
คนไทยพลัดถิ่น คือ กลุ่มคนไทยที่เสียสัญชาติไทย เพราะอังกฤษและฝรั่งเศส ทำการปักปันเขตเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใหม่ ในปี พ.ศ. 2411 ทำให้ไทยเสียพื้นที่เมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรีให้แก่พม่า และพื้นที่เกาะกง ให้กับเขมร ทำให้คนไทยซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้อพยพกลับมาอยู่ในประเทศไทย แถบจังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดตราดในฐานะบุคคลต่างด้าว ไม่มีบัตรประชาชน ส่งผลต่อสิทธิทุกด้าน เช่น เดินทางออกนอกชุมชนต้องขออนุญาต ไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน มักถูกเอาเปรียบ ถูกรังแก ถูกกดค่าจ้างหรือถูกโกงค่าแรง เด็กเสียโอกาสในการศึกษา ฯลฯ
พ.ศ. 2545 คนไทยพลัดถิ่นได้มีการรวมกลุ่มเป็น “เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย” เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาและร่วมกันผลักดันแก้ไขร่างกฎหมายสัญชาติ ว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น จนกระทั่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2555 ประกาศใช้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น และออกกฎกระทรวงรองรับ ทำให้คนไทยพลัดถิ่นเป็นคนไทยตามกฎหมาย รอเพียงขั้นตอนทางเอกสารเพื่อนำไปสู่การออกบัตรประชาชนให้กับคนไทยพลัดถิ่นเท่านั้น
แม้ว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้มาแล้วเกือบ 4 ปี แต่มีคนไทยพลัดถิ่นได้รับการรับรองเพียง 4,200 คน จากจำนวนคนไทยพลัดถิ่นที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยจำนวน 17,903 คน และคาดว่ายังคงมีคนไทยพลัดถิ่นจำนวนมากกว่า 20,000 คน ที่ยังตกสำรวจหรือไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้
ในวันนี้ มีพระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ.2555 ที่จะคืนสัญชาติไทยให้กับคนไทยพลัดถิ่น แต่การดำเนินงาน ขั้นตอนกระบวนการยังมีความยากลำบาก จึงเกิดข้อตกลงความร่วมมือด้านการพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ กรมการปกครอง , กระทรวงมหาดไทย , มหาวิทยาลัยทักษิณ , มหาวิทยาลัยรังสิต , สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ , มูลนิธิชุมชนไท , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอดีตคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น กล่าวว่า พระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ 5 นี้ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วย ส่วนราชการ 7 หน่วยงาน แต่ยังมีปัญหาถูกจำหน่ายรายชื่อออกจากทะเบียนราษฎร และยังไม่ได้ย้ายชื่อกลับ และปัญหาอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ทำให้มีปัญหาด้านการปฏิบัติเป็นย่างมาก ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้การทำงานในภาคปฏิบัติจริง ๆ มีความเป็นไปได้มากขึ้น
ดร.ณัฐพงษ์ จิตรนิรัตน์ คณะบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ บอกว่า “ปัญหาเรื่องคนไทยพลัดถิ่น เป็นปัญหาที่ใหม่มาก ๆ สำหรับสังคมไทย คือสังคมไทยน่าจะรับรู้ว่ามีคนไทยพลัดถิ่นอยู่จริงเมื่อไม่น่าเกิน 10 ปี มานี้ และในช่วงที่ผ่านมานี้ จุดที่ทำให้สังคมเริ่มรู้จักคนไทยพลัดถิ่นคือช่วงที่มีการเดินรณรงค์จากด่านสิงขรถึงรัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายสัญชาติ ครั้งหนึ่งผมได้เคยรวบรวมรายชื่อเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในภาคใต้ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เร่งพิจารณากฎหมายสัญชาติ โดยได้รวบรวมรายชื่อได้ประมาณ 160 คน แต่กลับมีบางคนมาบอกว่าจะไปยุ่งอะไรกับพวกพม่า จากนั้นทำให้ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่คิดว่าตนเองวิเศษกว่าคนอื่น กว่าคนประเทศเพื่อนบ้าน และวิเศษกว่าคนอื่นที่เป็นคนไทยด้วยกัน จึงกลายเป็นความขัดแย้งของสังคมไทยที่ฝังลึก และจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแก้ไขยาก ถ้าเราไม่เอาความรู้สึกแบบนี้ออกไปทุกคนในสังคม”
อาจารย์ชุลีรัตน์ เจริญพร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า “ทางมหาวิทยาลัย เชื่อว่าความเข้าใจศาสตร์เชิงเดี่ยวนั้น จะอธิบายสังคมไทยได้ไม่ครอบคลุม เพราะฉะนั้น การทำให้นักศึกษามีการบูรณาการศาสตร์ได้คือต้องมีการเรียนนอกห้องเรียนด้วย และที่ผ่านมาได้มีกิจกรรมที่ได้พัฒนานักศึกษา คือ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม จัดเวทีให้กับเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นและได้พูดคุยกันในหลายปัญหา วิทยาลัยนวัตกรรมและสังคม ถือว่าคนไทยพลัดถิ่นเป็นครูของนักศึกษาที่ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงข้อเท็จจริงนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน และในพันธกิจของวิทยาลัยคือการสนับสนุนพัฒนานักศึกษาเพื่อให้ได้เรียนรู้การบรูณาการศาสตร์และรับใช้สังคม แล้วยังมีพันธกิจในการร่วมแก้ปัญหาในสังคม ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย”
ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการสานพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยพลัดถิ่นได้รับสัญชาติไทย โดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบเรื่อง สนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านสถานะบุคคลและสัญชาติของจังหวัดและอำเภอโดยส่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางไปร่วมกับอำเภอ ในการรับคำขอและตรวจสอบพยานหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น สนับสนุนบุคลากรในการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับงานสัญชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนไทยพลัดถิ่นรวมถึงแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ ตามที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด รวมไปถึงการประสานงานกับจังหวัดและอำเภอเป้าหมายเพื่อให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานกับนักศึกษา คณาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยทักษิณ และมูลนิธิชุมชนไท
มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยรังสิต รับผิดชอบเรื่อง การเผยแพร่ให้ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติ แก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งจัดทำแผ่นพับแจกจ่ายความรู้เกี่ยวกับกฎหมายสัญชาติ สนับสนุนการปฏิบัติงานของอำเภอโดยการจัดการบุคลากร (นักศึกษา)เพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของกรมการปกครอง จังหวัดและอำเภอ ในการรับคำร้อง ให้คำแนะนำกับผู้ยื่นคำร้อง การเตรียมพยานหลักฐานการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำผังเครือญาติ ฯลฯ
มูลนิธิชุมชนไท (มชท.) และสำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) รับผิดชอบเรื่อง การเผยแพร่ให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับสัญชาติ แก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งจัดทำแผ่นพับแจกจ่ายความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติ สนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อการดำเนินการพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยการสนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นต่อการปฏิบัติงานอื่นๆ ตามความเหมาะสม
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) รับผิดชอบเรื่อง ส่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิสถานะบุคคลแก่คนไทยพลัดถิ่น ติดตามประเมินผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะบุคคล การตรวจ ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยรวมของกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสิทธิและสถานะโดยเฉพาะกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น รวมถึงการประสานการแก้ไขปัญหากรณีร้องเรียนของคนไทยพลัดถิ่น จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะทางกฎหมายที่พบว่ามีความจำเป็น หรือเป็นปัญหาอุปสรรคในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสถานะบุคคลแก่คนไทยพลัดถิ่นเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติ รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
การดำเนินงานจะมีการปฏิบัติจริงระหว่างวันที่ 1 – 12 มีนาคม 2559 โดยเริ่มจากการอบรมทำความเข้าใจกับอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาจากทั้งสองมหาวิทยลัยก่อนลงปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 อำเภอ ในจังหวัประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน ซึ่งการลงพื้นที่จะมีการประสานสื่อมวลชนเพื่อนำข้อเท็จจริงออกเสนอให้สาธารณะได้รับทราบอีกด้วย
ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเช่นนี้ คาดว่าจะทำให้การพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น เพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะที่ผ่านมาการต่อสู้ เรียกร้องของพี่น้องต้องประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย หลายชีวิตที่ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องก็ต้องตายจากกันไป ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงทำให้ได้อุ่นใจว่า ยังมีเพื่อนภาคีที่สนใจและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องสัญชาติให้กับคนไทยพลัดถิ่น

บทความโดย สุวัฒน์ คงแป้น ,อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์





