กรุงเทพฯ / การสัมมนา “การขับคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ” คึกคัก ตัวแทนเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 300 คนเข้าร่วมเวที ขานรับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยขบวนองค์กรชุมชนแต่ละจังหวัดจะนำแนวคิดกลับไปสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อร่วมกันกำหนดแผนงานในระดับตำบลขึ้นมา เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ขณะที่กองทุนหมู่บ้านฯ จะเริ่มโอนเงินให้โครงการที่ผ่านการพิจารณาแล้วหมู่บ้านละ 500,000 บาทในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ภายใต้งบกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ 35,000 ล้านบาท ด้าน “อลงกรณ์ พลบุตร” รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รับข้อเสนอ 11 ข้อจากขบวนองค์กรชุมชนเพื่อนำไปผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศจากฐานรากอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 26-27 มีนาคม 2559 ขบวนองค์กรชุมชน 11 ภาค ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดเวทีการสัมมนา “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และการประสานการปฏิรูปประเทศร่วมกันสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)” ณ โรงแรมปริ้นส์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร เพื่อออกแบบระบบการบริหารงานเชิงพื้นที่ของขบวนองค์กรชุมชน สร้างความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีผู้แทนองค์กรชุมชนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดละ 4 คน เข้าร่วมกว่า 300 คน
นายสังคม เจริญทรัพย์ คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.) ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า ขบวนองค์กรชุมชน และ พอช. ได้ทำงานร่วมกันทั้งเมืองและชนบททั่วประเทศ 77 จังหวัด มีการพัฒนาเชิงประเด็น เช่น สวัสดิการชุมชน การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ฯลฯ รวมถึงการสร้างวงพูดคุยกันในพื้นที่สภาองค์กรชุมชน ซึ่งชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาพัฒนาร่วมกับภาคีในพื้นที่ ประกอบกับในขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก จึงอยากให้พื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแท้จริง ขบวนองค์กรชุมชนจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้งบประมาณ รวมถึงการใช้การพัฒนาร่วมกัน ให้องค์กรชุมชนมีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนา ไม่เพียงแค่รอการรองรับ
“รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นให้ข้างล่างลุกขึ้นมาจัดการตนเองอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้ ‘หุ้นส่วนการพัฒนา’ โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ซึ่งจะต้องมีการกำหนดบทบาท แผนงาน และขั้นตอน เช่น กลไกในการขับเคลื่อนที่มีตัวแทนจากหลายภาคส่วน และภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ซึ่งจะต้องมีมิติในการร่วมพัฒนาทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานในท้องที่ รวมทั้งเพื่อประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการจัดงานในครั้งนี้” นายสังคมกล่าวชี้แจง
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ขณะนี้กลไกต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนหมู่บ้านฯ และ ธกส. รวมทั้งภาคเอกชนได้มีการขับเคลื่อนแผนงานไปแล้ว แต่ในระดับตำบลและจังหวัดส่วนใหญ่ยังไม่เกิดการมีส่วนร่วม ดังนั้น พอช.จึงจัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างความเข้าใจกับเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ และเพื่อให้เครือข่ายองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตั้งแต่การวางแผนของตนเอง ตลอดจนวางแผนงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ
“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจะต้องทำมาจากข้างล่างอย่างแท้จริง เพราะหากระดับตำบลไม่เคลื่อน เศรษฐกิจข้างบนก็จะเคลื่อนไปไม่ได้ ดังนั้นจะต้องให้ชาวบ้านได้กำหนดแผนงานหรือกำหนดแผนพัฒนาด้วยตัวเอง ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดสิทธิพลเมือง สภาพลเมือง ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ด้วย ซึ่งในการสัมมนาครั้งนี้เครือข่ายองค์กรชุมชนก็ได้ร่วมกันวางแผนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตัวเอง หลังจากนั้นก็จะกลับไปขยายผลในระดับตำบลและจังหวัดต่อไป เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแม้จริง” ผอ.พอช.กล่าว
เวทีเสวนา “พลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ”
เวทีเสวนา “พลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยขบวนองค์กรชุมชน กับภาคีพัฒนา” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายศิวโรฒ จิตนิยม ผู้แทนองค์กรชุมชน นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายเรืองชัย เจริญกิจสุพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) นางวรรณี มหาณีรานนท์ ตัวแทนสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมี นายปฏิภาณ จุมผา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า วันนี้เรามี 5 ภาคีพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายของประชารัฐ ซึ่งนโยบายดังกล่าว ถือเป็นนโยบายของรัฐที่จะต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานรากของประเทศ ในขณะที่นโยบายที่ลงมานั้นจะไปทำลายวิถีวัฒนธรรมของประชาชนไม่ได้ ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นคุณค่าและมูลค่าของชุมชนท้องถิ่น คือ พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยรัฐบาลมีนโยบายประชารัฐทั้งแนวดิ่ง คือให้ประชาชนเป็นเครื่องมือ และประชารัฐแนวราบที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งพี่น้องประชาชนจะต้องร่วมกันกำหนด
นายศิวโรฒ จิตนิยม ผู้แทนองค์กรชุมชน กล่าวว่า นโยบายรัฐจะลงไปเป็นแท่งๆ เป็นแนวดิ่ง ส่วนนโยบายของภาคประชาชนคือแนวราบ เราต้องนำแนวดิ่งมาเป็นนโยบายของเราให้ได้ เพื่อให้เกิดนโยบายที่มั่นคง นั่นหมายถึงว่า ทุกเรื่องเราเตรียมความพร้อมอยู่แล้ว เมื่อมีนโยบายเรื่องใดลงมาเราก็สามารถอุดรูรั่วหรือช่องว่างนั้นได้ แต่ชาวบ้านมีรูโหว่เยอะมาก เพราะนโยบายรัฐเหมือนฝน ซึ่งตกไม่ทั่วฟ้า เป็นสิ่งที่ได้เราได้รับ พอเราได้รับนโยบายมาช่องไหนขาดเราก็ไปเติม เมื่อนโยบายประชารัฐเข้ามา มาเติมเต็มสิ่งที่ชุมชนขาด เช่น มีร้านค้าชุมชน 1 ร้าน มีศูนย์กระจายสินค้าชุมชน เป็นสิ่งที่ชุมชนเชื่อมโยงกับประชารัฐในครั้งนี้
“ที่หนองสาหร่ายเราทำนา แต่ที่ผ่านมาแย่งรถเกี่ยวข้าวกันเพราะรถมีน้อย สิ่งที่เราใช้งบประมาณประชารัฐครั้งนี้คือ กลุ่มชาวนาหนองสาหร่ายขอรถไถนา รถเกี่ยวข้าว และนำงบมาจัดการขยะ ทำให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นนโยบายประชารัฐในเวลานี้ก็เหมือนกับรัฐพยายามทำกรง 1 กรง แล้วเอาเสือมาใส่ไว้ในกรงด้วย ถ้าเราทำไม่ดีเสือกินแน่นอน แต่ถ้าเราอยู่ร่วมกันได้กับเสือ นั่นคือความสำเร็จของชุมชน” นายศิวโรฒยกตัวอย่าง
นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราพัฒนาแต่เศรษฐกิจฐานบน คือข้างบนโต แต่ข้างล่างยังจนอยู่ โดยเฉพาะเกษตรกร ดังนั้นสภาเกษตรจึงมีความพยายามที่จะทำสภาของตนเอง เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบายต่อรัฐบาลให้เท่าเทียมกับสภาอุตสาหกรรม จนนำมาสู่นโยบายที่เอื้ออำนวยกับการพัฒนาประเทศ ฉะนั้นสภาเกษตรต้องทำหน้าที่เสนอเรื่องราวดัวกล่าว เพื่อต้องการให้ภาคเกษตรได้พัฒนาตัวเอง และเป็นเรื่องที่ต่อยอดกับสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้คิดไว้อยู่แล้ว
“เราต้องนำผลผลิตจากเกษตรกรนำมาสู่การแปรรูป ให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งสภาเกษตรจะต้องมีระบบการปฏิรูปและเสนอต่อรัฐบาล ใช้งบประมาณ 72,000 ล้านบาทผ่าน ธกส. โดยสนับสนุนโครงการ 1 ตำบล 1SME เกษตร และร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อผนึกพลังในการหนุนเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เช่น เครือข่ายประมงพื้นบ้าน แต่เราไม่ได้คุยกันว่าจะใช้งบประมาณอย่างไร เราจะไปคุยว่าจะนำมาสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากร่วมกันอย่างไร รวมถึงพื้นที่ไหนที่มีเป้าหมายร่วมกันอยู่แล้ว เราก็จะผนึกพลังกัน เป็นการใช้ทรัพยากรที่ประหยัดและคุ้มค่า” รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าว
นายเรืองชัย เจริญกิจสุพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส) กล่าวว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะต้องเกิดภาวะขาดแคลนอาหารด้วยภาวะโลกร้อน รวมถึงภาวะประชากรสูงวัย และเรื่องพลังงานที่มีแต่ละหมดไป ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของโลกตกต่ำอย่างน้อย 2-3 ปี ดังนั้นเราจะต้องพึ่งตนเอง พึ่งการส่งออกน้อยลง และต้องช่วยกันให้เกิดการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
นายเรืองชัยกล่าวต่อไปว่า ธกส.จะร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ พัฒนาภาคการเกษตรให้ดีขึ้น ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิม คือให้เกษตรกรผลิตแล้วขายเป็นวัตถุดิบ จะต้องปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอุตสาหกรรม คือให้เกษตรกรเป็นเจ้าของหรือเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งมีกระบวนการในการผลิตเพื่อให้เกิดต้นทุนต่ำ แต่เกิดผลผลิตคุ้มค่าสูงสุด เช่น การใช้ยางพารามาปูพื้นสนามกีฬาที่จังหวัดสตูล และชาวสวนยางมีการรวมตัวกันเพื่อส่งยางแปรรูปให้สหกรณ์ และรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัดเพื่อระดมทุน หากไม่พอก็มาขอกู้เงินจาก ธกส. ทำให้ยางแปรรูปเข้าสู่กระบวนการผลิต ทำให้ยอดสั่งซื้อมีมาก จนน้ำยางที่รับซื้อไม่พอ และเมื่อเปิดตลาด AEC เกษตรกรยังสามารถส่งผลผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้เพราะสินค้าไทยเป็นที่นิยม
“ที่สำคัญคือภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิด โดยการลดต้นทุนทำเกษตรอินทรีย์ มีการรวมกลุ่มกันผลิตอย่างมีคุณภาพ วางแผนการผลิต และที่สำคัญคือการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อรู้ต้นทุนของเรา มีการออมเงิน มีการถือหุ้นในกลุ่มเพื่อลดดอกเบี้ย รวมถึงการแปรรูป เป็นการดึงส่วนต่างที่พ่อค้าได้นำกลับมาสู่ชุมชน เน้นคุณภาพ ลดการขายวัตถุดิบ รวมถึงการรวมกันเพื่อจัดสวัสดิการสังคม รวมตัวกันเพื่อเป็นบริษัทเพื่อสังคมอย่างแท้จริง” นายเรืองชัยกล่าว
นางวรรณี มหาณีรานนท์ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า เกษตรกรต้องไม่ทำการผลิตอย่างเดียว แต่จะต้องทำการผลิตอย่างครบวงจร ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจฐานรากไปไม่ได้ วันนี้นโยบายรัฐส่งเสริมให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ ซึ่งสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จะใช้กลไกสาขาจังหวัด 77 จังหวัด ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยภายในเดือนกันยายนนี้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ จะอนุมัติงบอุดหนุนให้เปล่า 2,000 โครงการ โครงการละ 30,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรทำเกษตรอินทรีย์และแปรรูปสินค้าเกษตร รวมทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีกระบวนการติดตามในระดับจังหวัด เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเกิดขึ้นจริง
นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า งบประมาณการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 35,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านจัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพ ผลิตสินค้า สร้างรายได้ หมู่บ้านละ 500,000 บาท จำนวน 70,000 กองทุนฯ ทั่วประเทศนั้น ขณะนี้มีโครงการจากกองทุนหมู่บ้านต่างๆ ส่งเข้ามาเพื่อพิจารณาแล้ว คาดว่าภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้จะเริ่มโอนเงินรอบแรกได้ และจะโอนเงินให้กองทุนหมู่บ้านที่ผ่านการพิจารณาแล้วภายในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นในเดือนกันยายน 2559 ก็จะมีการสรุปผลการดำเนินโครงการ โดยจะจัดให้มีการประกวดโครงการกองทุนดีเด่นเพื่อมอบรางวัลด้วย และคาดว่าการสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านในรอบ 2 จะเริ่มได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน
นายนทีกล่าวว่า จากการทำงานโครงการ SML ที่ผ่านมา พบปัญหา 2 อย่างคือ 1.โครงการเปิดกว้างเกินไป และ 2.ไม่เกิดความต่อเนื่อง ทำให้เกิดการทำงานเฉพาะตัวหรือเฉพาะกลุ่ม และราชการก็อยู่ภายใต้กรอบของตนเอง ดังนั้นในการดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านละ 500,000 บาทนี้ ภาคราชการจะต้องมามีส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นประธาน และมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมสอบทานโครงการร่วมกับผู้แทนหมู่บ้าน โดยต้องดึง คสช.จังหวัดเข้ามาร่วมด้วย เพื่อร่วมกันพิจารณาโครงการที่เสนอมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
“เราจะมีการจัดตั้งอาสาประชารัฐขึ้นมาด้วยเพื่อร่วมสอบทานโครงการ และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้านกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ทำให้เกิดพลัง ดึงผู้ประกอบการเด่นๆ ในหมู่บ้านมาเชื่อมเป็นเครือข่ายระหว่างหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เช่น มีคนปลูกสมุนไพร มีคนผลิตปุ๋ย นำผลผลิตมาแปรรูป เพื่อส่งขายทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมีการจัดตั้งตลาดประชารัฐขึ้นมาเพื่อรองรับสินค้า เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และภาคประชาชนจะต้องร่วมกันทำให้กองทุน 35,000 ล้านบาทเกิดความยั่งยืนเป็นตำนานของแผ่นดิน” นายนทีกล่าว
การปรับโครงสร้าง พอช. เพื่อกระจายอำนาจรองรับการปฏิรูป
นายแก้ว สังข์ชู ที่ปรึกษาคณะกรรมการ พอช. กล่าวว่า หลักการสำคัญของการปรับโครงสร้างของขบวนองค์กรชุมชน และ พอช. คือ ต้องปรับโครงสร้างที่เป็นไปตามความเหมาะสมและเห็นสมควร เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ เราหยุดนิ่งไม่ได้ เราต้องเรียนรู้ เป็นการสร้างปัญหา สร้างความรู้ และความร่วมมือให้เกิดขึ้นทุกภาค เราเน้นหลักการกระจายอำนาจ เพื่อกระจายการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อน 2 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์ในระดับตำบล เพื่อให้เกิดพื้นที่รูปธรรมในระดับตำบล เป็นการรวมตัวกันคิดและพัฒนาร่วมกันขึ้นมา และ 2.ยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด เพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการพัฒนาแนวใหม่ เป็นการสร้างโครงสร้างแนวใหม่ เป็นการผลักดันงบประมาณในอนาคต เพื่อนำมาสู่การพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนนั้นให้ได้
“ที่ผ่านมางบประมาณระดับจังหวัดเราไม่สามารถเข้าถึง นั่นคือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับหน่วยงานที่อยู่ในท้องถิ่นเรา ซึ่งการกระจายอำนาจเป็นการกระจายอำนาจอย่างองค์รวม เป็นการสร้างสมดุลและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เป็นการนำพาไปสู่การตอบโจทย์ข้างล่าง แล้วเสนอต่องานพัฒนา โดยให้ พอช.เป็นกลไกและเป็นเครื่องมือสำคัญ เราต้องการให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ได้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับคนทุกคนในระดับจังหวัดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพัฒนา ดังนั้นเราต้องคุมเกมส์และคุมจังหวัดให้ได้” นายแก้วกล่าว
แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและความร่วมมือระหว่าง สปท.กับขวนองค์กรชุมชน
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคนที่ 1 สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า สปท.มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยจะมีการศึกษาวิเคราะห์ และจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการปฏิรูป ซึ่งที่ผ่านมา สปท.ได้เสนอให้มีการปฏิรูปประเทศรวม 11 ด้าน เช่น ด้านการเมือง การบริหารราชการ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
“ในช่วงที่ผ่านมา สปท.จัดทำรายงานการปฏิรูปประเทศให้แก่นายกรัฐมนตรีแล้ว 17 เรื่อง และนายกฯ ได้เห็นชอบแล้ว 5 เรื่อง เช่น ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม, การป้องกันแก้ไขปัญหา และการจัดการน้ำในภาวะน้ำแล้ง นอกจากนี้ สปท.ยังจัดทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติด้วย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้การพัฒนาประเทศไม่มีความต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลมีวาระเพียง 4 ปี บางรัฐบาลก็อยู่ไม่ครบ ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังร่างนี้จะมีระยะเวลา 20 ปี และทบทวนทุก 5 ปี ทำให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์กล่าวตอนท้ายว่า สปท.ได้เดินสายพบปะกับประชาชน รวมทั้งเครือข่าย สปท.ทั่วประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ สภาหอการค้า สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง ฯลฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางการปฏิรูปและความเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการมาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ สปท.ก็จะนำข้อเสนอของขบวนองค์กรชุมชนไปพิจารณาและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปให้เห็นผลและเป็นจริงต่อไป
โดยในตอนท้ายของการสัมมนา ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้ยื่นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้แก่นายอลงกรณ์ พลบุตร จำนวน 11 ข้อ
ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปประเทศไทยของขบวนองค์กรชุมชนต่อ สปท.
จากการสัมมนาขบวนองค์กรชุมชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และการประสานการปฏิรูปประเทศ ร่วมกับ สปท. ในระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2529 ขบวนองค์กรชุมชนได้มีการระดมความคิดแลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง คนในชุมชนเป็นแกนหลัก ภาคีพัฒนาเป็นหน่วยหนุนเสริม สนับสนุน ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนดังกล่าวเกิดผลสำเร็จร่วมกันและเกิดการปฏิรูปประเทศจากฐานรากอย่างแท้จริง จึงมีข้อเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ดังนี้
1.สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการกำหนดกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับชุมชน
2.ต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการบ้านเมืองและงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นและชุมชน สนับสนุนจังหวัดจัดการตนเอง
3.จัดให้มีโรงเรียนพัฒนาผู้นำและพัฒนาคน ที่จัดโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ
4.ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง และประชาชนมีส่วนร่วมในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา
5.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ชาติอย่างกว้างขวาง
6.สนับสนุนให้ขบวนองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางของชุมชนท้องถิ่น มีงบประมาณสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง
7.ให้มีกฎหมายรองรับให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณสู่องค์กรชุมชนได้โดยตรง โดยให้หน่วยงานรัฐเปลี่ยนบทบาทมาสู่การหนุนเสริมอย่างแท้จริง
8.ให้มีกฎหมายว่าด้วยการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากโดยขบวนองค์กรชุมชน หรือปรับปรุงกฎหมายอื่นๆที่ สนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชน เช่น พรบ. สภาองค์กรชุมชน การเงินฐานราก เพื่อให้การหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากจากข้างล่างสู่เศรษฐกิจส่วนบน
9.เน้นการปฏิรูปเพิ่มลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย และการจัดสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การปฏิรูปทางการเมือง
10.สนับสนุนให้มีสภาประชารัฐระดับจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาต่างๆร่วมกันของคนในจังหวัด
11.สนับสนุนให้ พอช. เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาชุมชน เพราะมีความคล่องตัว ตอบสนองการแก้ปัญหาชาวบ้านได้มากกว่าหน่วยงานอื่น


รายงานโดย : สุวัฒน์ กิขุนทด และสุธิดา บัวสุขเกษม





