ต้องยอมรับจริงๆว่า ปัญหาที่ดินในประเทศไทยเป็นปัญหาที่เรื้อรังและอยู่คู่กันมากับทุกรัฐบาล การแก้ไขที่ผ่านมายังไปไม่ถึงไหนแถมยังดูเหมือนว่าแนวทางการแก้ปัญหาจะถอยหลังลงคลองเสียด้วยซ้ำ หลายๆครั้งในการแก้ปัญหากลับมองดูเสมือนว่าเป็นการไปซ้ำเติมพี่น้องประชาชนคนจนๆ ให้สิ้นหนทางที่จะมีชีวิตอยู่ได้ โดยรัฐอ้างว่า ผิดกฎหมาย คำถามจึงเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตลอดโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนชาวไร่ ถามว่าพี่น้องเหล่านี้อยากทำผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบอาจไม่ใช่ หากแต่สาเหตุมาจากความเลื่อมล้ำทางสังคมที่บีบคั้นให้เขาต้องทำบวกกับเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนจนๆ อย่างพวกเราได้ลืมตาอ้าปาก มีสวนยางพาราเพียงแมวดิ้นตายอุส่าอดทนทำมาเจ็ดแปดปีมาถูกเจ้าหน้ารัฐตัดโค่นเสียเพียงไม่กี่นาที หัวใจแทบล่มสลาย แล้วจะให้เขาทำอย่างไรจึงจะอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างคนอื่นๆที่เขาร่ำรวยจนล้นฟ้า ไม่โดนไล่รื้อเหมือนพี่น้องชาวเลราไวย์ ไม่ถูกไล่รื้อเหมือนพี่น้องชาวบ่อแก้วชัยภูมิ รัฐถะจะมีการแก้ปัญหาและหาทางออกในเรื่องเหล่านี้อย่างไร
ท่านอาจารย์ชลธาร ถาวโร พระผู้ดูแลพุทธอุทยานสำนักสงฆ์ถ้ำเขาเพ-ลา ผู้รับผิดชอบธนาคารต้นไม้เขต 8 และเป็นประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารธนาคารต้นไม้ระดับชาติ ท่าให้หลักการว่า “การแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สมารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น และง่ายๆ แต่ที่ผ่านมานั้นนานมาพอสมควรที่รัฐคิดว่ากฎหมายแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง และรัฐจะสรุปว่าเกษตรกรเป็นผู้ทำลายป่าไม้นั้นไม่ถูกต้องนักเพราะสาเหตุมันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเป็นส่วนกระตุ้นให้พี่น้องเกษตรกรต้องทำ ซึ่งรัฐมองเพียงกฎหมายอย่างเดียวย่อมไม่ได้ การที่เกษตรกรต้องใช้ความพยายาม 6-7 ปีสร้างสวนยาพาราพอได้เปิดกรีดก็โดนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำลายเสียเพียงไม่กี่ชั่วโมงเป็นการโหดเหี้ยมเกินที่จะยอมรับได้ หลายคนหมดตัวเพราะลงทุนกับสวนยางไปแล้วพอจะได้ทุนคืนบ้างก็มาโดนทำลายพร้อมข้อหาบุกรุกทำลายป่า และรัฐบาลจะต้องตามแก้ปัญหากันไม่มีที่สิ้นสุดเพราะการกระทำแบบนั้นเป็นการเพิ่มปัญหาไม่ใช่การแก้ปัญหา” ท่านพูดน่าสนใจมาก แล้วทำไมรัฐบาลถึงคิดไม่ได้ การตัดฟันเพื่อยึดที่คืนมีประโยชน์กับใครได้พื้นที่คืนที่เป็นเขาหัวโล้นก็เท่ากับรัฐทำลายป่าเช่นกัน
“อาตมาบอกหลักการง่ายอย่างนี้นะ” พระอาจารย์พูดต่อ “รัฐบาลต้องมาทำข้อตกลงกับเกษตรกรที่ถูกข้อหาบุกรุกทำลายป่าโดยใช้ข้อตกลงง่ายๆคือ ผู้นั้นจะต้องดูแลพื้นที่บริเวณพื้นที่ของตนไม่ให้บุกรุกต่อและดูแลไม่ให้ใครเข้ามาบุกรุกต่อ มีหน้าที่แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐหากมีการบุกรุกให้ถือว่าเป็นหน้าที่ไปเลยและผู้นั้นจะต้องมีการปลูกไม้ยืนต้นเสริมในแปลงของตนเองโดยอาจจะกำหนดให้เป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้และกำหนดด้วยจะปลูกเท่าไหร่อย่างไร รวมถึงจะต้องแสดงความก้าวหน้าของการปลูกต้นไม้กับธนาคารต้นไม้สาขาที่ตนเป็นสมาชิกอยู่เพื่อธนาคารต้นไม้จะได้ใช้เป็นข้อมูลนำเสนอรัฐต่อไป เท่านี้ก็สามารถทำให้เกษตรกรไม่เสียที่ดินทำกินและผลอาสินที่สร้างมาได้ใช้เป็นรายได้เลี้ยงชีพต่อไปที่สำคัญรัฐได้ป่าเพิ่มอย่างแน่นอนไม่ต้องเสียงบประมาณจะทำโครงการปลูกป่าที่ทุกรัฐบาลใช้เป็นยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่ป่ามาทุกรัฐบาลและก็ไร้ประโยชน์มาทุกรัฐบาล” เป็นข้อคิดทีน่าสนใจมากทีเดียว
นอกจากนั้น อาจารย์ชลธารยังบอกอีกว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2558 อธิบดีกรมป่าไม้และรักษาการกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชพร้อมด้วยรองอธิบดีกรมป่าไม้ได้เข้ามาเยี่ยมแปลงไม้ของ คุณหมอพรรณี สังข์เพชร ที่ตำบลบางมะเดื่อ เพื่อดูความก้าวหน้าของธนาคารต้นไม้สุราษฎร์ธานี ท่านได้นำข้อเสนอนี้ไปแล้วและยังเสนอแนะให้ทางรัฐบาลต้องไปกำหนดหรือบัญญัติเป็นกฎหมายกำหนดให้ไม้ที่ปลูกเป็นทรัพย์ที่ผู้ปลูกสามารถแปรรูป ใช้สอยหรือจำหน่ายได้เท่ากับได้แก้ปัญหาชุมชนอีกทางหนึ่งที่ประสบปัญหาราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำสมารถชดเชยรายได้จากการปลูกต้นไม้ สรุปว่าธนาคารต้นไม้สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินได้จริง อาจารย์กล่าวในที่สุด
นายพงษ์พัฒน์ ฤกษ์จำนง กำนันตำบลบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานีและเป็นประธานธนาคารต้นไม้สุราษฎร์ธานี เล่าว่า เจตนารมณ์ของธนาคารต้นไม้ จะสามารถสร้างขุมทรัพย์ให้กับชุมชนได้จริง เพราะต้นไม้ที่ปลูกเช่น ยางนา ตะเคียนทอง พะยูงล้วนเป็นไม้มีราคาดีและสามารถปลูกได้ในพื้นที่สุราษฎร์ธานี การปลูกไม้เยอะๆจึงกลายเป็นขุมทรัพย์ได้จริงเหมือนกับฝากเงินไว้กับธนาคารเลยที่เดียว
นายสิทธิพงษ์ ปานดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางมะเดื่อ บอกว่า นอกจากจะแก้ปัญหาเรืองเศรษฐกิจชุมชนแล้ว การปลูกไม้ยังเป็นผลต่อสภาพอากาศ ด้วย ทำให้อากาศเย็นและบริสุทธิ์ด้วยพร้อมทั้งมั่นใจว่าผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับรัฐบาลคงเล็งเห็นความสำคัญของการทำงานของธนาคารต้นไม้สุราษฎร์ธานี
รัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ไม่มีใครตอบได้ แต่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วสำหรับสมาชิกธนาคารต้นไม้ที่ปลูกต้นไม้แซมในสวนยางพาราที่ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งและหากทั้งประเทศเห็นด้วยถึงตอนนั้นรัฐบาลจะมาเห็นด้วยเกรงว่าจะช้าไปครับ
นายธรรมนูญ นาคขำ ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี : รายงาน





