จากการที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ทำข้อตกลงกับสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆนี้ ที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไทยให้ได้จำนวน 26 ล้านไร่ ทำให้มีการยึดคืนพื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของชาวบ้านทั่วประเทศสร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนผู้ยากไร้ ไม่มีที่ทำกิน และคนยากคนจน หากรัฐบาลจะใช้วิธีนี้ยึดพื้นที่คืนเพื่อปลูกป่าปีละ 2 ล้านไร่ต้องใช้เวลาถึง 13 ปี ดูความเป็นไปได้น้อยมากและต้องลงทุนมหาศาลในการปลูกป่าทดแทนพืชผลทางการเกษตรของประชาชนที่รัฐเข้าไปยึดและทำลาย รัฐจะทำอย่างไร
วันที่ 27 มีนาคม 2559 ได้มีการหารือถึงแนวทางการส่งเสริมให้รัฐสามารถได้พื้นที่ป่า 26 ล้านไร่ และชาวบ้านก็ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะสูญเสียที่ทำกิน ณ สำนักสงฆ์ไร่ยาว หมู่ที่ 16 ตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ สุราษฎร์ธานี โดยมีผู้ร่วมหารือได้แก่ พระอาจารย์ชลธาร ถาวโร พระผู้ดูแลพุทธอุทยานสำนักสงฆ์ถ้ำเขาเพ-ลา ในฐานะที่ประธานปรึกษากรรมการบริหารธนาคารต้นไม้ระดับชาติและ นายพงศา ชูแนม ผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้ ซึ่งทั้ง 2 ท่านเป็นผู้แทนธนาคารต้นไม้เขต 8 ดูแล 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนรวมถึงชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 16 และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมพูดคุย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อยู่บริเวณดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินและมีความวิตกว่า สักวันหนึ่งรัฐบาลอาจจะมายึดที่ดินของตนเพื่อเอาไปปลูกป่าให้ได้ 26 ล้านไร่
นายพงศา ชูแนม เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากรัฐบาลไปตกลงกับสหภาพยุโรปว่าจะปลูกป่าให้ได้ 26 ล้านไร่ จึงต้องทำการยึดที่ดินที่ชาวบ้านครอบครองโดยผิดกฎหมายมาเพื่อปลูกป่า โดยรัฐบาลลืมนึกไปว่าวิธีการดังกล่าวนอกจากจะไม่ได้ป่าแล้วยังสร้างความเคียดแค้นชิงชังแก่ชาวบ้านที่โดนยึดที่ดิน ด้วยชาวบ้านหลายคนต้องหลั่งน้ำตาเมื่อยางพาราที่ลงทุนมา 7 ปีพอเริ่มเปิดกรีดได้ก็โดนเจ้าหน้าที่รัฐตัดโค่นทำลายวอดวายในพริบตา บางคนถึงกับหมดตัว บางคนต้องไร้ที่อยู่ ซึ่งในมุมมองของตนเองแล้วรัฐน่าจะทำไม่ถูกวิธี รัฐต้องมาเริ่มปลูกป่าใหม่ใช้งบประมาณใช้เวลาอีกมากมายกว่าจะได้เป็นป่าและที่ผ่านมาการปลูก การดูแลรักษาป่าโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยประสบผลสำเร็จ จะเห็นได้จากพื้นที่ป่าในประเทศไทยลดลงเรื่อยๆทุกปี ทำไมรัฐไม่เปลี่ยนให้ชาวบ้านเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งที่ถูกและไม่ถูกกฎหมายเป็นผู้ปลูกและเป็นผู้ดูแลรักษา ซึ่งการเพิ่มป่าก็คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศให้เพิ่มขึ้นนั่นเอง เพราะในอดีตที่ผ่านมาราษฎรที่เป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งไม่ยั่งยืนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ยางพารา ปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้ประสบปัญหาราคาตกต่ำ เกษตรกรเดือดร้อน เป็นหนี้สินกันถ้วนหน้าและในที่สุดเกษตรกรก็ไม่สามารถที่จะรักษาแผ่นดินของตนเองไว้ได้ต้องถูกยึด ถูกขายไปเป็นของนายทุนและในที่สุดเกษตรกรก็ไร้ที่ทำกินก็ต้องเดินหน้ากันบุกรุกพื้นที่ป่าต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
นายพงศา ยังบอกต่อไปว่า ในเมื่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ยั่งยืน เราก็ต้องหาวิธีการปลูกพืชแบบผสมผสาน นำไม้ยืนต้นมาแซมในแปลงเกษตร ซึ่งโดยหลักการพืชแต่ละชนิดจะเกื้อกูลกันตามธรรมชาติหลายคนกังวลว่าพืชที่ปลูกแซมจะแย่งอาหารจากพืชหลักที่ปลูก เป็นข้อกังวลที่เกิดจากการไม่เข้าใจเพราะพืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารที่ไม่เหมือนกันดังนั้นการแย่งอาหารจึงไม่เกิดขึ้นเพียงแต่การแย่งแสงสว่างอาจจะมีขึ้นได้แต่ก็สามารถจัดการได้เพราะในป่าพืชก็สามารถอยู่รวมกันเป็นป่าได้ ข้อที่น่ากังวลที่มากกว่านั้นก็คือ ปลูกไม้ขึ้นมาแล้วสามารถนำไม้ไปใช้หรือสร้างประโยชน์ได้อย่างไรเพราะหากมีการแปรรูป หรือทำลายไม้จะผิดกฎหมาย จะทำอย่างไรที่จะสร้างความมั่นใจให้ราษฎรที่ปลูกต้นไม้แล้วมีความหวังที่จะสามารถนำไม้ไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายเป็นสินค้าได้ อันนี้นี่เองจึงจะเป็นเรื่องที่รัฐต้องไปคิดและทำ ซึ่งขณะนี้ตนและคณะได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้รัฐบาลรับรองต้นไม้ที่มีชีวิตของเกษตรกรมีค่าเป็นทรัพย์ ซึ่งเกษตรกรมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเอาไม้ที่ตนเองปลูกไปทำอะไรก็ได้ไม่ผิดกฎหมาย สามารถนำต้นไม้ไปค้ำประกันเงินกู้ธนาคารได้ ค้ำประกันตัวผู้ต้องหาได้นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐรับรองมูลค่าต้นไม้ที่ปลูก ต้นละ 100 บาทต่อปี และรัฐต้องมีเงิน 10 เปอร์เซ็นของมูลค่าต้นไม้มาชดเชยการปลูกซึ่งโดยปกติที่รัฐให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ปลูกรัฐเองก็ต้องเสียค่าใช้จ่าทุกต้นอยู่แล้วต้นละ 116 บาทซึ่งปลูกลงไปแล้วไม่แน่ใจว่าจะรอดหรือไม่ เปลี่ยนมาให้ราษฎรปลูกแล้วจ่ายเงินดังกล่าวให้ชาวบ้านเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านปลูกป่า
นอกจากนั้นนายพงศายังบอกว่า มีคำถามว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อให้รัฐได้ทราบข้อมูลว่าราษฎรคนใดมีไม้อยู่เท่าใดและมูลค่าเท่าใด ซึ่งเรื่องนี้จะต้องนำผู้ที่ปลูกไม้เข้ามาเป็นสมาชิกธนาคารตันไม้ ที่ตนเองดูแลอยู่ทั่วประเทศแล้วให้ธนาคารต้นไม้สาขาออกเดินสำรวจจัดเก็บข้อมูลของชาวบ้านแต่ละรายแล้วรวบรวมข้อมูลนำเสนอต่อธนาคารต้นไม้เพื่อนำเสนอให้รัฐบาลรับรองต่อไป
นอกจากนี้ เมื่อ 23 มีนาคม 2559 ประชารัฐแม่แจ่ม ได้ร่วมกันร่างสัญญาประชารัฐแม่แจ่มขึ้นเพื่อพัฒนาอำเภอแม่แจ่มอย่างยั่งยืนโดยประกาศเจตนารมณ์ให้แม่แจ่มเป็นอำเภอคุณธรรมและทำการลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือเข้าโพดหันมาปลูกป่าในที่ดินที่ครอบครองโดยรัฐต้องหาวิธีการจัดการเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่คนในพื้นที่เพื่อยุติปัญหาการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำแม่แจ่ม ซึ่งทั้ง 2ประเด็นรัฐบาลสามารถสั่งการให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการได้เลย เท่านี้รัฐก็สามารถสร้างป่าได้ครบจำนวน 26 ล้านไร่ทั้งนี้ ต้องอาศัยความจริงใจของรัฐบาลด้วยว่าจะตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน
นายธรรมนูญ นาคขำ ผู้สื่อข่าวชุมชนสุราษฎร์ธานี รายงาน





