playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ป้อมมหากาฬ / กรุงเทพฯ  :  งาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ” คึกคัก  ชาวชุมชนเสนอข้อเรียกร้อง  5 ข้อต่อ กทม.เพื่อขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม  โดยพร้อมจะช่วยดูแลรักษาสวนสาธารณะ  จัดเวรยามรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง  พัฒนาให้เป็นแบบอย่างที่ชุมชนอยู่ร่วมกับสวนสาธารณะได้  ฯลฯ  ขณะที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการสนับสนุนการต่อสู้และข้อเรียกร้องของชาวบ้าน   อนุกรรมสิทธิชุมชนฯ ชี้ พ.ร.ก.เวนคืนที่ดินมีผลบังคับใช้แค่ 5 ปี  สามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนแนวได้  อ้างมาตรา 44 ยังยกเลิก พ.ร.บ.ผังเมืองได้ กรณีชุมชนป้อมมหากาฬจึงเป็นการเลือกปฏิบัติ

117.jpg
หลังคำประกาศของกรุงเทพมหานครกำหนดเส้นตายภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559  ให้ชาวชุมป้อมมหากาฬรื้อย้ายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไป  หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการตามนั้น  กทม.ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการรื้อถอน  เพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณแนวป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะต่อไปนั้น   เมื่อบ่ายวันที่ 27 มีนาคม ชาวชุมชนป้อมมหากาฬได้จัดงาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ” ขึ้นภายในชุมชน  โดยมีการจัดเวทีเสวนา “คน   โบราณสถาน  สวน  :  ผู้บุกรุกกับส่วนรวม”  มีผู้เข้าร่วมจากภาคีเครือข่ายต่างๆ  นักศึกษา  นักวิชาการ  และเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนคูคลอง  ประมาณ  300 คน

นายธวัชชัย  วรมหาคุณ  ผู้ประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ  กล่าวว่า  การจัดงานในวันนี้ก็เนื่องจากมีข่าวว่า กทม.จะไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้  ชาวชุมชนจึงเชิญนักวิชาการ  ประชาชน  พี่น้องเครือข่ายริมคลองทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาร่วมหารือ  เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ  ส่วนข้อเสนอของชาวบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬทั้งหมดก็คือ 1.ขออาสาดูแลพื้นที่สวนสาธารณะที่ กทม.จะสร้างในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ  โดยชุมชนเป็นคนดูแล  2. ชาวบ้านขออาสาเป็นเวรเป็นยามดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง  3. ไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจาก กทม.  4. ชาวบ้านขออยู่ร่วมกับสวนสาธารณะ เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนที่ยั่งยืน เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาแบบชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ  และ 5. ชาวบ้านขออยู่ในที่ดินเดิม  โดยจะขอแบ่งปันที่ดินจาก กทม.แล้วปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้มีสภาพสอดคล้องกับสวนสาธารณะ  และเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน

รศ.ศรีศักดิ์  วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์  กล่าวว่า  กรุงเทพมหานครเป็นบ้านเมืองที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบและก็มีเมืองชายกำแพง มีคูเมือง เรียกว่า “คลองเมือง” ผู้คนสัญจรไปมาตามลำคลอง แล้วจะมาขึ้นบกที่ชานกำแพง ตรงชานกำแพงเป็นแหล่งที่อยู่ที่อาศัย มีเรือนแพอยู่ข้างหน้า คนขึ้นมาอยู่ตรงชานกำแพง ปลูกบ้านเรือนอยู่  ต่อมามีการขุดคลองต่อจากคลองมหานาคไปแถวปทุมวัน ตรงนี้เป็นที่ที่กรุงเทพฯ ขึ้นเรือ ท่าเรือจอดตรงนี้ แล้วก็ล่องไปตามคลองมหานาค ไปทางตะวันออก เพราะกรุงเทพฯ มันจะขยายตัวได้ทางตะวันออกเท่านั้น ความแออัดของชุมชนจึงเกิดขึ้น ชุมชนสองฝั่งจึงเกิดขึ้นมาตลอดเป็นเวลานานแล้ว

พอมาถึงรัชกาลที่สอง  มีวัดวาอารามมาก เจ้านายก็มาขึ้นเรือที่นี่ ขุนนางก็อยู่ที่นี่ ขุนนางก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน  ความเป็นชุมชนเกิดขึ้นชัดเจน เห็นโครงสร้างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม ก็อยู่กันเรื่อยมา  ทีนี้การเป็นชุมชนไม่ได้หมายความว่าเขาอยู่จนกระทั่งชั่วลูกชั่วหลาน มันมีการเข้า-ออกหลายกลุ่มหลายเหล่าเข้ามา แต่ก็ถูกบูรณาการให้เป็นคนป้อมมหากาฬ ชาวบ้านเขาก็อยู่กันมาตลอด  ที่จะมาไล่รื้อมันไม่ชอบด้วยเหตุผล  จำเป็นที่เราจะต้องร่วมกับคนป้อมมหากาฬรักษาจุดนี้ของกรุงเทพฯ ชุมชนชานพระนครเป็นชุมชนชาวเกาะที่เก่า ที่คู่มากับกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว

 “ผมคิดว่าอันนี้ต้องรักษาไว้ ถ้าหากดูจากสภาพแวดล้อม ขึ้นเครื่องบินดู มีจุดเขียวๆ ที่นี่เท่านั้น ตั้งแต่ป้อมมหากาฬจนกระทั่งถึงประตูผี มีต้นไม้ใหญ่ และถ้ามองแหวกก็จะเห็นพระบรมธาตุ ที่นี่เป็นแหล่งที่มีงานนักขัตฤกษ์ของภูเขาทอง มันเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ เป็นพื้นที่สำคัญตามคลองเมือง ต่อจากคลองมหานาค เป็นชุมชนที่มีมาตลอด มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่ แล้วทำไมต้องไปรื้อ ดังนั้นถ้าหากเราเสียป้อมมหากาฬ  เสียชุมชนเก่าแก่ที่สุดที่เป็นประวัติศาสตร์เก่าแก่ของกรุงเทพมหานครก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ  เราจึงต้องร่วมกันรักษาเอาไว้”  รศ.ศรีศักรกล่าว

ดร.เพิ่มศักดิ์  มกราภิรมย์  อนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวว่า  ป้อมมหากาฬคือชุมชนพระราชทาน ชาวบ้านตั้งชุมชนมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์  ฉะนั้นการที่จะไล่รื้อชุมชนพระราชทานในลักษณะอย่างนี้ซึ่งมีไม่มากนัก ตนเห็นว่าเป็นเรื่องของ 1.การก้าวล่วงเจตนารมณ์ของล้นเกล้า 2.คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดความเป็นคน  โดยเฉพาะโครงการของรัฐ หรือที่เรียกว่า “แนวฌองอาริเซ่” ที่จะมาไล่รื้อชุมชนออกจากป้อมมหากาฬ ซึ่งความคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2502 แล้ว และชาวบ้านก็ต่อสู้มายี่สิบกว่าปี ตั้งแต่มีการเวนคืนที่ดินในปี 2535 

“ความคิดนี้รากเหง้ามันเริ่มมาตั้งห้าสิบกว่าปีแล้ว  บรรพบุรุษหรือว่าพ่อแม่ในชุมชนนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร  เป็นห้าสิบปีของความขมขื่น ห้าสิบกว่าปีของความเจ็บช้ำที่รู้ว่าพื้นที่นี้กำลังได้รับการพัฒนา แต่ชุมชนตนเองไม่มีโอกาส ไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็น ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ว่าชุมชนตนเองอยากจะพัฒนาไปในแนวทางใด ในประเด็นนี้ เมื่อเขากำหนดความเป็นชุมชน และการเป็นพัฒนาชุมชนโดยที่เขาไม่มีส่วนร่วม หรือเขาไม่ได้แสดงความคิดเห็น อันนี้เป็นการละเมิดสิทธิในเรื่องการพัฒนาชุมชน  ฉะนั้น ในห้าสิบกว่าปีนี้ ถึงเวลาแล้ว มันสุกงอมแล้ว เราต้องปลดแอกปลดโซ่ตรวนความคิดกระแสหลักที่มาครอบงำชุมชนออกไปเสียที”  ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว

ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวถึงประเด็นที่ กทม.อ้างว่าชาวบ้านรับเงินค่าเวนคืนไปแล้วว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ้างอยู่บ่อยๆ คือเรื่องสัญญาซื้อขาย ที่บอกว่าเลิกไม่ได้  เพราะชาวบ้านรับเงินแล้ว มีสัญญาซื้อขายแล้ว สัญญาซื้อขายเป็นเหตุผลสำคัญทำให้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน โดยเฉพาะในศาลปกครองสูงสุดให้ชาวบ้านแพ้ ให้พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ชอบธรรม กระบวนการซื้อขายมันไม่ได้เป็นสัญญาซื้อขายแต่เพียงลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะเอาชาวบ้านออก ราชการจะต้องจัดหาที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากินให้ชาวบ้านเขามีความพอใจ

“แล้วเงินที่ชาวบ้านได้ไป ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ได้ไป ก็เอาไปจ่ายค่ามัดจำให้กับอาคารที่การเคหะสร้างไว้ แต่สุดท้ายพออยู่ไม่ได้เขาก็ไม่คืนเงินให้  เรียกว่าเงินค่าเวนคืนที่ได้ไปมันไม่เหลืออะไรเลย  ผมคิดว่า การที่ กทม.จะมาเรียกร้องว่าได้จ่ายเงินไปแล้ว ชาวบ้านจึงไร้สิทธิ สิ่งที่น่าตำหนิคือ รัฐเมื่อออกข้อกำหนดเวนคืน และจ่ายค่าชดเชยแล้วก็ไม่ได้ทำตามสัญญา  คนที่ผิดสัญญาคือฝ่ายรัฐ  ไม่ใช่ฝ่ายชุมชน”  ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ ดร.เพิ่มศักดิ์ยังกล่าวถึงพระราชกฤษฎีกาที่ กทม.ออกมาตั้งแต่ปี 2535 เพื่อเวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬไปสร้างเกาะรัตนโกสินทร์ว่า  ความจริงพระราชกฤษฎีกาการเวนคืนที่ดินมีผลบังคับใช้แค่ 5 ปี แล้วต้องหมดอายุ   การต่ออายุและบังคับใช้มา 30 กว่าปีแล้วนี้ตนเชื่อว่ามันไม่เป็นธรรม  เพราะหากมีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน หมายความว่าเพราะรัฐมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเวนคืน เมื่อมีความจำเป็น กฎหมายก็กำหนดไว้ให้ทำให้เสร็จภายใน 5 ปี ในเมื่อ 5 ปีทำไม่เสร็จ  ก็แสดงว่าทำไม่ได้  ชาวบ้านเขาไม่ยอม ชาวบ้านเขาไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วยก็มีทางเลือกสองทาง 1.ยกเลิก  2.ต้องปรับเปลี่ยนแนวในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งสามารถทำได้ เช่น  เรื่อง พ.ร.บ.ผังเมือง มาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมือง

“ในกรณีนี้หมายความว่า หน่วยงานรัฐเลือกปฏิบัติในประเด็นของชุมชนป้อมมหากาฬ เมื่อชาวบ้านไม่เห็นด้วย ส่วนไหนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนไหนที่เขามีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ก็จะต้องปรับเปลี่ยนพระราชกฤษฎีกาให้แนวมันตรงกับสิ่งที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่เป็นจริงมันก็บังคับใช้ไม่ได้  ฉะนั้น ผมจึงคิดว่าข้อเสนอ 5 ข้อของพี่น้องป้อมมหากาฬเป็นข้อเสนอที่ดี ผมสนับสนุนและผมอยากจะทำให้ข้อเสนอนี้ให้จบภายในหกสิบวัน เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะเปิดเทอม  โดยชาวบ้านจะต้องไปเจรจาหาทางออกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”  ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวในตอนท้าย

นายไพรัช  ชะบางบอน   เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนคูคลอง  กล่าวว่า  สมาชิกเครือข่ายฯ จากคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้ส่งตัวแทนมาร่วมงานนี้ประมาณ  30 คน  เพื่อเป็นการให้กำลังใจพี่น้องชาวชุมชนด้วยกัน  โดยเฉพาะชาวชุมชนป้อมมหากาฬที่มีส่วนในการสร้างเครือข่ายฯคูคลองและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวด ล้อมมาด้วยกัน  ดังนั้นเมื่อพี่น้องมีความเดือดร้อน  พวกเราจึงมาร่วมให้กำลังใจ  และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

114.jpg
ในช่วงท้ายของการจัดงาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ”  ผู้ที่มาร่วมงานและชาวบ้านกว่า 300 คน  ได้ออกมาแสดงสัญลักษณ์คัดค้านการไล่รื้อชุมชน  ด้วยการยืนคล้องแขนกันที่บริเวณริมถนนหน้าชุมชนป้อมมหากาฬรวมความยาวประมาณ 100 เมตร  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ปกป้องชุมชน

ชุมชนป้อมมหากาฬ  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4 ไร่  300 ตารางวา ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมด 64 หลัง  ประชากรประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย  เช่น  ขายกระเพาะปลา ส้มตำ ไก่ย่าง ขายพลุ  ดอกไม้ไฟ  ทำกรงนก  ฯลฯ    ถือเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งนับตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งแต่เดิมมีทั้งขุนนาง  ข้าราชบริพาร  ปลูกสร้างบ้านเรือนพักอาศัยอยู่นอกกำแพงพระนคร รวมทั้งมีชุมชนเรือนแพอยู่ในคลองโอ่งอ่าง  โดยมีป้อมที่สร้างขึ้นตามกำแพงพระนครในสมัยนั้นรวม 14 ป้อม  (เหลือปัจจุบันเพียง 2 ป้อม คือ ป้อมมหากาฬและป้อมพระสุเมรุ) นอกจากนี้บริเวณชุมชนแห่งนี้ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ยังเป็นแหล่งกำเนิดคณะลิเกและวิกลิเกแห่งแรกในพระนครอีกด้วย  ต่อมาในปี 2492 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนป้อมมหากาฬเป็นโบราณสถาน  
119_resize.JPG

ในปี 2535  กรุงเทพมหานครประกาศ พ.ร.ก.เวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมหากาฬเพื่อสร้างเป็นสวน
สาธารณะตามโครงการปรับปรุงเกาะรัตนโกสินทร์  โดยมีชาวบ้านบางส่วนที่รับเงินค่าเวนคืนไปแล้ว (จำนวน 28 ราย) แต่ชาวชุมชนส่วนใหญ่ได้ร่วมกันต่อสู้และคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง  เช่น  ในปี 2546  กทม.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อปิดล้อมเตรียมการไล่รื้อแต่ชาวชุมชนและพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองหลายร้ออยคนได้ช่วยกันคล้องแขนเป็นกำแพงมนุษย์ปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามา

ต่อมาในปี 2547  ชาวชุมชนได้ยื่นฟ้อง กทม.ต่อศาลปกครอง  แต่ศาลปกครองได้พิพากษาในเวลาต่อมาให้ กทม.มีสิทธิในการเวนคืนเพื่อพัฒนาที่ดิน  ล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  กทม.ได้เริ่มเคลื่อนไหวที่จะไล่รื้อชุมชนอีกครั้ง  โดยอ้างเหตุผลว่าชาวบ้านรับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปแล้ว  และ สตง.ได้เร่งรัดมายังกทม.เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่  มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่

118.jpg

113.jpg115.jpg

 

 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter