playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

2.JPG

หากมีโอกาสเดินทางไปภูเก็ต จะพบว่าไม่ต่างอะไรกับกรุงเทพในหลายๆเรื่อง เช่น รถติด มีการก่อสร้างขยายถนน และปรับระบบสาธารณูปโภค มีห้างสรรพสินค้า เกิดขึ้นราวดอกเห็ด ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อรับรองนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ปีละประมาณ 12 ล้านคน

          เปิดแฟ้มดูข้อมูลของภูเก็ตพบว่ามีเนื้อที่เพียง 564 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณสี่แสนคน แต่มีคนอยู่จริงประมาณหนึ่งล้านคน ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปภูเก็ตก็เพราะภูเก็ตมี “หาดสวย ทะเลใส” จนนำไปสู่การลงทุนเพื่อการท่องเที่ยวราวๆ สองแสนล้านบาท

          การที่คนมาเที่ยวภูเก็ตมากเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ เช่น โรงแรมจำนวนกว่า 2 พันแห่ง ที่พักประมาณ 23,240 ยูนิต ระบบประปา ไฟฟ้า ถนนหนทาง จึงไม่เพียงพอ สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในภูเก็ตประมาณหนึ่งล้านคน เพราะที่มีอยู่รองรับคนได้เพียง 6 แสนคนเท่านั้น

3.JPG           ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ มีแต่จะขยายตัวมากขึ้น เพราะดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ”สามเหลี่ยมเพชร” อันประกอบด้วย ภูเก็ต กระบี่ และพังงาที่คนทั่วโลกหมายปอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มมากขึ้นในระยะหลังนี้ ส่งผลให้ต้องมีการลงทุนในด้านต่างๆรองรับเพื่อแลกกับเงินปีละ แสนล้านบาทที่ภูเก็ตสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย


          ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น นักธุรกิจหนุ่มแห่งป่าตอง แต่สนใจทำงานพัฒนากับชุมชนเล่าว่าตอนนี้ภูเก็ตกำลังขยายสนามบินให้รองรับเที่ยวบินได้มากขึ้น ขยายถนน ทำอุโมงทางลอดเพื่อบรรเทาการจราจรที่แออัดและมีแนวคิดที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ ได้แก่ ทำอุโมงค์ทางด่วน กระทู้ – ป่าตอง และโครงการรถไฟฟ้ารางเบา ท่านุ่น – ฉลอง

          “จะพัฒนาอย่างไรก็แล้วแต่ต้องตั้งคำถามสำคัญก่อนว่า คนภูเก็ตต้องการอะไรระหว่างเงินกับ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ปรีชาวุฒิตั้งคำถาม

          ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น เผยข้อมูลให้เห็นต่อไปอีกว่า ภูเก็ตในอดีตเป็นดินแดนที่มีประเพณีวัฒนธรรม มีชนเผ่าชาติพันธุ์และการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายวัฒนธรรมมีความสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ ”หาดสวยทะเลใส” ที่ธรรมชาติมอบให้เป็นโบนัสแก่คนภูเก็ตซึ่งจังหวัดอื่นไม่มีหรือมีไม่เท่า ภูเก็ตจึงเป็นเกาะสวรรค์ของชาวภูเก็ต

          แต่การพัฒนาที่รัฐส่วนกลางเป็นใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้น ”เงิน” มากกว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ภูเก็ตกลายเป็น “เกาะสวรรค์ ของนักท่องเที่ยว” และเป็นนรกของคนภูเก็ต เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายให้คนภูเก็ตแบกรับ

4.JPG
          ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นถึงวันละ 700 ตัน น้ำเสียจากสถานประกอบการ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายเพราะต้องใช้พื้นที่ไประกอบธุรกิจและที่อยู่อาศัย แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมมากขึ้นมีการบุกรุกที่สาธารณะ เช่น คูคลอง ลำรางต่างๆ ทำให้น้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่สามารถนำมาใช้ได้ ทั้งอุปโภคและบริโภค โดยไม่มีที่ไหนเลยในภูเก็ต ที่น้ำประปาไหลตลอดทั้งวัน ถ้าไม่ซื้อน้ำจากภายนอก

          “ต่อให้มีนักท่องเที่ยวมากกว่านี้” เอาเงินมาจ่ายมากกว่านี้ก็ไม่คุ้มเลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม”ปรีชาวุฒิลงความเห็น

          สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้น มีการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ระหว่างทุนต่างชาติกับทุนขนาดกลางและทุนขนาดเล็ก เพราะนโยบายของรัฐบาลจะส่งเสริมทุนใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่าที่สำคัญทุนใหญ่มักจะเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในสังคม ย่อมได้เปรียบทางการลงทุนอยู่ร่ำไป การลงทุนที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว ยังก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น

          “ทุกวันนี้ภูเก็ต เวลาเป็นเงินเป็นทอง ทุกคนต้องทำการ (ทำมาหากิน) ยิ่งคนจนก็ยิ่งลำบาก ถ้านักธุรกิจมีปัญหาก็แค่ปัญหาเรื่องสภาพคล่องแต่คนจนถึงกับไม่มีจะกิน การทำธุรกิจก็เป็นธุรกิจ อย่างเมื่อก่อนใครจะเปิดร้านโชว์ห่วยต้องเป็นคนที่อยู่ในชุมชนมานับ 10 ปี คนรู้จักและเชื่อถือ ใครไม่มีเงินก็ซื้อเชื่อกันได้ พึ่งพากันเป็นธุรกิจที่มีมิติทางสังคมสูงมาก แต่วันนี้มาจากไหนก็ได้เพียงมีเงินก็เปิดร้านสะดวกซื้อได้เลย เช่น ที่ป่าตองทุกสิบก้าวจะมีร้านสะดวกซื้อ ที่นี่จึงไม่มีที่ว่างสำหรับโชว์ห่วยอีกแล้ว”

          ตอนนี้ยิ่งหนักขึ้นที่ดินในภูเก็ตถูกกว้านซื้อโดยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียและจีนเขาทำไว้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาจากบ้านเขา เปิดร้านแล้วเอาสินค้าจากบ้านเขาขายคนของเขา การจัดทัวร์รถราต่างๆ เป็นของเขาหมด บางแห่งคนไทยไม่มีสิทธิเข้าห้างของเขาเลย นี่เป็นการแย่งอาชีพของคนไทยพูดง่ายๆ ว่าเขาเข้ามาแย่งที่ดิน แย่งอาหาร แย่งอาชีพ ครบวงจรเลยทีเดียว

          ผมเคยคุยกับชาวบ้าน จากตำบลกมลา อ.กระทู้ เป็นคนมุสลิมดั่งเดิมเคยมีที่ดิน แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ขายที่ดินหมดแล้ว คงเหลือเฉพาะที่สร้างบ้าน ลูกหลานก็กลายเป็นคนรับจ้างในสถานประกอบการซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มชาวเลดั้งเดิมก็ยังถูกขับไล่ไม่เว้นแต่ละวัน

          สุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือผลเสียทางด้านสังคม ทุกวันนี้เอกลักษณ์ อัตลักษณ์และวิถีชุมชนของคนภูเก็ตเสื่อมลง วัฒนธรรมผิดเพี้ยนจนหาของเดิมแทบไม่ได้ ด้วยสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทำให้คนมุ่งเอาตัวรอดกันมากขึ้น จิตสำนึกสาธารณะลดลง

          ผมทำงานส่งเสริมความเข้มแข็งองค์กรชุมชนในภูเก็ต เห็นได้ชันเจนว่าชวนคนเสียสละเวลามาทำงานส่วนรวมยากมากเพราะทุกคนต้องดิ้นรนทำงาน มาประชุมเป็นวันๆไม่ได้ การทำงานพัฒนาในภูเก็ตต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับวิถีของคนที่นี่ และที่เห็นชัดๆก็คือคุณธรรมเสื่อมถอย มีความรุนแรงเกิดขึ้นปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่ไม่เว้นวัน ทำให้ความปลอดภัยในชีวิตลดน้อยลง ผู้คนมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมต่ำลง

          ปรีชาวุฒิ ให้ความเห็นต่อว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกๆด้านดังกล่าว เป็นเพราะเราพัฒนาแบบเลือกเงิน ดังนั้นเราต้องหันมาพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำไมเราไม่ส่งเสริมให้เกิดการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ชุมชนนำของดีวิถีวัฒนธรรมออกมารับแขกบ้านแขกเมืองให้ชุมชนได้ประโยชน์ ทำไมไม่ส่งเสริมให้ชุมชนทำบ้านปลา ปะการังเทียมขึ้น ปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อะไรทำนองนี้ แต่รัฐกลับลงทุนด้านการท่องเที่ยวอย่างไร้การควบคุม เป็นการลงทุนที่ไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชนแต่มุ่งสนองนายทุน

          “ดังนั้นจะปล่อยให้ภูเก็ตเป็นอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งในการแก้ปัญหาภูเก็ต จะต้องมีกฎหมายเฉพาะที่เหมาะสม ทำให้อำนาจการจัดการเป็นของคนภูเก็ต ไม่ใช่เป็นอำนาจของส่วนกลางและมีงบประมาณที่เพียงพอ จึงต้องยกระดับภูเก็ตเป็นเมืองปกครองพิเศษ มีผู้บริหารมาจากประชาชน นโยบายมาจากประชาชน จ่ายงบประมาณตามความต้องการของประชาชนและสามารถออกกฎหมายต่างๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ปฏิรูประบบการบริหารเหมือนของเอกชน”

ที่สำคัญ จะต้องมีสภาประชาชนเป็นศูนย์กลางของการบริหารอำนาจหรือพูดง่ายๆ ว่าความเข้มแข็งของประชาชนคือหัวใจของการพัฒนาเมืองภูเก็ต ดังนั้นจะมีเพียงแต่ระบบบริหารที่อำนาจเป็นของประชาชน โดยมีเป้าหมายการพัฒนา นำพาไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเท่านั้น ภูเก็ตจึงจะเป็นเกาะสวรรค์ของคนภูเก็ตอย่างแท้จริงได้

7.JPG11.JPG

5.JPG

 

บทความโดย : สุวัฒน์ คงแป้น

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter