลิตหลังละ  3 กิโลวัตต์  และเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เริ่มขายกระแสไฟฟ้าให้แก่ กฟน.แล้ว   ในอัตราเฉลี่ยยูนิตละ  6 บาท 85 สตางค์  ซึ่งในแต่ละวันแผงโซล่าร์เซลล์  1 หลังจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มที่ประมาณ  5 ชั่วโมง  จำนวน  12  ยูนิต  คิดเป็นมูลค่าวันละ 82.20 บาท   หรือประมาณเดือนละ 2,500 บาท  รวมปีละ  30,000 บาท 

ถ้ามีแสงแดดจัดตลอดทั้งวันก็จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากว่า 12 ยูนิตทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก  หรือลงทุนประมาณ   7 ปีเศษก็จะคุ้มทุน  และระยะเวลาที่เหลืออีก 18 ปีก็จะเป็นกำไรล้วนๆ  ที่สำคัญก็คือ  ทำให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาดให้แก่สังคม  ไม่เกิดปัญหามลพิษเหมือนกับโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือชีวมวล  ประธานชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1 กล่าว

                สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์  ราคาประมาณ 220,000 บาท  ประกอบด้วย  แผงโซล่าร์เซลล์  ตู้เก็บกระแสไฟ-จ่ายไฟ  เบรกเกอร์  อุปกรณ์ต่อพ่วง  ฯลฯ  และค่าติดตั้ง  โดยได้รับการสนับสนุนเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  รายละ  180,000 บาท  ระยะเวลาผ่อนส่ง  15 ปี  ดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อปี   โดยผ่อนส่งเป็นรายเดือนๆ ละ 1,080 บาทหลังจากที่ขายไฟได้แล้ว

                ส่วนอายุการใช้งานแผงโซล่าร์เซลล์นานประมาณ  25 ปี  ซึ่งบริษัทที่จำหน่ายและติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์จะรับประกันและซ่อมบำรุงรักษาตลอด 25 ปี  ทั้งนี้ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตและขายให้แก่ กฟน.นี้คิดเฉลี่ยเพียง  75 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด  หากมีแสงแดดจัดตลอดทั้งปีก็จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าวันละ 12 ยูนิต  นอกจากนี้หากจะผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในครัวเรือนก็สามารถใช้เครื่องไฟฟ้าได้ตามปกติ  แต่ควรจะเพิ่มขนาดเป็น 5 กิโลวัตต์  และจะต้องมีแบตเตอรี่สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ต่างหากเพื่อใช้ไฟในตอนกลางคืน

                ด้านการบริหารจัดการนั้น  พันโทสมชายกล่าวว่า  เดิมชุมชนได้ทำเรื่องขายไฟให้แก่ กฟน.ในนามสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนบางบัวฯ แต่มีข้อติดขัดเรื่องพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 หมวด 2  เรื่องวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่ไม่เปิดช่องให้สหกรณ์ฯ ขายไฟ  ดังนั้นชุมชนจึงต้องทำเรื่องขายไฟในนามบุคคล  อย่างไรก็ตาม  สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้ตกลงกันว่าจะนำรายได้จากการขายไฟฟ้าเดือนละ 10 %  ต่อหลัง  หรือประมาณหลังละ 250 บาทมาเป็นสวัสดิการช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชน  ซึ่งจะทำให้ชุมชนมีกองทุนสวัสดิการเดือนละ 1,000 บาท  หรือปีละ  12,000 บาท  หากคิดตลอดระยะเวลาที่ขายไฟฟ้า 25 ปีก็จะมีเงินเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท

                พันโทสมชายกล่าวด้วยว่า  นอกจากชุมชนบางบัวเชิงสะพานไม้ 1  ที่ผลิตโซล่าร์เซลล์ขายให้แก่ กฟน.จำนวน 4 หลังแล้ว  ยังมีชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงที่ พอช.สนับสนุนเข้าร่วมโครงการนี้อีก 3 ชุมชนอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ  คือ ชุมชนบ้านมั่นคงแพรกษาใหม่  15 หลัง, บางพลีน้อย 14 หลัง  และแหลมฟ้าผ่า  7 หลัง  รวมทั้งหมด  40 หลัง   ซึ่งหาก กฟน.เปิดรับซื้อไฟฟ้าอีก  และพอช.หรือหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็จะมีชาวชุมชนเข้าร่วมโครงการผลิตโซล่าร์เซลล์อีกเป็นจำนวนมาก

                นายยรรยง   บุญ-หลง  นักวิจัยอิสระ  ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าว  กล่าวว่า  ตนได้ศึกษาเรื่องการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ในชุมชนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่ กฟน.แล้ว  เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะสนับสนุนให้ชาวบ้านผลิตกระแสไฟฟ้าขาย   โดยเฉพาะชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่กำลังจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม.  และจะต้องสร้างบ้านใหม่ประมาณ 1,200 หลัง  ซึ่งชาวบ้านจะต้องมีภาระในการกู้ยืมและผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.เฉลี่ยประมาณหลังละ  2,000 บาทต่อเดือน   หากชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการผลิตกระแสไฟฟ้าขายก็สามารถจะช่วยแบ่งเบาภาระจากการผ่อนชำระค่าเงินกู้ได้ 


1202 3

          นายยรรยงกล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ในการก่อสร้างบ้านใหม่หากมีการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ก็สามารถนำแผงโซล่าร์เซลล์มาใช้แทนหลังคาบ้านได้  เพราะแผงโซล่าร์เซลล์เป็นวัสดุที่แข็งแกร่ง  มีความทนทาน  ทำให้ลดค่าก่อสร้างลงได้  แต่ชุมชนที่จะติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ควรจะติดตั้งขนาด  5 กิโลวัตต์เพื่อครอบคลุมทั้งหลังคา  ส่วนการลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นหลังละประมาณ  300,000  บาทเศษ  แต่รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นคือประมาณหลังละ 5,000 บาทต่อเดือนเช่นกัน  หากรวมระยะเวลา 25 ปีก็จะขายกระแสไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่า  1 ล้าน 5 แสนบาท  นอกจากนี้ในอนาคตจะมีผู้ผลิตและจำหน่ายแผงโซล่าร์เซลล์เพิ่มขึ้นอีก  ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ลดลงอีก

 
               อย่างไรก็ตาม  การผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์นี้   หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนชาวบ้านทั้งในเรื่องของเงินกู้เพื่อลงทุนระยะยาว  ดอกเบี้ยต่ำ   การฝึกอบรมให้มีความรู้เรื่องการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์  ฯลฯ    ก็จะทำให้นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลเป็นจริง  เพราะชาวบ้านยังขาดแคลนเรื่องเงินทุน  และการติดตั้งก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง  หากชาวบ้านมีความรู้เรื่องการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ก็สามารถทำเป็นอาชีพได้  นอกจากนี้ กฟน.ก็จะต้องสนับสนุนชุมชนด้วยการเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ด้วย


                การผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่ กฟน.ของชาวบ้านหลายชุมชนในครั้งนี้  ถือว่าเป็นแห่งแรกในประเทศไทยหรือเป็นแห่งแรกของอาเซียนก็ได้ที่ชุมชนเมืองสามารถสร้างรายได้จากการผลิตไฟฟ้าขาย  และถือว่าเป็นพลังงานสะอาดที่ได้จากธรรมชาติ  ไม่ต้องสร้างเขื่อนหรือใช้พลังงานจากถ่านหิน  ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะให้การสนับสนุนชาวบ้าน  โดยเฉพาะในชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่กำลังจะสร้างบ้านใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนประมาณ  1,200 หลัง  หากสนับสนุนให้ชุมชนเหล่านี้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ก็จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น  และยังช่วยผลิตพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น  อีกทั้งขณะนี้ประเทศจีนที่เป็นผู้ผลิตแผงโซล่าร์เซลล์รายใหญ่ของโลกได้มาตั้งโรงงานในเมืองไทยแล้ว  ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนในการผลิตแผงโซล่าร์เซลล์ลดลง  นายยรรยงกล่าว

                นายโนอาห์  คิทเธอร์  นักวิชาการด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์  สหรัฐอเมริกา  ซึ่งเคยเข้ามาทำงานวิจัยเรื่องพลังงานทดแทนในเมืองไทยและได้เข้ามาเยี่ยมชุมชนบางบัวฯ กล่าวว่า  ตนสนับสนุนให้ชาวบ้านผลิตพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนพลังงานจากถ่านหินหรือชีวมวล  เพราะพลังงานจากแสงอาทิตย์จะไม่มีวันหมด หรือหากใช้ร่วมกับพลังงานลมก็จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการใช้พลังงาน  ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากเขื่อนหรือถ่านหินเพียงอย่างเดียว  ซึ่งในขณะนี้กองทัพสหรัฐฯ ได้เพิ่มปริมาณการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ในกองทัพแล้ว  เพราะหากเกิดสงครามหรือมีการทำลายโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว  กองทัพก็ยังมีโซล่าร์เซล์ใช้  โดยติดตั้งแผงโซล่าร์บนรถบรรทุก  สามารถเคลื่อนที่หรือหลบหลีกอาวุธได้ 

ส่วนในเมืองไทยนั้น  หากมีการผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่หรือมีอุปกรณ์เก็บกระแสไฟฟ้าเพื่อสำรองไฟเอาไว้ใช้ในตอนกลางคืนหรือใช้ในตอนที่ไฟฟ้าดับแล้ว  ก็จะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองด้านพลังงานได้  นายโนอาห์กล่าวในตอนท้าย





















แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter