ร้อยเอ็ด/ เมื่อวันที่ 16-17 มีนาคม 2559 คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และจัดประชุมสัญจรคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2559 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแคน, ศูนย์การเรียนรู้ตำบลรูปธรรมเศรษฐกิจและทุนชุมชน ตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ดโดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เกียรติมาเป็นประธาน พร้อมทั้งนายอำเภอปทุมรัตน์ หัวหน้าส่วนราชการ ประธานหอการค้าจังหวัด คณะอนุกรรมการฯ แกนนำขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ องค์กรชุมชนตำบลหนองแคน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมประชุมกว่า 70 คน
นายประเสริฐ แสนตลาด กำนันตำบลหนองแคนเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นในการพัฒนาของคนตำบลหนองแคนเริ่มจากการตั้งคำถามว่าทำอย่างไรจะพลิกชีวิตของตนเอง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จัดการทรัพยากรของตนเอง เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ เศรษฐกิจตัวเองได้ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาตน การบริหารคน ยกระดับแกนนำ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในอดีตตำบลหนองแคนไม่มีอะไร มีแต่ความยากจน และหนี้สินรวมทั้งตำบลสูงถึง 293 ล้านบาท จึงคิดหาหนทางว่าทำอย่างไรจะมีความสุขเสมือนคนอื่นเขา แต่ต้องไม่แบมือขอ ต้องสุขด้วยมือเราเอง แก้ไขอย่างมีคุณค่า
“เราเริ่มจากการสำรวจข้อมูล ชวนกันคิดวิเคราะห์ปัญหาและทางออก กำหนดแผน อะไรที่ตนเองทำ อะไรที่ทำร่วม อะไรที่จะขอหน่วยงานสนับสนุน สร้างสุขให้ครบทุกด้าน แก้ปัญหาชุมชน ปัญหาปากท้อง จนได้รับการยอมรับ เกิดความร่วมไม้ร่วมมือตามมา”
กำนันตำบลหนองแคน กล่าวต่อว่าเศรษฐกิจฐานรากนั่นเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่ยาวนาน คำอาจเป็นเพียงแค่วาทกรรม แต่ความยากจนเป็นอุปสรรคจริง แต่ก็ที่ทำให้เกิดโอกาสในการต้องหาทางออกทางรอด ซึ่งเศรษฐกิจระดับประเทศจะรอดได้ต้องพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้มั่นคง ใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรชุมชน พัฒนาคน จัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ
นายศิวโรฒ จิตนิยม อนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก กล่าวว่า “ประชารัฐ” เป็นเรื่องที่เก่าโบราณมาก ชาวบ้านทำเรื่องเหล่านี้มากว่า 70 ปีแล้ว ในกระบวนการแบบนี้ ต้องเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ที่ต้องมีเรื่อง การมีส่วนร่วม ฐานการผลิต ผลิตเสร็จบริโภคในชุมชน ถ้าผลิตเพื่อขายภายนอกชุมชนจะติดกับดัก เมื่อก่อนมีเงินไม่มากแต่มีความสุข แต่พอมีเงินมากกลับไม่มีความสุข เมื่อมีทุนเข้ามา ชุมชนก็มีหนี้สิน สิ่งแวดล้อมเมื่อก่อนอุดมสมบูรณ์สะอาดปราศจากสารเคมี แต่เมื่อมีการเร่งความเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้องการสร้างจีดีพี สิ่งแวดล้อมกลับแย่ลง สารเคมีปีละหลายล้านตันสะสมบนแผ่นดิน สุขภาพของคนแย่ลง โรคบางอย่างยังไม่รุนแรง แต่ปัจจุบันกลับมีมากอย่างโรคมะเร็ง การแบ่งปันที่เป็นระบบสวัสดิการที่อยู่ในวิถีของชุมชน ใครท้องพี่น้องก็เอากล้วยไปให้ คลอดก็เอาปลีไปฝาก ตายก็เอาฟืนคนละท่อนไปเผา
ชุมชนต้องยึดวิถีของเราให้ได้ สังคมต้องมีความสุขให้ได้ ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไร แต่เป็นเรื่องที่เราต้องทำอยู่แล้ว การผลิตอินทรีย์ ต้องใช้การพัฒนาคนเป็นตัวตั้ง และความสุขของทุกคนเป็นเป้าหมาย จะสร้างระบบเศรษฐกิจอย่างไร โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือ
นายทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า จุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นโดยชุมชนเอง เข้มแข็งด้วยตนเอง เกิดจากความคิด อยากเห็นการพัฒนา แก้ปัญหาหนี้สิน รวมกลุ่มแกนนำ ทำเป็นตัวอย่าง เป็นองค์กรที่สำคัญของหมู่บ้าน ซึ่งความเข้มแข็งมาก่อน เรื่องอื่นๆ จะตามมาทีหลัง เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ราชการก็มีนโยบายที่พร้อมจะหนุนเสริม โดยใช้พื้นที่ตั้ง ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภาคธุรกิจสนับสนุนสิ่งที่ขาด ทำทั้งอำเภอ ราชการช่วยจุดประกายความคิด
เราจะช่วยกันสร้าง “อิสราเอลแห่งร้อยเอ็ด” ที่แม้ประเทศอิสราเอลจะอยู่ท่ามกลางทะเลทราย แห้งแล้ง แต่ประชากรมีมันสมอง มีความเหนียวแน่นสามัคคี ทำให้เกิดการพัฒนา ที่ปัจจุบันสามารถทำการเกษตรเพาะปลูกได้เอง ด้วยคนที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีทางการเกษตรก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
และความยั่งยืนถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยต้องมีคนสืบทอดต่อเนื่อง นำความเข้มแข็งสู่ผู้นำรุ่นใหม่ เพราะความรู้สามารถเสาะแสวงหาได้ ให้เรียนรู้ตลอดเวลา และมีความคิดนอกกรอบ แนะที่หนองแคนน่าจะขายข้าวด้วยการให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้บางส่วนของกระบวนการผลิตข้าว เช่นลงมือสีข้าว บรรจุถุงเอง
นายสว่าง สุขแสง อนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานรากให้ข้อมูลตำบลหนองแคนเพิ่มเติมว่า ที่นี่มี 40 บุคคลที่เป็นตัวอย่างต้นแบบการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความเข้มแข็งต้องเกิดจากฐานราก ต้องเกิดจากฐานครอบครัวที่มั่นคง ในเอ็มโอยูที่ร่วมเซ็นกับรองนายก พื้นที่แห่งนี้จะเป็นต้นแบบ และจะยกระดับเป็น 1 เอสเอ็มอี 1 ตำบล สู่ตำบลอื่นๆ จนถึงระดับจังหวัดและระดับภาคต่อไป และอีกเรื่องคือเอ็มโอยูที่ 3 ที่จะมุ่งไปสู่การเชื่อมตลาดขนาดใหญ่ และการส่งออกด้วย
นายสว่างย้ำว่าครอบครัวที่แข็งแรง จะนำไปสู่การรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง และจะพัฒนาให้สินค้ามีความโดดเด่น ทันสมัย เช่นข้าวหอมมะลิสู่โคนพอกหน้า ซึ่งมีอุตสาหกรรมจังหวัดมาช่วยในเรื่องแพ็คเกจจิ้ง เมื่อก่อนเริ่มจากการขายข้าวก็มัดปากถุงไปขายตลาด โคนพอกหน้าก็ใส่ถุงซิปไปขายที่ตลาด ก่อนที่จะมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามได้มาตรฐาน และนำจุดแข็งของพื้นที่มาสร้างแบนด์ ก็คือความเป็นทุ่งกุลา และหาเอกลักษณ์นั่นก็คือผ้าทอ มาสร้างสินค้าต่อ ปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือกับโรงแรมในจังหวัด เปิดพื้นที่วางขายสินค้า ข้าวหอมมะลิ ผ้าทอพื้นบ้านที่ต้องส่งทุกอาทิตย์
“ตอนพัฒนาสินค้าก็ชวนชาวบ้าน ชวนภาคีมาร่วมกันคิด สร้างผลิตภัณฑ์การค้าร่วม ร่วมกันบริหารจัดการ ยกระดับ สร้างเรื่องเล่าคนทุ่งกุลา จนยกราคาสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเดิม อย่าง โคนพอกหน้า บำรุงรักษาผิว จากข้าวหักกิโลกรัมละไม่เกิน 30 บาท กลายเป็น 4,000 บาทจากการทำเครื่องสำอาง ซึ่งทำร่วมกับส่วนราชการ สำนักงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ปัจจุบันมีการส่งสินค้าไปถึงประเทศนอเวย์ ทั้งหมดเกิดจากทุน ปัญญา และความร่วมมือของคนหนองแคน”
ส่วนผ้าลายแคน ก็นำทอมาสร้างบรรจุภัณฑ์ผ้าลายแคน ปัจจุบันผลิตขายไม่ทันความต้องการ แพ็คเกจจิ้ง ก็ออกแบบร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ช่วยฝึกอบรบในการออกแบบ และอุตสาหกรรมจังหวัดขัดเกลาบรรจุภัณฑ์ให้สมบูรณ์ในภายหลัง
และกำลังจะขยายไปสู่ผักอินทรีย์ที่ตอนนี้มีตลาดสีเขียวในตำบล เพราะผักคือเรื่องของคน เรื่องคุณธรรมที่เกี่ยวพันกับระบบสุขภาพ โดยขอใช้ที่ดินสาธารณะ 20 ไร่จาก อบต. ให้ชาวบ้านมาจัดสรรทำแปลงปลูกผัก พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ โดยแบ่งแปลงให้กันคนละ 3x7 เมตร มีการจัดการน้ำ วางแผนแบบแนวระนาบ และมีแผนระยะสั้นระยะยาวรองรับนายสว่าง กล่าว
อย่างไรก็ตามหลังจากการเปิดการประชุม และเสวนา “นโยบายประชารัฐ กับเศรษฐกิจฐานรากคืออะไร” ได้มีการแบ่งกลุ่มลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้เศรษฐกิจและทุนชุมชนของตำบลหนองแคน โดยแบ่งเป็น 6 ฐาน 1) ป่าหนองโจน ป่าแห่งเศรษฐกิจชุมชน 2) การเชื่อมโยงฐานอาชีพเกษตรสู่ระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชน 3) การสืบสานรุ่นสู่รุ่นด้วยผ้าลายแคน 4) เห็ดชุบชีวิต 5) บุญคุณลาน บุญคุณข้าว เศรษฐกิจครัวเรือนและ 6) สวัสดิการสู่สถาบันการเงินสร้างความมั่นยืนคนหนองแคน
ทั้งนี้การประชุมคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3/2559 ได้ติดตามกรอบแผนงานและงบประมาณการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 1) การสนับสนุนความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนในพื้นที่ 2) การเชื่อมโยงเครือข่ายและประสานเชื่อมโยงภาคี การพัฒนาระบบข้อมูล และจัดการความรู้ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และ 3) การบริหารจัดการ พัฒนาระบบติดตามประเมินผล ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาผ่านความเห็นชอบอนุมัติแผนการสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะ ตามที่สำนักสื่อสารการพัฒนา และสำนักสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนเสนอ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของขบวนองค์กรชุมชน สร้างการรับรู้สู่สาธารณะให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารจัดการความรู้ 50 ตำบล





