playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

60593.jpg60594.jpg

ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใช้สภาเป็นเวทีกลางในการปรึกษาหารือนำปัญหาความต้องการในพื้นที่ เป็นสภาองค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้งตาม พรบ. สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาได้ประมาณครึ่งปีเท่านั้น แต่ชาวบ้านและผู้นำทุกภาคส่วนมีความร่วมมือกันดีทำให้สภาองค์กรชุมชนที่นี่มีศักยภาพไม่แพ้ สภาฯ ที่จัดตั้งมาหลายปีเลยทีเดียว

            ทั้งนี้คงมีปัจจัยหนึ่งมาจากปัญหาร่วมของคนในชุมชน คือปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ รวมทั้ง ปัญหาราคาผลิตที่ตกต่ำ เกิดเป็นการรวมกลุ่มสิทธิชุมชน นำไปสู่การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในที่สุดโดยมีการันต์ จันทร์แสง กำนันตำบลสลุย รับหน้าที่เป็นประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุยอีกตำแหน่ง โดยมีทีมงานสายเลือดใหม่หลายคนเช่นกัน วุฒธินันต์  แจะซ้ายรับหน้าที่รองประธานสภาองค์กรชุมชน สุรพล เผือกเนียร บุญรอด อินทรีย์ ปรีชา อุเทศ สมศักดิ์  อยู่มาเป็นต้น เป็นบุคลากรผู้ก่อการดี       ที่มาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาคนในตำบล หวังให้เกิดความยั่งยืนกับลูกหลานสลุย ในอนาคต

            วุฒธินันต์ ผู้ซึ่งเป็นเลือดใหม่ของชาวสลุย เล่าว่า ก่อนที่จะมีองค์กรภาคประชาชนที่มีกฎหมายรองรับอย่างสภาองค์กรชุมชนนั้น ตนและผู้ร่วมอุดมการณ์หลายสิบคน เล็งเห็นถึงปัญหาและความต้องการของคนในตำบล ซึ่งก็คือ ความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนที่ของรัฐซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ค่อยเป็นธรรมนัก แต่ไม่ได้มองแค่เพียง ปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์เท่านั้น แต่คิดว่าอนาคตอีกสิบ ยี่สิบปีข้างหน้าคนสลุยจะอยู่อย่างไร ในเมื่อราคาพืชผลก็ผันผวนโลกาภิวัตน์ก็รุกคืบจนยากจะรับมือ คนในชุมชนจึงต้องรวมกลุ่มให้เข้มแข็งร่วมกันแก้ปัญหาของตนเองร่วมกันสร้างความยั่งยืน และอยู่ร่วมกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงให้ได้ จึงเกิดเป็นกลุ่มสิทธิชุมชน ประสานกลุ่มพลังอื่นๆอีกหลายกลุ่มมาก่อเกิดสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุยในที่สุด

          60592.jpg

  ตำบลสลุย ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เป็นพื้นที่ป่าสลับเขาขนาดเล็ก มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2484 ที่กองทัพญี่ปุ่น ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยในสมัยนั้น ขึ้นฝั่งเพื่อใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศเมียนม่าร์ ชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายในยุคสงครามกลัวภัยอันตรายที่อาจเกิดกับทรัพย์สินของตน จึงทิ้งเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ครก และสากกะเบือ ลงคลองท่าแซะ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำท่าตะเภา แม่น้ำสายหลักของจังหวัดชุมพรในปัจจุบัน ว่ากันว่าครกที่ชาวบ้านกลิ้งลงไป ลอยน้ำไปติดอยู่ในหมู่บ้านในเขตตำบลนากระตาม จึงได้ชื่อว่า “วังครก” ส่วนสากะเบือ ไม่ลอยน้ำไปไหน ทหารญี่ปุ่นซึ่งพอที่จะพูดจาภาษาไทยได้แล้ว เมื่อมาถึงจุดที่ตั้งตำบลนี้ เมื่อเห็นสากกะเบือจำนวนมาก  จึงพูดว่า “สากลุย” เป็นรากศัพท์ภาษาใต้ แปลว่า “มีสากกะเบือมาก” และเพี้ยนมาเป็นชื่อตำบล “สลุย” ในที่สุด

ในยุคแรกชาวบ้านอยู่อาศัยกระจัดกระจาย มีการเข้ามาทำมาหากินจากคนท่าแซะ และคนนากระตาม ซึ่งเป็นการขยายตัวของครอบครัวที่มีบุตรหลานหลายคน ขึ้นมาตั้งชุมชนใหม่ เพราะคนสมัยก่อนนั้นมีลูกมาก ลูกหลานที่เกิดมาจำเป็นต้องขยับขยายหาที่หาทางเพื่อทำกิน จนเกิดเป็นชาวสลุยในที่สุด

เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุยยังให้ข้อมูลต่ออีกว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมาปัญหาก็เข้ามาหาชาวสลุยแบบเงียบๆ เมื่อมีกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่ว่าเงียบ ๆ นั้น เพราะเป็นการประกาศทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชาวบ้านบางคนก็ได้สิทธิ์ไป บางคนก็ไม่มีสิทธิ์ แต่ก็ไม่ต่างกัน ยังทำมาหากินได้เหมือนเดิม ชาวบ้านจึงไม่รู้สึกว่ามีปัญหามากนัก

            การประกาศกฎหมายต่าง ๆ ในพื้นที่ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ชาวบ้านก็ยังอาศัยวิถีชุมชน ทำมาหากินบนทรัพยากรที่มี เป็นฝ่าย “รับ” มากกว่า “ตั้งรับ”  นโยบายรัฐที่มอบให้ มีการประกาศ   เขตป่าน้ำตกกระเปาะ เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2516  ประกาศเขตป่ารับร่อ และป่าสลุย เมื่อ 3 ตุลาคม 2521 ที่โดยชาวบ้านรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการในยุคนั้นน้อยมาก

            จากคำบอกเล่า สลุยเริ่มมาถึงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ในพ.ศ. 2522 เมื่อเกิดนโยบายการสัมปทานป่าไม้ โดยมีการอนุญาตให้เอกชนเข้ามาทำการสัมปทานป่าไม้ ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ชาวบ้านในยุคนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ลูกจ้างเอกชน” เป็นส่วนใหญ่ เพื่อแลกกับการไม่ต้องย้ายออกไปไหน “จะว่าถูกหลอกก็ไม่ใช่ จะให้ก็ไม่เชิง”

พอมาถึงปี พ.ศ. 2532 เกิดมหาวาตภัย “ไต้ฝุ่นเกย์”  ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดที่พี่น้องแถบนี้ได้ประสบ ภัยธรรมชาติในครั้งนั้นส่งผลต่อทรัพย์สินของพี่น้อง รวมทั้งสภาพป่าที่กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม หลังจากนั้น เอกชนจึงเข้าดำเนินการปลูกยางพาราเป็นส่วนใหญ่ ส่วนชาวบ้านก็ทำไร่หาเลี้ยงชีพตามยะถากรรม พอมาถึงปี พ.ศ. 2535 ก็เกิด พรบ.สวนป่าขึ้นมา โดยอนุญาตให้บุคคลเข้าไปบำรุงหรือปลูกสร้างสวนป่า หรือไม้ยืนต้น ในเขตป่าเสื่อมโทรมตามของทางการ

60580.jpg
ชาวบ้านเริ่มอยู่อย่างไม่ปกติก็เมื่อ พ.ศ. 2547-2548 เมื่อมีคำสั่งให้องค์การอุตสาหกรรม     ป่าไม้ มีอำนาจในการตรวจสอบการบุกรุก การใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวน ชาวบ้านเล่าว่า ทางการได้เข้ายึดพื้นที่โดยไม่ได้ตรวจสอบความเป็นมาเท่าที่ควร ในตอนนั้นมีผู้เดือดร้อน 100 กว่าครัวเรือน ถูกดำเนินคดี 10 กว่าราย มีทั้งที่จำคุกและเปรียบเทียบปรับ มีการหยิบยกปัญหานี้เข้าอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง จนหลายฝ่ายต้องหาทางแก้ปัญหาส่งผลให้ชาวบ้านไม่ได้เป็น “ผู้รับ” เหมือนอย่างก่อน มีการดำเนินการนำเสนอข้อมูลไปยังหน่วยงานตั้งแต่ระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด จนเกิดการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง ภาครัฐ และภาคประชาชนในปี พ.ศ. 2548 ส่งผลให้เกิดการเข้าตรวจสอบพื้นที่อีกครั้ง มีทั้งคนที่กล้าแสดงตัว และไม่กล้าแสดงตัว มติในครั้งนั้นให้มีการผ่อนผันแบบไม่มีกำหนด ชาวบ้านสามารถเข้าเก็บพืชผลได้ เป็นการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าให้ชาวบ้าน

            ดูเหมือนว่าการดำเนินงานของรัฐก็ยังไม่ตอบโจทย์ชาวบ้านเสียทีเดียว เพราะหลังจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วก็ไม่ได้มีการระดมปัญหาแบบมีส่วนร่วม มีเพียงการทำแบบสำรวจ ชนิดสื่อสารทางเดียวปราศจากข้อเสนอแนะจากชาวบ้านผู้เดือดร้อน จนมาถึงปี พ.ศ. 2557 มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  คำสั่งในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการตรวจยึดพื้นที่จากชาวบ้านถึง 6 จุด รวมแล้ว 400 กว่าไร่ ซึ่งชาวบ้านก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขา “ไม่ใช่นายทุน” มาคราวนี้ พวกเขาจึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย กับหน่วยงานรัฐจนผลักดันออกมาเป็นคำสั่งจังหวัดชุมพร ที่ 0358/2559 เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ข้อมูลรายละเอียดการครอบครองที่ดิน    ของรัฐ โดยมีทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เดือดร้อนเป็นคณะทำงานร่วมกัน

60587.jpg
            ความหวังของคนสลุย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหา สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่สนับสนุนนายทุน พวกเขาอยากได้ความยั่งยืน พวกเขาอยากทำงานร่วมกับรัฐในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาระบบการแก้ไขปัญหานั้น ประชาชนจะตกอยู่ในสถานะเป็นผู้รับมากกว่าที่จะแสดงความคิดเห็นหรือการประชาคมร่วม แต่ในวันนี้ถือได้ว่าประชาชนมีโอกาสลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีให้ทุกคนมาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเข้าใจ และยังหวังสึกๆว่าข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้คือการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างภาคประชาชนกับรัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพา     

 

บทความโดย : รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน                     

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter