เหตุการณ์ที่นายทุนบงการให้ชายฉกรรณ์ร่วมร้อยคน นำก้อนหินปิดทางไม่ให้ชาวเลอุรักลาโว้ย ที่ราไวย์ ภูเก็ต ไปใช้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมความเชื่อ (สุสาน) จนก่อให้เกิดการปะทะกัน ได้รับบาดเจ็บเลือดตกยางออก เมื่อวันที่ 27 ม.ค 2559 ที่ผ่านมา เหตุการนี้สะท้อนให้สังคมเห็นความป่าเถื่อนของผู้กระทำ และหากสาวข้อเท็จจริงออกมา จะตีแผ่ให้เห็นถึงระบบยุติธรรมของไทยเกี่ยวกับที่ดินที่ล่าหลัง ไม่อาจหาความเป็นธรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคม และที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างยิ่งเช่นกันก็คือ ระบบของมหาดไทยที่ไม่อาจบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนได้ อย่างที่ควรจะเป็น


สำรวจข้อมูลชาวเลที่อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินไทย พบว่ามีอยู่หลายชาติพันธุ์ ได้แก่อุรักลาโว้ย มอแกน มอแกลน เป็นชนเผ่าที่เร่ร่อนอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย ยามมีภัยพิบัติโรคระบาดหรือทำมาหากินได้ยากขึ้น ก็จะย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ รักความเป็นอิสระและไม่จับจองความเป็นเจ้าของในที่ดินที่อาศัย ปัจจุบันมีชาวเลอาศัยในแผ่นดินไทยประมาณสองหมื่นคน โดยอุรักลาโว้ยส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และสตูลส่วนมอแกนและมอแกลนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัด พังงาและระนอง ชาวเลเหล่านี้ คนไทยทั่วไปรู้จักในนาม “ไทยใหม่” เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ มีบัตรประชาชนมีทะเบียนบ้านและทั้งหมดได้รับพระราชทานสกุล จากสมเด็จย่าและพระเจ้าอยู่หัว เช่น หาญทะเล,ทะเลลึก,ช้างน้ำ,ประโมงกิจ ฯลฯ
ชาวเลดังกล่าวอาศัยอยู่กับธรรมชาติจับปลาจับสัตว์น้ำ ด้วยเครื่องมือแบบง่ายๆ ซึ่งสืบทอดกันมา เหลือกินเหลือใช้ก็นำไปแลกกับข้าวสาร เครื่องนุ่งห่มและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนบ้านช่วยกันสร้างด้วยวัสดุจากธรรมชาติ อยู่กันอย่างเรียบง่ายและมีความสุขตลอดมา มีการนับถือบรรพบุรุษ จึงมีสุสานฝังศพอยู่ในหมู่บ้านหรือบนที่ดินที่อยู่ใกล้ๆ

ดูสภาพและความเป็นอยู่ของชาวเลไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหากความเจริญด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น บนฝั่งทะเลอันดามันไม่ไปละเมิดสิทธิชุมชนชาวเล ซึ่งอาศัยอยู่ก่อนและนายทุนเห็นว่าที่อยู่ของชาวเลเหล่านี้ มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี จนนำไปสู่การออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบจำนนวนมาก และอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญก็คือ ในบางพื้นที่รัฐประกาศเป็นเขตอนุรักษ์หรืออุทยานทางทะเลทับที่ซึ่งชาวเลอาศัยอยู่ก่อน และห้ามไม่ให้ชาวเลจับปลาในเขตอุทยานดังกล่าว ทั้งที่ชาวเลอยู่อาศัยแลทำมาหากินมาเป็นร้อยปี
ปัญหาดังกล่าวถูกเก็บเงียบใต้พรหมมานาน จนกระทั้งหลังเหตุการณ์ ธรณีภัยพิบัติสึนามิในปี 2547 ชาวเลที่หนีตายจากคลื่นยักษ์ เมื่อคลื่นสงบพบว่าพากเขาไม่อาจกลับไปอาศัยอยู่บนที่ดินเดิมได้ เนื่องจากนายทุนอ้างสิทธิในที่ดินเหล่านั้นและยังแสดงหลักฐานเอกสารสิทธิที่ออกอย่างถูกต้องโดยราชการไทยที่รับผิดชอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวเลได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า องค์กรพัฒนาเอกชน หลายองค์กรเข้าไปทำงานเพื่อให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลนิธิชุมชนไท ได้เชื่อมโยงพี่น้องชาวเลมาพูดคุยหาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกัน จนเกิดเป็น “เครือข่ายชาวเล” ที่เชื่อมโยงกันทุกจังหวัด ทุกชาติพันธุ์ในขณะที่รัฐบาลก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินชาวเลโดยมีพล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการสืบค้นข้อมูลข้อเท็จจริง และมิติของการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ไม่ใช่มุ่งแต่ยึดหลักฐานของทางราชการเป็นหลักเท่านั้น และที่สำคัญคือการทำให้ชาวเลซึ่งไม่เคยสนใจเรื่องสิทธิมาก่อนได้ตระหนักและให้ความสำคัญด้านสิทธิมากขึ้น มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำงานมากขึ้นและสังคมได้รับรู้เรื่องราวของคนไทยกลุ่มนี้มากขึ้น
กล่าวเฉพาะชาวไทยใหม่ “อุรักลาโว้ย” ที่อาศัยอยู่ที่ราไวย์ ชาวบ้านบอกว่าได้อาศัยอยู่ที่นี่ ออกทะเลจับปลาที่นี่ ฝังศพบรรพบุรุษที่นี่ นับร้อยปีแล้ว ปัจจุบันมีอยู่จำนวนกว่าสองพันคน และด้วยเหตุที่ชาวเลราไวย์ ไม่ได้สนใจเรื่องการจับจองสิทธิและไม่รู้หนังสือทำให้เมื่อรัฐมีการออก สค.1 ในปี 2498 ชาวเลหลายรายไม่ได้ไปแจ้งแต่อย่างใดทำให้มีผู้จับจองแทน และเมื่อความเจริญทางการท่องเที่ยวเข้ามาที่ดินมีค่ามากขึ้น เกิดการซื้อขายสิทธิของนายทุนมีการฟ้องร้องขับไล่ ตามมาด้วยนายทุนเป็นผู้ชนะคดี เนื่องจากศาลได้ยืดถือหลักฐานเอกสารของทางราชการเป็นหลัก
หากมองข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งจะพบหลักฐานสำคัญหลายประการจนเป็นการยืนยันคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าพวกเขาอาศัยที่นี่มานับร้อยๆปี เช่น ต้นมะพร้าวซึ่งมีอายุกว่าร้อยปี หลักฐานเอกสารทะเบียนนักเรียนที่ออกในปี 2475 ซึ่งมีชื่อเด็กชาวเลอยู่ร่วม 30 คน มีหลักฐานที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมชาวเลในปี 2502 และที่สำคัญก็คือหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ขุดกระดูกของชาวเลไปพิสูจน์ DNA ถึง อเมริกา ผลพิสูจน์ออกมาว่าเป็น DNA ของชาวเลที่มีอายุร้อยปีเศษซึ่งสืบสาวราวเรื่องสายตระกูลได้อย่างชัดเจน เป็นต้น
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ทั้งพล อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินชาวเลและพ.ต.ท.ประวุฒิวงศ์ศรีนิล จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฟันธงด้วยหลักฐานว่า ที่ราไวย์ชาวเลอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการออกเอกสารสิทธิ์ “ดังนั้นการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับนายทุน” จากกรณีดังกล่าวจึงอาจเป็นการออกโดยมิชอบ ซึ่งกฎหมายให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆทั้งสิ้น สาเหตุเป็นเพราะกลัวนายทุนฟ้องกลับหรือจะเป็นการเปิดแผลของราชการกันเอง ก็สุดที่จะคาดเดา
รศ.มร.ว. อคิน รพีพัฒน์ นักวิชาการเพื่อชุมชนได้ทำการวิจัยคดีเกี่ยวกับที่ดินโดยยกกรณีศึกษา 5 พื้นที่ ทั่วประเทศซึ่งราไวย์ก็เป็นหนึ่งในห้ากรณีดังกล่าว ผลการวิจัยได้ข้อสรุปที่น่าสนใจอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคดีความที่เกี่ยวกับที่ดินควรจะเปลี่ยนจากระบบกล่าวหาเหมือนคดีปกติไปเป็นระบบไต่สวน กล่าวคือ ควรให้ความสำคัญกับหลักฐาน ที่ไม่ใช่หลักฐานของทางราชการเท่านั้น เช่น การตั้งถิ่นฐาน หลักฐานทางความเชื่อและหลักฐานเอกสารแวดล้อมอื่นๆ ดังนั้นการเดินไต่สวนจะทำให้การตัดสินคดีมีความรอบคอบและเป็นธรรมมากขึ้น
ประการถัดมา คือ กรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน แต่ไม่เคยดำเนินการ ก็ควรที่จะปรับแก้ให้เป็นอำนาจขององค์คณะ ซึ่งจะตัดปัญหาที่อธิบดีกรมที่ดินต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียวลงไปได้
กล่าวโดยสรุปแล้ว การแก้ปัญหาที่ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินชาวทะเลโดยผ่านการทำงานอย่างจริงจังมาตั้งแต่หลังสึนามิสิบกว่าปีเข้าไปแล้ว มีองค์ความรู้ใหม่ มีข้อมูล มีงานวิจัยรองรับมีหลักฐานที่หน่วยงานของรัฐรับรอง ซึ่งมากพอที่จะแก้ปัญหาให้เกิดความยุติธรรมได้ แต่ปัญหาถูกปล่อยเรื้อรัง ขาดความรับผิดชอบจากผู้ที่ต้องรับผิดชอบ พอเกิดเรื่องขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็ค้นหาข้อมูลกันใหม่ วนเวียนอย่างไม่รู้จบสิ้นหรือว่านี่คือระบบการทำงานของรัฐที่ซื้อเวลาไปวันๆ แบบไม่ต้องรับผิดชอบ

สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน





