สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยโคจิ (Kochi University) ประเทศญี่ปุ่น หลักสูตรการพัฒนาชุมชน นำโดยศาสตราจารย์ Satosti Otsuki ได้เดินทางมาบรรยายเรื่อง “How to Grass Root Based Economic Development be Strong ?” (ทำอย่างไรเศรษฐกิจรากหญ้าจึงจะพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็ง?) ที่ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. และตัวแทนชาวชุมชนที่ทำงานเรื่องเศรษฐกิจชุมชนเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประมาณ 30 คน
ศ.โอซูกิ (คนกลาง)
ศาสตราจารย์ Satosti Otsuki (โอซูกิ) กล่าวว่า เมืองโคจิเป็นเมืองชนบทของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเกาะชิโกะกุ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7,105 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ป่าไม้ถึง 84 % มีประชากรประมาณ 726,584 คน ในจำนวนนี้มีประชากรสูงอายุมากถึง 31.1 % เนื่องจากคนวัยหนุ่มสาวต่างเข้าไปทำงานหรือเข้าไปเรียนต่อในเมืองใหญ่ จำนวนประชากรที่ลดน้อยลงเหลือแต่ผู้สูงวัยจึงทำให้หน่วยงานของรัฐในจังหวัดโคจิมีแนวโน้มที่จะถูกยุบมากขึ้น รวมทั้งมหาวิทยาลัยโคจิด้วยเช่นกัน ประกอบกับรายได้ของประชาชนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยโคจิจึงเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการรวมกลุ่มของชาวบ้าน โดยเริ่มจากการเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จากนั้นจึงได้ขยายไปสู่การทำเรื่องเศรษฐกิจฐานราก
“จังหวัดโคจิมีพื้นฐานเศรษฐกิจด้านการเกษตรและประมง แต่ในอนาคตอาชีพเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง เพราะคนหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในเมือง ส่วนคนสูงวัยก็จะไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรและประมงต่อไปได้ มหาวิทยาลัยโคจิจึงเข้ามาสนับสนุนชาวบ้านเกิดการรวมกลุ่ม แล้วนำวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วมาแปรรูปพัฒนาเป็นสินค้าชุมชน เช่น ปลาคัตสึโอะ ข้าวโพด และส้ม เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น” ศาสตราจารย์ Otsuki กล่าว

นักศึกษาต่างชาติและญี่ปุ่นเรียนรู้การทำนา
ในการเข้าไปสนับสนุนการรวมกลุ่มพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชาวบ้านนั้น ศาสตราจารย์ Otsuki กล่าวว่า ใช้หลักการ 6 ขั้นตอน หรือ 6 TH Industry คือ 1.มีวัตถุดิบหรือมีผลผลิตอยู่แล้ว (ปลา, ข้าวโพด, ส้ม) 2.นำผลผลิตมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า 3.ด้านการตลาด จะทำอย่างไรจึงจะขายสินค้าได้ (เมื่อนำหลักการทั้ง 3 ข้อมาถอดเป็นสมการจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 6 คือเมื่อนำเอาเลข 1, 2, 3 มาบวกหรือนำมาคูณกันทั้ง 3 ตัวก็จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 6 เสมอ จึงเรียกวิธีการนี้ว่า “6 TH Industry” แต่หากขาดข้อใดไป ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เท่ากับ 6 ซึ่งถือว่าผิดหลักการ) ซึ่งแนวคิด 6 ขั้นตอนนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นและได้รับความนิยมมากในกลุ่มชุมชนเศรษฐกิจฐานรากของญี่ปุ่น

ทำนาบนเขาในจังหวัดโคจิ
สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทาง 6 ขั้นตอนนั้น มหาวิทยาลัยโคจิได้ส่งอาจารย์และนักศึกษาลงไปทำงานและคลุกคลีกับชาวบ้านและร่วมกันพัฒนาสินค้าชุมชนขึ้นมา เช่น แต่เดิมชาวบ้านจะขายปลาสด คือปลาคัตสึโอะ (ปลาโอญี่ปุ่น) ให้แก่พ่อค้า ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีการย่างหรือรมควันปลาคัตสึโอะด้วยฟางซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่โบราณของชาวโคจิ หลังจากนั้นจึงมีการจัดเทศกาลท่องเที่ยวประจำปีขึ้น มีการขายปลาย่าง จัดเทศกาลว่าว ฯลฯ เพื่อประชาสัมพันธ์และดึงดูดนักท่องเที่ยว เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้นจึงสนับสนุนให้ชาวบ้านจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ หลังจากนั้นจึงขยายไปยังพืชผลชนิดอื่น เช่น นำข้าวโพดมาผลิตเป็นสาเก นำส้มมาทำเป็นแยมส้ม ฯลฯ
“ส่วนช่องทางการจำหน่ายนั้น ชาวบ้านได้รับการสนับสนุนจากรัฐทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลาง เช่น เทศบาลสนับสนุนจัดหางบประมาณและพื้นที่สร้างเป็นร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนตามจุดพักรถยนต์หรือสถานีรถไฟ นอกจากนี้ที่ทำการของรัฐหรือจังหวัดใหญ่ๆ นำสินค้าของชุมชนไปวางขายหรือจัดแสดงเพื่อประชาสัมพันธ์หรือเพิ่มช่องทางและโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้แก่ชาวบ้านด้วย ทำให้สินค้าชุมชนและจังหวัดโคจิเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น” ศาสตราจารย์ Otsuki กล่าว
นอกจากการสนับสนุนดังกล่าวแล้ว มหาวิทยาลัยโคจิได้พยายามนำเด็กนักเรียนระดับมัธยมในโคจิมาเรียนรู้กระบวนการรวมกลุ่มของชาวบ้าน เพื่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับท้องถิ่น รู้จักวิถีชีวิตของชุมชน หากไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ๆ ก็ยังสามารถช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องราวของเมืองโคจิได้ หรือบางคนก็อาจจะกลับมาทำงานที่บ้านเกิดและช่วยพัฒนาชุมชนได้ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยได้นำนักเรียนและนักศึกษาจากเมืองใหญ่มาเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวโคจิด้วย ขณะเดียวกันชาวชุมชนก็ได้เรียนรู้ช่องทางในการสื่อสารสมัยใหม่ รู้จักแหล่งทุนสนับสนุนจากภายนอก เช่น “Green Funding” หรือกองทุนสีเขียว ซึ่งชาวบ้านก็ได้เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนนี้ด้วย

ปลาคัตซูโอะ
สำหรับปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั้น ศาสตราจารย์ Otsuki กล่าวมี 6 ข้อหลักเช่นกัน คือ 1.ชาวบ้านจะต้องรวมกลุ่ม พูดคุยปรึกษาหารือกัน 2.ต้องมีการทำซ้ำๆ หรือลองผิดลองถูก 3.เปิดรับความคิดจากภายนอก 4.ผลิตสินค้าหรือทำให้แตกต่างจากที่อื่นๆ 5.ทำด้วยความสนุกสนาน 6.ชุมชนต้องมีเรื่องราวหรือสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา เช่น ในเมืองโคจิมีสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ แต่มีเรื่องเล่าขานกันว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่งบูชาความรักที่ไม่สมหวังด้วยการกระโดดสะพานเพื่อจบชีวิตลงในแม่น้ำ ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาดูสะพานแห่งนี้
ตอนท้ายของการบรรยายที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ พอช.มีความเห็นว่าแนวทางของมหาวิทยาลัยโคจินั้น ไม่ได้มีความแตกต่างจากการพัฒนาสินค้าหรือเศรษฐกิจชุมชนในเมืองไทยแต่อย่างใด เช่น ที่บ้านจำรุง อ.แกลง จ.ระยอง ก็เป็นแบบอย่างที่ดีที่ประสบผลสำเร็จ ชาวบ้านนำสินค้ามาแปรรูปขาย มีนักท่องเที่ยวมาศึกษาดูงานและซื้อสินค้าตลอดทั้งปี แต่ที่เมืองไทยยังขาดก็คือ การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและมัธยมกับชุมชนเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากร่วมกันอย่างจริงจัง

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นสนับสนุนชุมชนด้วยการทำไปรษณียบัตรส้มโคจิเผยแพร่ทั่วประเทศ
ศาสตราจารย์ Otsuki กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า การสนับสนุนชาวบ้านของมหาวิทยาลัยโคจินั้น แม้ว่าจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่เรื่องรายได้ก็ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลัก เพราะสิ่งที่ชาวบ้านได้รับนอกเหนือจากนั้นก็คือ ความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของตัวเอง นอกจากนี้ก็ยังทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เกิดความคิดและแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ ในชุมชนขึ้นมา

ปลาคัตซูโอะย่างฟาง
บทความโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด





