playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

1936522_10206165417393817_2816660511974848287_n.jpg

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 เครือข่ายคนน่านจัดการตนเอง ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการทบทวนข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนขึ้น ที่ห้องประชุมสิริเบญญา วิทยาลัยชุมชน จังหวัดน่าน มีผู้แทนชุนชน ผู้แทนท้องถิ่น จากพื้นที่ซึ่งมีการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นแล้วจำนวน 22 พื้นที่ ตลอดจนหน่วยงาน ภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 100 คน การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนบทเรียนเพื่อทบทวนความเข้าใจเรื่องการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติฯระหว่างพื้นที่ต่างๆ ที่มีการจัดทำข้อบัญญัติแล้ว

        โดยนายสุพรรณ เครือเป็งกุล ปลัด อบต. น้ำแก่น นำเสนอบทเรียนกรณีการจัดทำข้อบัญญัติของ อบต.น้ำแก่นโดยสรุปว่า "สาระสำคัญของข้อบัญญัติ ควรอธิบายให้เห็นถึงเหตุผล ความจำเป็น และควรมีเนื้อหาในเชิงการส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการมีข้อบัญญัติ เดิมทีในหมู่บ้านจะมีกฎระเบียบที่ใช้เป็นกติการ่วมกันอยู่แล้ว แต่ข้อบัญญัติจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ดังนั้น ข้อบัญญัติจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เมื่อข้อบัญญัติผ่านตามขั้นตอนต่างๆแล้ว จะต้องส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา"

        นายวิโรจน์ ติปิน เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืน จ.เชียงใหม่ แลกเปลี่ยนบทเรียนการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น กรณี ต.แม่ทา จ.เชียงใหม่ว่า"หลังจากมีข้อบัญญัติแล้ว แม่ทาได้มีการสรุปบทเรียน จัดตั้งคณะกรรมการ และผลักดันให้คณะกรรมการเกิดความเข้าใจร่วมกัน จัดทำแผนปฏิบัติการ พร้อมทั้งดำเนินการตามบทบาทภารกิจและแผนที่กำหนด ข้อบัญญัติท้องถิ่น จึงเป็นคำตอบของมิติในการส่งเสริม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม สามารถแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ ปัจจุบัน มีหน่วยงานเข้ามาหนุนเสริมการพัฒนาด้านต่างๆ เป็นจำนวนมาก"

        นายวิโรจน์ได้กล่าวฝากถึงสิ่งที่พี่น้อง จ.น่านควรขับเคลื่อนต่อเนื่องคือ"การสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการยกระดับการพัฒนาด้านอื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดระบบสวัสดิการชุมชน เป็นต้น"

        นายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารทั่วไปและกฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงพัฒนาการการจัดการตนเองของคนเมืองน่านว่า "เริ่มจากฐานภูมิปัญญา จากนั้น จึงได้มีการจัดรูปองค์กรเป็นมูลนิธิฮักเมืองน่าน ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังระหว่างคนเมืองน่านซึ่งมีสำนึกรักบ้านเกิด กับหน่วยงานภาคีต่างๆ ถึงแม้ว่าเมืองน่านจะประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว ขณะเดียวกันคนเมืองน่านถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่า นำไปสู่แนวคิดในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยมีขัอบัญญัติท้องถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดการปัญหา เป็นการยกระดับจากกระบวนการทางสังคมสู่การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ข้อบัญญัติท้องถิ่น จึงเป็นกฎหมายที่มีความเป็นพหุนิยมระหว่างจารีตประเพณีดั้งเดิมกับกฎหมายที่มีความเป็นทางการ เป็นตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมในการจัดการร่วม นำไปสู่การลดความขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการจัดการปัญหาอย่างคุ้มค่า คุ้มทุน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด นอกจากนี้ ยังกล่าวได้ว่ากระบวนการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง สิ่งที่อยากจะเชิญชวนพี่น้องเมืองน่าน รวมถึง พอช.ขับเคลื่อนงานต่อ คือการสนับสนุนให้ท้องถิ่นจัดทำตัวชี้วัดธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วย"

        นายพิทยา จำปาแก้ว ผู้แทนสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดน่าน กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจังหวัดน่าน ซึ่งยังไม่เกินค่ามาตรฐาน อันเนื่องมาจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ที่มีการทำงานอย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่องและยาวนาน ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสลงพื้นที่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญที่ดินของรัฐบาลและผู้ว่าราชการจังหวัด มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,800 คน ปัจจุบัน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้และทรัพยากรประมาณ 10 ฉบับ การจัดทำข้อบัญญัติจึงจำเป็นต้องพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว

        นายประสงค์ วงค์วนารัตน์ ผู้แทนสำนักงานป่าไม้จังหวัดน่าน กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในวันนี้ จากการรับฟังการเสนอ เรื่องข้อบัญญัติท้องถิ่น เป็นลักษณะการส่งเสริม ดูแลให้ป่าไม้อยู่รอด โดยชุมชนร่วมกันดูแลรักษาไว้ ชุมชนหลายแห่งได้ช่วยกันบริหารจัดการพื้นที่อย่างเข้มแข็ง ปัจจุบัน มี พรบ.ทึ่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จำนวน 6 ฉบับ จึงอาจกล่าวได้ว่าข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งหลายพื้นที่มีการดำเนินการอยู่ไม่มีความขัดแย้งกับกฎหมายหลัก

        ในช่วงท้ายของการประชุมวันนี้ นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการ พอช.กล่าวแสดงความเห็นต่อทิศทางการขับเคลื่อนต่อเนื่องจากวันนี้ และแนวทางการหนุนเสริมจาก พอช.ว่า "จากการรับฟังมาตลอดทั้งวัน แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกร่วมของการเป็นคนน่าน ที่ส่งผลให้ข้อบัญญัติท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้จนเห็นผลในหลายพื้นที่ ข้อบัญญัติได้เป็นเครื่องมือในการสร้างการยอมรับ สิ่งที่อยากฝากคือการทำให้ข้อบัญญัติมีชีวิต ด้วยการขับเคลื่อนและพัฒนายกระดับอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การอธิบายให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงก็มีความจำเป็น จึงอยากชวนพี่น้องร่วมคิดและดำเนินการต่อ เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การมีกลไกการขับเคลื่อน การมีแผนปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงาน การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต จากการปลูกข้าวโพดเป็นการผลิตพืชชนิดอื่น เป็นต้น ในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ อาจเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจร่วมหนุนเสริมเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจจากฐานราก รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนที่ เป็นต้น"

10378955_10206165417233813_3763922119969680144_n.jpg12832331_10206165417713825_4780892992340434029_n.jpg

จันทนา เบญจทรัพย์ : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter