
ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชน 4 ภาค 4 เวที และพิเศษสำหรับแกนนำสภาองค์กรชุมชนที่ หลังร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นคลอดออกมา เมื่อวันที่ 29 ม.ค 2559 ที่ผ่านมา
ผมได้มีโอกาสเข้าร่วม 2 เวที คือ เวทีที่รัฐสภาและเวทีภาคใต้ ทำให้ทราบแนวคิดของผู้ร่างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักๆสามประการ คือ 1.) ต้องการทำให้สิทธิต่างๆ เกิดผลต่อประชาชนและชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ต้องต่อสู้จึงจะได้มาและได้เฉพาะกลุ่มคนที่ต่อสู้เท่านั้น 2.) ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และ 3.) ทำให้การเมืองสุจริต ขจัดการทุจริตให้เหลือน้อยที่สุด
กล่าวเฉพาะประเด็นแรกคือการทำให้สิทธิของประชาชนเกิดผลอย่างแท้จริง นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า ที่ผ่านมาประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล การร่างรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง ประชาชนอยากให้ระบุความต้องการของตนลงไปในร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิชุมชน รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดไว้แค่นี้ รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ระบุให้มากขึ้นและจะมากใช้เรื่อยๆ
ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเปลี่ยนวิธีการรับรองและคุ้มครองสิทธิใหม่จากเดิมที่รับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเฉพาะที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นว่า “การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในกฎหมายบุคคลอย่างมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำได้และได้รับการคุ้มครอง”
นอกจากนี้ เพื่อให้สิทธิของประชาชนและสิทธิชุมชนเป็นสิ่งที่จับต้องได้ไม่ใช่เขียนเป็นสิทธิลอยๆเหมือนที่ผ่านมา จึงกำหนดให้มีหน้าที่ของรัฐขึ้นมาใหม่หลายประการ ( ซึ่งเรื่องเหล่านี้ในรัฐธรรมนูญปี 40 ก็ดี ปี 50 ก็ดี กำหนดให้เป็น “สิทธิของชุมชน” ) เช่น “รัฐต้องคุ้มครองและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนโดยสอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและหลักการกระจายอำนาจ เป็นต้น” โดยนายมีชัย ให้เหตุผลว่าหากกำหนดเช่นนี้แล้วถ้ารัฐไม่ทำประชาชนสามารถฟ้องร้องได้ ซึ่งโทษหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เรื่องนี้หากมองผิวเผินจะทำให้หัวใจพองโต แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่าเป็นเหมือนหลุมพรางที่ขุดหลอกเอาไว้ เพื่อไม่ให้ภาคประชาชนเติบโต ทั้งนี้เพราะนับแต่ประเทศไทยมีการใช้แผนพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ปี 2503 ทำให้รัฐเป็นผู้กำหนดการพัฒนา ประชาชนเป็นเพียงผู้รอรับผลแห่งการพัฒนาของรัฐ ดังนั้นการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา จึงก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ชุมชนซึ่งเป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญมีความอ่อนแอ ประสบปัญหาความยากจน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนถูกทำลายเสื่อมโทรม
ดังนั้นกว่า 30 ปี ที่ผ่านมาชาวบ้าน ได้มีความพยายามที่จะรวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชน เพื่อให้มีความเข้มแข็ง เข้าใจและเข้าถึงสิทธิที่ควรจะมีควรจะได้ จนเกิดเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งทั่วประเทศ ชุมชนเหล่านี้มีการถักทอเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อก้าวไปสู่การเข้าถึงสิทธิในการจัดการตนเองในทุกระบบ เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพตลอดจนการจัดการด้านสุขภาพ ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าการรวมตัวเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็งเช่นนี้ สาเหตุหลักมาจากความคิดที่ไม่ต้องการพึ่งรัฐหรือไม่ต้องการให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเป็นผู้วางแผน แต่ทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ ภาคประชาชนจะต้องเป็นผู้กำหนดเอง นั่นแสดงว่าการที่รัฐเป็นผู้กำหนดย่อมไม่ตรงกับปัญหาความต้องการของประชาชนและเกิดปัญหาต่างๆตามมา
ดังนั้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนจัดการตนเองได้ จึงเป็นหัวใจของการพัฒนา แต่หากรัฐธรรมนูญ ฉบับมีชีย ได้ย้ายหมวดสิทธิชุมชนไปเป็น “สิ่งที่รัฐต้องทำ” หรือ “เป็นหน้าที่ของรัฐ” จึงเป็นการทำให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดการพัฒนา ประชาชนเป็นผู้รอรับอันเป็นการถอยหลังไปถึง 50 ปี และการกล่าวอ้างว่า “เมื่อให้เป็นหน้าที่ของรัฐและถ้าไม่ทำสามารถฟ้องร้องได้” นับความจริงรัฐบาลไหนๆก็ต้องอ้างว่าทำแล้ว ซึ่งพิสูจน์ได้ยากมากว่าทำจริงหรือไม่ทำได้แค่ไหน ตรงกับประเด็นหรือไม่ ก็จะกลายเป็นข้อขัดแย้งกันไม่มีวันจบสิ้น
ดังนั้นเรื่องนี้ผมมีความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญเป็นสองประการด้วยกัน
1. ควรให้หมวดสิทธิชุมชนกลับไปที่เดิมอย่างน้อยก็มีเท่ากับที่ระบุไวในรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ควรทำให้เป็นหน้าที่ของรัฐด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว กล่าวคือจะเป็นการทำให้รัฐมีอำนาจมาก และภาคชุมชนอ่อนแอ ถอยหลังเข้าคลอง
2. นอกจากคืนสิทธิให้ชุมชนแล้ว จะต้องมีการส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งจัดการตนเองได้ ทั้งนี้ เพราะความเข้มแข็งของภาคประชาชนเท่ากับการทำให้ประชาธิปไตยฐานราก มีความเข้มแข็งนั่นเอง
การส่งเสริมนั้นผมมีความเห็นว่าสามารถทำได้สองประการเป็นอย่างน้อยกล่าวคือ ประการแรก การสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในสิทธิของตนเอง สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับให้ชุมชนก้าวไปสู่การจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง โดยสนับสนุนทั้งในด้านของบประมาณองค์ความรู้ต่างๆ โดยผ่านองค์กรของรัฐที่มีความรู้ความเข้าใจและเชื่อมั่นในพลังขององค์กรชุมชนอย่างแท้จริง
อีกประการหนึ่งก็คือการสนับสนุนส่งเสริมไปยังภาคประชาชนโดยตรง ให้ประชาชนมีพื้นที่ปฏิบัติจริง โดยการกระจายอำนาจต่างๆ จากส่วนกลางไปให้ประชาชนได้เป็นผู้จัดการท้องถิ่นของตนเอง เช่น การสนับสนุนให้เกิดกลไกของภาคประชาชน ขึ้นในระดับท้องถิ่น ทั้งระดับจังหวัด และตำบล เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนและทำการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน
ผมยกตัวอย่างให้เห็นอย่าชัดเจนก็คือในปัจจุบันนี้ภาคประชาชนได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตาม พรบ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 เพื่อให้ประชาชนมีความรวมตัวหันหน้ามาเสนอแผนพัฒนาของตนเองและสร้างความเข้มแข็งให้สามารถเป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆ ในตำบลมาทำงานร่วมกันในนาม “สภาพลเมือง” หรือ “สมัชชาพลเมือง” โดยให้สภาพลเมืองนี้เป็นเวทีที่ทุกภาคส่วน นำข้อมูลปัญหาและความต้องการมาบูรณาการเป็นแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน
ซึ่งผมว่าสิ่งเหล่านี้คือ พื้นที่ทางสังคมที่ชาวบ้านเดินมาถึงจุดนี้แล้ว รัฐธรรมนูญก็ควรระบุออกมาในลักษณะส่งเสริมให้ภาคประชาชนเดินก้าวต่อไปข้างหน้าสู่ความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณมีชัย ชาวบ้านเขาเป็นกังวลอย่างมากกว่าจะเป็นการทำให้ภาคประชาชนถ้อยหลังไป 50 ปีเลยทีเดียว
พูดง่ายๆว่าประชาชนไม่ได้เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล การกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐจึงไม่ควรอย่างยิ่ง แต่ควรที่จะต่อยอดให้ภาคประชาชนได้มีโอกาสก้าวไปข้างหน้าถึงจะถูก



สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน





