playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ขณะนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จับมือกับขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศและวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) จัดทำโครงการมอบรางวัล “องค์กรสวัสดิการชุมชน ผู้สร้างสรรค์ ความมั่นคงของมนุษย์ตามแนวคิด ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ คุณภาพแห่งชีวิตปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

12671635_1100011510044073_1394431209941354135_o.jpg
          รางวัลดังกล่าวจะมอบให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นแยกเป็น 7 ประเภทๆละ 1 กองทุน คือ 1.) ด้านการพัฒนาเด็กการสร้างครอบครัวอบอุ่นและการดูแลผู้สูงอายุ 2.) ด้านการพัฒนาเยาวชนและการศึกษาเพื่อการเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพ 3.) ด้านพัฒนาวัยแรงงานการประกอบอาชีพสุจริตการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน การจัดการที่ดินทำกิน พอเพียงต่อการดำรงชีพและการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก 4.) ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการที่อยู่อาศัย การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ การจัดการและฟื้นฟูภัยพิบัติ 5.) ด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการกองทุนที่ดี มีธรรมภิบาล 6.) ด้านการจัดสวัสดิการกองทุนแบบองค์รวมหลายมิติสามารถเชื่อมโยงหรือบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายแหล่งเพื่อแก้ปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและ 7.) ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกลุ่มการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนและสังคม

          ในการคัดสรรกองทุนได้มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชนและภาคีพัฒนาต่างๆ ทำให้เห็นตัวตนรูปแบบการบริหารกองทุนที่หลากหลาย เนื่องจากมีกองทุนเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศจำนวนมาก เป็นนวัตกรรมการจัดการทางสังคมที่ไม่มีรูปแบบตายตัวไม่มีในบทเรียนแต่ขึ้นใช้อยู่กับบริบททางวิถีชีวิตวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น

          กองทุนสวัสดิการตำบลหนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เริ่มต้นจากการทบทวนข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่ ใช้ทุนในพื้นที่บูรณาการกับความรู้สมัยใหม่ไปแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน เกิดสถาบันการเงินชุมชนที่มั่นคงสามารถนำไปหนุนเสริมระบบการผลิต สร้างระบบการตลาดของชุมชนได้อย่างครบวงจร

          ในขณะที่กองทุนสวัสดิการตำบลหนอพ้อ อ.ควนขนุน จังหวัดพัทลุง ใช้เงินเพียงหนึ่งบาทเชื่อมโยงผู้คนให้เข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างหลากหลาย เช่น การแก้ปัญหาทางด้านจัดการขยะ การสร้างพลังงานทดแทน เป็นต้น

          หากย้อนประวัติศาสตร์ไปไม่นานพบว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนเกิดจากการที่ประชาชน ซึ่งเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ รวมเงินกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนพัฒนาเป็นกองทุนสวัสดิการระบบตำบล จากนั้นก็พัฒนาจนเป็นนโยบายของรัฐในการสนับสนุนงบประมาณ สมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนในอัตรา 1:1 หรือ ปีละ 365 บาท จนปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชน จำนาน 5,800 ตำบล มีเงินกองทุนรวมกันทั่วประเทศกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งร้อยละ 60 เป็นเงินที่สมทบโดยชุมชน รวมสมาชิก 5 ล้านคนเศษ โดยมีเป้าหมายจะขยายสมาชิกให้ได้ 10 ล้านคนในปี 2560

          ในช่วงแรกๆเงินกองทุนจะถูกนำไปสู่การจัดสรรเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก ตั้งแต่เกิดจนตาย ตามระเบียบของแต่ละกองทุนแต่ในระยะหลังกองทุนได้ขยายบทบาทช่วยหนุนเสริมสมาชิกได้มากขึ้น เช่น สวัสดิการด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ การแก้หนี้นอกระบบ รวมทั้งมีบทบาทสำคัญช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ เช่น การดูแลสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ยากไร้ในตำบล เป็นต้น

          นายแก้ว สังข์ชู ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนกล่าวว่า จากการทำงานด้านสวัสดิการชุมชนเครือสวัสดิการชุมชนที่ทำจากคนข้างล่าง คนในชุมชนและถูกพัฒนามากกว่า 10 ปี จนทำให้เกิดการยกระดับที่มีความหลากหลายมากขึ้นแต่ที่สำคัญ คือการใช้เงิน 1 บาทมาพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเอง โดยมีหลักการสำคัญว่า “ทำอย่างไรจะทำให้ชุมชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของกองทุนสวัสดิการชุมชนและทำอย่างไรที่จะให้กองทุนสวัสดิการนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด”อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก คือ เราต้องยกระดับให้เป็นกองทุนของลูกหลานอยู่จนถึงลูกหลานของเราที่ไม่ใช่เป็นของคณะกรรมการหรือคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เนื่องกองทุนสวัสดิการมีเงื่อนไขว่าต้องดูแลคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันต้องทำความเข้าใจกับคนในชุมชนว่าการทำกองทุนสวัสดิการชุมชนไม่ใช่แค่การทำฌาปณกิจศพเท่านั้น แต่ต้องดูแลคุณภาพชีวิตของคนก่อนตายมากกว่าตอนตาย

          สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใช้เงิน 1 บาท เปลี่ยนวิถีคิดของคน ให้รู้จักออม รู้ดูแลตัวเอง รู้จักดูแลคนอื่น และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม โดยการพึ่งตนเองเป็นหลักมากกว่าการรอรับความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว แต่รัฐสามารถเป็นหุ้นส่วนกับการพัฒนาชุมชน พัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนร่วมกับประชาชน ทั้งด้านหุ้นส่วนด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ เป็นต้น จะสามารถทำให้ชุมชนและรัฐพึ่งพากันได้อย่างยั่งยืน

          ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้บริหารจากวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วยอึ้งภากรณ์ กล่าวว่า การจัดโครงการมอบรางวัลแห่งความดีเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้กองทุนได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนรู้เรื่องการดำเนินความดีและเข้ามาประกวดองค์กรความดีเพื่อรับรางวัลโล่เกียรติคุณจากสถาบันพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งภาภรณ์ โดยกองทุนที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 7 กองทุนจะเข้ารับรางวัลในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และรางวัลนี้จะไม่มิได้จัดขึ้นแค่ปีนี้ปีเดียวยังต้องมีการจัดต่อไปเรื่อยๆ ทุกๆปี กลุ่มใดที่พลาดไม่ได้รับรางวัลในปีนี้สามารถเข้าประกวดในปีถัดไปได้ และเชื่อว่าผู้ได้รับรางวัลนี้น่าจะมีความภูมิใจ อีกทั้งปีนี้ท่านอาจารย์ ป๋วย อึ้งอากรณ์  ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกและมีหน่วยงานหลากหลายจัดงานเฉลิมฉลองกับ100ปีชาตการของท่าน และเราก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

          ในส่วนของการพัฒนาองค์กรสวัสดิการชุมชนมีคำถามว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อกับการพัฒนากลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชนที่มีรวมกว่า 10,000 กลุ่มที่นอกนอกเหนือจากกลุ่มองค์กรสวัสดิการชุมชนเพราะแต่ละกลุ่มก็มีความเข้มแข็งแตกต่างกัน ทางวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งอาภากรณ์ หลังจากที่ได้เข้ามาร่วมในกระบวนการมอบรางวัลนี้ก็เกิดแนวคิดและมองเห็นปัญหาจึงได้เปิดอบรมหลักสูตรออนไลน์ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหลักสูตร “ผู้นำกองทุนสวัสดิการชุมชน” ที่ใช้เวลาเรียนจำนวน 30 ชั่วโมง โดยมีเนื้อหาสาระ เรื่อง 1.) ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการชุมชน 2.) นโยบายกฎหมาย โครงสร้างของกองทุนสวัสดิการชุมชน 3.) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากกองทุนสวัสดิการชุมชน 4.) การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน 5.) เทคนิคและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน 6.) การพัฒนาศักยภาพผู้นำกองทุนสวัสดิการชุมชน และ 7.) หน่วยงานภายนอกกับการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน

          สิ่งที่สำคัญกว่านั้นทั้งผลการทำงานที่ผ่านมาและสิ่งที่จะพัฒนากันต่อไปมีความชัดเจนว่าสวัสดิการชุมชนได้พิสูจน์เรื่องใจทำให้สามารถมีระบบการดูแลกันและกัน กองทุนจะอยู่ถึงลูกหลาน สังคมแบบนี้เป็นสังคมที่รู้จักดูแลซึ่งกันและกันรู้ว่าบ้านเมืองมีปัญหาอะไรบ้าง มีผู้เดือดร้อนเราช่วยทันที่ กฎระเบียบค่อยว่ากันทีหลัง คนนั่นแหละถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพียงแต่คนต้องพยายามรักษาสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีทั้งด้านประเพณีวัฒนธรรม การปฏิบัติ การดูแลกัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน

          ซึ่งวันนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เงินเพียงหนึ่งบาทสามารถเปลี่ยนความคิดคนให้หันมาทำประโยชน์ต่อ คน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี”

 

สุวัฒน์ คงแป้น : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter