“ฮีตสิบสอง” หรือจารีตประเพณีอันดีงามใน 12 เดือนที่คนอีสานยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา “คองสิบสี่” กรอบแนวทาง 14 ประการที่ใช้ปฏิบัติระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง พระสงฆ์ ฆราวาส ครอบครัวญาติพี่น้อง รวมถึงชุมชนและสังคม เพื่อความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง
สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนสาม ในประเพณีของคนอีสานก็มีงานบุญข้าวจี่ ที่หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวใส่ยุ้งแล้วจะมีการทำบุญเซ่นสรวงบูชาเจ้าที่นา แผ่ส่วนกุศลให้ผีปู่ย่าตายาย แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยการทำข้าวจี่ หรือการปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนสอดใส้น้ำตาลหรือน้ำอ้อยชุบไข่ปิ้ง จี่จนเหลืองแล้วนำไปถวายพระพร้อมอาหารคาวหวาน
เมื่อวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีร่วมกับ ขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงาน “ฮีต 12 คอง 14 บุญข้าวจี่คนเมืองอุบลราชธานี ตุ้มโฮมขบวนองค์กรชุมชนพี่น้องอีสานใต้” ณ ทุ่งคำน้ำแซบ เทศบาลเมืองวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
งานนี้นอกจากพี่น้องอีสานใต้ 6 จังหวัด นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี จะมาตุ้มโฮมเอาข้าวมากองร่วมบุญเพื่อสมทบเป็นทุนสำหรับใช้การทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ก็ร่วมกันจัดพิธีรำลึกผู้มีบุญบวงสรวงเจ้าพ่อลือคำหาญ-บอกกล่าวเจ้าคำผง ผูกข้อต่อแขน พาข้าวพาแลง การแสดงวัฒนธรรมพี่น้องอีสานใต้ทำบุญตักบาตรข้าวจี่ และร่วมกันประกาศราษฎรเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอุบลราชธานีศรีวนาลัย ที่เป็นข้อเสนอแผนพัฒนาภาคพลเมืองของขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เกิดการบูรณาการในแผนการพัฒนาระดับจังหวัดอีกด้วย
นายเมริน สายดวง แกนนำเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า เป็นการจัดงานประจำปี 2559 ที่อีสานใต้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งปีนี้ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพจัดงานเพื่อสรุปบทเรียน ผลการทำงานขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชน การพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่าย รวมทั้งยกระดับการทำงานของแกนนำพื้นที่เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล แกนนำขบวนองค์กรชุมชน และแกนนำพื้นที่งานประเด็นรวมทั้งแกนนำภาคีภาคส่วนต่างๆ ราชการ ท้องถิ่น ท้องที่ ประชารัฐในพื้นที่อุบลราชธานีให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งภาคพลเมืองอันเป็นการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และการสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองผ่านกระบวนการกลไกของสภาพลเมืองในการจัดแผนและทำชุดข้อเสนอที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้การเมืองภาคพลเมืองร่วมกันที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม การจัดการฐานทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการเสริมให้เกิดกลไกในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง และจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในยุทธศาสตร์การจัดการจังหวัดบูรณาการร่วมกัน
นายพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนอีสานใต้ และขบวนองค์กรชุมชนอุบลราชธานี อ่านคำประกาศราษฏรพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอุบลราชธานีศรีวนาลัย ซึ่งมีข้อเสนอที่เป็นเป้าหมายร่วมกันของขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสานใต้ 11 ประการ ก่อนส่งมอบข้อเสนอดังกล่าวให้กับ ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
1) สนับสนุนส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคี ไทย (อุบลราชธานี,ศรีษะเกษ) ลาว (แขวงจำปาสัก) และกัมพูชา(จังหวัดเปรี๊ยะวิเฮีย) ให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางนิเวศน์วัฒนธรรมข้ามพรมแดน
2) เสนอให้รัฐจัดสร้างระบบขนส่งมวลชนรถไฟรางคู่จากนครราชสีมา-อุบลราชธานี
3) ให้บรรจุการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของภาคประชาชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ
4) ให้บรรจุแผนการจัดการที่อยู่อาศัยที่อยู่ทำกินไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ
5) ให้บรรจุแผนพัฒนาเศรษฐกิจทุนชุมชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ
6) ให้บรรจุแผนการจัดการภัยพิบัติไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ
7) ให้บรรจุแผนการแก้ไขปัญหาที่ดินไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ
8) ให้บรรจุการจัดสวัสดิการชุมชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ
9) ให้บรรจุการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนโดยสภาองค์กรชุมชนไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการอย่างน้อย 2 คน
10) ให้มีตัวแทนภาคประชาชนภาคประชาสังคมโดยผ่านการเห็นชอบจากจังหวัดอุบลราชธานีตามพระราชกฤษฎีกาองค์กรชุมชนร่วมบริหารจังหวัดแบบบูรณาการอย่างน้อย 2 คน
และ11) ให้มีเวทีกลางเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยมีองค์ประกอบที่มีภาคประชาชนร่วมด้วยทุกครั้ง
อย่างไรก็ตามในการจัดงานครั้งนี้มีการจัดเสวนาหัวข้อ “ฮีต 12 คอง 14 ธรรมนูญคนอีสาน ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปนำกันได้บ่”
นายไผท ภูธา นักศึกษาประวัติศาสตร์ กล่าวถึง ฮีต 12 คอง 14 เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ฮีตคองเป็นธรรมนูญของคนอีสานในการอยู่ร่วมกัน ที่ยึดฮีตถือคองเป็นแนวทางในการดำเนินวิถีชีวิต ฮีตและคองคือกฏหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ไทบ้านยึดถือและใช้ปฏิบัติต่อๆ กันมา ในการอยู่กับวัดกับวา กับศาลเจ้าปู่ กับผู้เป็นนาย กับญาติพี่น้อง คนในชุมชนตามวิถีของคนอีสาน เป็นรากฐานของกฏหมายบ้านเมือง โดยรวมแล้วกฏหมายรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา สอดคล้องกับฮีตคอง แต่กฏหมายใหม่มีความขัดกับวิถีไทบ้านสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ผู้เป็นนายแข็งตัว บ่เบิ่งไทบ้านว่าเป็นจั๋งใด๋อยู่ แต่กฏหมายชาวบ้าน ผู้เฒ่าเพิ่นว่า พระเพิ่นว่าว เกิดเรื่องเกิดราวก็จะนำเอาคำเหล่านี้มาหาข้อยุติไกล่เกลี่ยกันเองในชุมชนได้
นายนิกร วีสเพ็ญ อดีต กกต.อุบลราชธานี กล่าวถึงกฏหมายรัฐธรรมนูญว่า ประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยากจนคือเก่า รธน.กับชีวิตคนมันห่างไกลกันมาก กฏหมายไม่สามารถดูแลคนจน เป็นเพราะโครงสร้างของสังคม ในเรื่องการกระจายอำนาจก็เหมือนเก่า เงินการพัฒนาแทบที่จะไม่เหลือเลย ที่กฏหมาย เคยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะได้งบประมาณ 36 % แต่ปัจจุบันได้ 20 กว่าเปอร์เซ็น
สภาองค์กรชุมชนควรเป็นสภาแห่งปัญญาไม่ใช่สภาแห่งอำนาจ หากมีครบทุกตำบลทุกจังหวัดอยากเห็นสภานี้เป็นคนเขียนแผนการพัฒนาจังหวัด เป็นคนกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษทางวัฒนธรรม เงินงบประมาณพัฒนาจังหวัดนั้นปีหนึ่งมีจำนวนมาก แต่คนเขียนแผนแต่ละฉบับมีคนคิดไม่เกิน 3 คน ส่วนเรื่องฮีต12 คอง14 ยิ่งใหญ่กว่า รธน. สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล แต่คนรุ่นใหม่ก็ไม่สืบทอดเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง การประชามติร่าง รธน. ไม่ได้อยู่ที่ผ่านไม่ผ่าน ไม่ผ่านก็เขาเตรียมไว้แล้ว นายนิกร กล่าวตอนท้าย
นายวิรัตน์ สุขกุล ประธานคณะประสานงานขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ กล่าวว่า กฏหมายรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้ามีประโยชน์ต่อประชาชนคงไม่มีคนทุกข์คนยากทั่วบ้านทั่วเมือง พี่น้องประชาชนไม่ได้รับประโยชน์เท่าไหร่เลยที่ผ่านมา ซ้ำ รธน.เป็นการรวบอำนาจไว้ ให้รัฐจัดการประชาชน ผู้ใดมีอำนาจก็ตีความกฏหมายเข้าตัวเอง ใน รธน.ปี 2540 และ 2550 ประชาชนทำอะไรยังสามารถอ้างกับตำรวจได้ เช่นเรื่องการกระจายอำนาจ เอาไปอ้างเพื่อเคลื่อนงาน นำไปสู่การจัดการตนเองในอนาคต พี่น้องทั่วประเทศ ไม่เชื่อราชการว่าจะเป็นคำตอบได้ การรวมศูนย์ไว้ส่วนกลาง กลไกอำนาจรัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่ดี
ที่ผ่านมาพี่น้ององค์กรชุมชนใช้กฏหมายในการเรียนรู้พัฒนาบ้านเมืองตัวเอง ใช้ให้เป็นประโยชน์สร้างสำนึกเพื่อบ้านเพื่อเมือง อำนาจเจริญตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลครบเต็มพื้นที่ทั้ง 63 ตำบล ทำแผนพัฒนาตนเอง ชวนพี่น้องระดับตำบลรวมเป็นจังหวัด ประกาศใช้แผนพัฒนาจังหวัดปี 60 วางวิสัยทัศน์เมืองธรรมเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองได้แล้ว แต่การจัดการยังต้องลงมือเรียนรู้กันต่อไป และทุกจังหวัดกำลังชักชวนพี่น้องในอีสานใต้ทำการกำหนดแผนการพัฒนาจังหวัดทั้ง 6 จังหวัด โดยอาศัยฮีตคองเป็นหลักคิดในการทำงาน
นายสุพัฒน์ จันทนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)กล่าวถึงบทบาทของ พอช. ในฐานะหน่วยงานในการหนุนเสริมการดำเนินงานภาคประชาชนทั่วประเทศ ระบุว่า รธน.จะไปตอบโจทย์ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร การพัฒนาทางเศรษฐกิจฐานราก รธน.ช่วยหนุนคุ้มครองการลดช่องว่างตอบโจทย์พวกนี้หรือไม่ ลดความยากจนของพี่น้องได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ชวนขบคิด
ในการพัฒนาต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานล่างที่อาศัยฮีตคองเป็นฐานการพัฒนาของประเทศ ต้องมีความเข้มแข็ง เรากำลังสวนกระแสการพัฒนาเป็นโจทย์ที่ยาก สร้างความเข้มแข็งจากชุมชนขึ้นมา กลับไปสู่วิถีวัฒนธรรมดั่งเดิม ประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา ซึ่งมีนัยยะทำให้พี่น้องมารวมตัวทำกิจกรรมเกิดความรักใคร่สามัคคี เป็นระบบชุมชนถ้าเอาฮีตคองกลับเข้ามาเป็นฐานสำคัญงานชุมชนที่พอช.หนุนเสริมการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งการพึ่งตนเอง จัดการตนเองในทุกมิติ สร้างเศรษฐกิจในทุกระดับ ทำผ่านการรวมตัวกัน แนวขบวนที่เราสร้างการเปลี่ยนระดับชุมชน ตำบล โยงสร้างความเป็นเครือข่าย ทั้งในตำบลจังหวัดภูมินิเวศและระดับประเทศ
ในระดับตำบลสร้างความเข้มแข็งผ่านกลุ่มองค์กรต่างๆ เปิดพื้นที่ให้คนเล็กคนน้อยมาร่วมกันพัฒนาเป็นประชาธิปไตยฐานล่าง นับจากปี 2551 เรามี พรบ.สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการโยงกลุ่มองค์กรุชมชน เปิดพื้นที่ชาวบ้านให้มีที่อยู่ ให้เป็นกลไกในการทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคี ปัจจุบันจังหวัดอุบลฯ มีสภาองค์กรชุมชนแล้ว 104 ตำบล คิดเป็นประมาณ 44 % ถ้าขยายการจัดตั้งสภาฯ ให้เป็นฐานการทำงานที่สำคัญ หรือจะใช้ฐานเรื่องสวัสดิการชุมชนในการพัฒนาด้านต่างๆ สร้างความเข้มแข็งขึ้นมาจากเรื่องเหล่านี้ก็จะหนุนให้พี่น้องฐานล่างเข้มแข็งได้ นายสุพัฒน์ กล่าวในตอนท้าย
ทั้งนี้กระบวนการฮีต 12 คอง 14 เป็นวิถีของคนอีสานที่อยู่เหนือการแบ่งแยกทั้งปวง ซึ่งเป็นการนำเอาอดีต ปัจจุบัน อนาคตมารวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นการสร้างคุณภาพของขบวนองค์กรประชาชนอีสานใต้และขบวนองค์กรชุมชนอุบลราชธานีที่จะทำงานร่วมกันไว้อย่างบูรณาการมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อให้ประสบผลสำเร็จ และจะเป็นสิ่งชี้ขาดการสร้างสังคมให้รุ่งเรืองต่อไป





