บ่ายวันนี้ (๑๔ มีนาคม ๒๕๕๙) ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นองค์ปาฐกถา ในหัวข้อ “เศรษฐกิจฐานราก กับการพัฒนาเกษตรกรรม สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในงาน สานพลังประชารัฐ สร้างเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรและเกษตรกรรม สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติ ณ Hall ๙ เมืองทองธานี มีตัวแทนสภาเกษตรกร ๗๗ จังหวัดเข้าร่วม รวมทั้งการแสดงนิทรรศการจากเครือข่ายภาคี
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันยอดส่งออกของประเทศจีนตกลงร้อยละ ๒๕ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ก็จะไม่ดีตามไปด้วย ซึ่งสหภาพยุโรป หรืออียู อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเดือนละ ๘๐ ล้านยูโร ส่วนญี่ปุ่นมีการอัดฉีดอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มจีดีพี ขณะที่จีนประกาศคงจีดีพีอยู่ที่ ๖.๕ และจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ยกระดับการผลิตของประเทศ ในส่วนของประเทศไทยนั้นจะปรับเอารูปแบบของอียู ญี่ปุ่น และจีน มาอย่างละครึ่ง โดยเน้นที่การปฏิรูปเศรษฐกิจฐานราก การเกษตร อุตสาหกรรมการส่งออก ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ขาทั้งสองข้างของประเทศไทย กลับมีขาข้างหนึ่งเป็นโปลิโอซึ่งก็คือชุมชน จึงต้องเน้นการเติบโตจากภายใน ให้ชุมชนเติบโตคู่ขนานกับการส่งออกแม้จะเป็นสิ่งที่ยากแต่ก็ต้องทำ ที่ผ่านมาเราเน้นการส่งออกเพื่อมาจุนเจือภาคเกษตร ทำให้ภาคเกษตรไม่เติบโต เป็นการรดน้ำที่ใบแต่ไม่ได้รดน้ำที่ต้นเป็นการเลี้ยงดูอย่างผิดธรรมชาติและก่อให้เกิดการทุจริต
รองนายกกล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทั่วโลก ด้วยเป็นการผูกติดกับราคาน้ำมัน ซึ่งการยกระดับสินค้าเกษตรให้สูงกว่าความเป็นจริงจะไม่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และอาจทำให้สูญเสียการค้ากับต่างประเทศ รวมถึงจะต้องเก็บสินค้าไว้ในโกดังเช่นข้าว ที่เป็นภาระและการสูญเสีย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่อุดหนุนราคาสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้รัฐบาลยังส่งเสริมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงในชีวิต หากราคาสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งตก ก็นำอีกชนิดมาช่วยแทน ซึ่งหากเกษตรกรไม่ร่วมมืออาจจะตายหมู่เพราะสินค้าเกษตรกรตกลงทุกปี อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้สื่อต่างชาติไม่เข้าใจ ว่ารัฐบาลทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและหากทำสิ่งที่ถูกต้อง ๑-๒ ปีอาจจะลำบากแต่ในอนาคตจะดีขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนมีนาคม เงินกองทุนหมู่บ้านกว่า ๓๕,QQQ ล้านบาท จะทยอยส่งไปยังชุมชนต่างๆ ที่รัฐบาลจะทำให้ขอให้เกษตรกรทำให้ดี นับเป็นโอกาสของพื้นที่ที่จะทำให้ออกมาดี เป็นบทพิสูจน์ “ฐานรากที่เข้มแข็ง”
รวมถึงต่อไปมีนโยบายในการสนับสนุนการท่องเที่ยวชนบท โดยมีแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ๕๐ ล้านบาท ให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นทำการท่องเที่ยว ยกระดับเศรษฐกิจพื้นฐานให้ดี ตอนนี้หลายประเทศที่ทำเกษตรกรรม ไม่ได้เน้นจุดขายที่เกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่สร้างการท่องเที่ยวขึ้นมาอีกเสาหนึ่ง และมีแนวนโยบายในการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่ไปลงทุนภาคเกษตรกรรมในชนบท เป็นการปฏิวัติระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รองนายกกล่าวทิ้งท้ายว่า ซึ่งเราต้องงการให้เกิดพลัง “ประชารัฐ” ร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจ โดยการเคลื่อนของอนุกรรมการ ๑๒ ชุด และมีอนุกรรมการ ๒ ชุดพร้อมจะขับเคลื่อนไปพร้อมกับเกษตรกรฐานราก และสภาเกษตรกรจะเป็นพี่เลี้ยงร่วมกับเกษตรกรทั่วประเทศ และพลังของทุกภาคส่วนจะมาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งต่อไป
บทความโดย : สุธิดา บัวสุขเกษม, ดวงใจ ดวงจันทร์โชติ





