ป้อมมหากาฬ / กรุงเทพฯ : งาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ” คึกคัก ชาวชุมชนเสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อต่อ กทม.เพื่อขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม โดยพร้อมจะช่วยดูแลรักษาสวนสาธารณะ จัดเวรยามรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พัฒนาให้เป็นแบบอย่างที่ชุมชนอยู่ร่วมกับสวนสาธารณะได้ ฯลฯ ขณะที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการสนับสนุนการต่อสู้และข้อเรียกร้องของชาวบ้าน อนุกรรมสิทธิชุมชนฯ ชี้ พ.ร.ก.เวนคืนที่ดินมีผลบังคับใช้แค่ 5 ปี สามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนแนวได้ อ้างมาตรา 44 ยังยกเลิก พ.ร.บ.ผังเมืองได้ กรณีชุมชนป้อมมหากาฬจึงเป็นการเลือกปฏิบัติ

หลังคำประกาศของกรุงเทพมหานครกำหนดเส้นตายภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ให้ชาวชุมป้อมมหากาฬรื้อย้ายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไป หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการตามนั้น กทม.ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการรื้อถอน เพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณแนวป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะต่อไปนั้น เมื่อบ่ายวันที่ 27 มีนาคม ชาวชุมชนป้อมมหากาฬได้จัดงาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ” ขึ้นภายในชุมชน โดยมีการจัดเวทีเสวนา “คน โบราณสถาน สวน : ผู้บุกรุกกับส่วนรวม” มีผู้เข้าร่วมจากภาคีเครือข่ายต่างๆ นักศึกษา นักวิชาการ และเครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนคูคลอง ประมาณ 300 คน
นายธวัชชัย วรมหาคุณ ผู้ประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ก็เนื่องจากมีข่าวว่า กทม.จะไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ชาวชุมชนจึงเชิญนักวิชาการ ประชาชน พี่น้องเครือข่ายริมคลองทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาร่วมหารือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ส่วนข้อเสนอของชาวบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬทั้งหมดก็คือ 1.ขออาสาดูแลพื้นที่สวนสาธารณะที่ กทม.จะสร้างในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ โดยชุมชนเป็นคนดูแล 2. ชาวบ้านขออาสาเป็นเวรเป็นยามดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 3. ไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจาก กทม. 4. ชาวบ้านขออยู่ร่วมกับสวนสาธารณะ เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนที่ยั่งยืน เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาแบบชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ และ 5. ชาวบ้านขออยู่ในที่ดินเดิม โดยจะขอแบ่งปันที่ดินจาก กทม.แล้วปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้มีสภาพสอดคล้องกับสวนสาธารณะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน
รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นบ้านเมืองที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบและก็มีเมืองชายกำแพง มีคูเมือง เรียกว่า “คลองเมือง” ผู้คนสัญจรไปมาตามลำคลอง แล้วจะมาขึ้นบกที่ชานกำแพง ตรงชานกำแพงเป็นแหล่งที่อยู่ที่อาศัย มีเรือนแพอยู่ข้างหน้า คนขึ้นมาอยู่ตรงชานกำแพง ปลูกบ้านเรือนอยู่ ต่อมามีการขุดคลองต่อจากคลองมหานาคไปแถวปทุมวัน ตรงนี้เป็นที่ที่กรุงเทพฯ ขึ้นเรือ ท่าเรือจอดตรงนี้ แล้วก็ล่องไปตามคลองมหานาค ไปทางตะวันออก เพราะกรุงเทพฯ มันจะขยายตัวได้ทางตะวันออกเท่านั้น ความแออัดของชุมชนจึงเกิดขึ้น ชุมชนสองฝั่งจึงเกิดขึ้นมาตลอดเป็นเวลานานแล้ว
พอมาถึงรัชกาลที่สอง มีวัดวาอารามมาก เจ้านายก็มาขึ้นเรือที่นี่ ขุนนางก็อยู่ที่นี่ ขุนนางก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ความเป็นชุมชนเกิดขึ้นชัดเจน เห็นโครงสร้างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม ก็อยู่กันเรื่อยมา ทีนี้การเป็นชุมชนไม่ได้หมายความว่าเขาอยู่จนกระทั่งชั่วลูกชั่วหลาน มันมีการเข้า-ออกหลายกลุ่มหลายเหล่าเข้ามา แต่ก็ถูกบูรณาการให้เป็นคนป้อมมหากาฬ ชาวบ้านเขาก็อยู่กันมาตลอด ที่จะมาไล่รื้อมันไม่ชอบด้วยเหตุผล จำเป็นที่เราจะต้องร่วมกับคนป้อมมหากาฬรักษาจุดนี้ของกรุงเทพฯ ชุมชนชานพระนครเป็นชุมชนชาวเกาะที่เก่า ที่คู่มากับกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยว
“ผมคิดว่าอันนี้ต้องรักษาไว้ ถ้าหากดูจากสภาพแวดล้อม ขึ้นเครื่องบินดู มีจุดเขียวๆ ที่นี่เท่านั้น ตั้งแต่ป้อมมหากาฬจนกระทั่งถึงประตูผี มีต้นไม้ใหญ่ และถ้ามองแหวกก็จะเห็นพระบรมธาตุ ที่นี่เป็นแหล่งที่มีงานนักขัตฤกษ์ของภูเขาทอง มันเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ เป็นพื้นที่สำคัญตามคลองเมือง ต่อจากคลองมหานาค เป็นชุมชนที่มีมาตลอด มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่ แล้วทำไมต้องไปรื้อ ดังนั้นถ้าหากเราเสียป้อมมหากาฬ เสียชุมชนเก่าแก่ที่สุดที่เป็นประวัติศาสตร์เก่าแก่ของกรุงเทพมหานครก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ เราจึงต้องร่วมกันรักษาเอาไว้” รศ.ศรีศักรกล่าว
ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ป้อมมหากาฬคือชุมชนพระราชทาน ชาวบ้านตั้งชุมชนมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ฉะนั้นการที่จะไล่รื้อชุมชนพระราชทานในลักษณะอย่างนี้ซึ่งมีไม่มากนัก ตนเห็นว่าเป็นเรื่องของ 1.การก้าวล่วงเจตนารมณ์ของล้นเกล้า 2.คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดความเป็นคน โดยเฉพาะโครงการของรัฐ หรือที่เรียกว่า “แนวฌองอาริเซ่” ที่จะมาไล่รื้อชุมชนออกจากป้อมมหากาฬ ซึ่งความคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2502 แล้ว และชาวบ้านก็ต่อสู้มายี่สิบกว่าปี ตั้งแต่มีการเวนคืนที่ดินในปี 2535
“ความคิดนี้รากเหง้ามันเริ่มมาตั้งห้าสิบกว่าปีแล้ว บรรพบุรุษหรือว่าพ่อแม่ในชุมชนนี้เขาจะรู้สึกอย่างไร เป็นห้าสิบปีของความขมขื่น ห้าสิบกว่าปีของความเจ็บช้ำที่รู้ว่าพื้นที่นี้กำลังได้รับการพัฒนา แต่ชุมชนตนเองไม่มีโอกาส ไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็น ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ว่าชุมชนตนเองอยากจะพัฒนาไปในแนวทางใด ในประเด็นนี้ เมื่อเขากำหนดความเป็นชุมชน และการเป็นพัฒนาชุมชนโดยที่เขาไม่มีส่วนร่วม หรือเขาไม่ได้แสดงความคิดเห็น อันนี้เป็นการละเมิดสิทธิในเรื่องการพัฒนาชุมชน ฉะนั้น ในห้าสิบกว่าปีนี้ ถึงเวลาแล้ว มันสุกงอมแล้ว เราต้องปลดแอกปลดโซ่ตรวนความคิดกระแสหลักที่มาครอบงำชุมชนออกไปเสียที” ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว
ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวถึงประเด็นที่ กทม.อ้างว่าชาวบ้านรับเงินค่าเวนคืนไปแล้วว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ้างอยู่บ่อยๆ คือเรื่องสัญญาซื้อขาย ที่บอกว่าเลิกไม่ได้ เพราะชาวบ้านรับเงินแล้ว มีสัญญาซื้อขายแล้ว สัญญาซื้อขายเป็นเหตุผลสำคัญทำให้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน โดยเฉพาะในศาลปกครองสูงสุดให้ชาวบ้านแพ้ ให้พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ชอบธรรม กระบวนการซื้อขายมันไม่ได้เป็นสัญญาซื้อขายแต่เพียงลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะเอาชาวบ้านออก ราชการจะต้องจัดหาที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากินให้ชาวบ้านเขามีความพอใจ
“แล้วเงินที่ชาวบ้านได้ไป ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ได้ไป ก็เอาไปจ่ายค่ามัดจำให้กับอาคารที่การเคหะสร้างไว้ แต่สุดท้ายพออยู่ไม่ได้เขาก็ไม่คืนเงินให้ เรียกว่าเงินค่าเวนคืนที่ได้ไปมันไม่เหลืออะไรเลย ผมคิดว่า การที่ กทม.จะมาเรียกร้องว่าได้จ่ายเงินไปแล้ว ชาวบ้านจึงไร้สิทธิ สิ่งที่น่าตำหนิคือ รัฐเมื่อออกข้อกำหนดเวนคืน และจ่ายค่าชดเชยแล้วก็ไม่ได้ทำตามสัญญา คนที่ผิดสัญญาคือฝ่ายรัฐ ไม่ใช่ฝ่ายชุมชน” ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ ดร.เพิ่มศักดิ์ยังกล่าวถึงพระราชกฤษฎีกาที่ กทม.ออกมาตั้งแต่ปี 2535 เพื่อเวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬไปสร้างเกาะรัตนโกสินทร์ว่า ความจริงพระราชกฤษฎีกาการเวนคืนที่ดินมีผลบังคับใช้แค่ 5 ปี แล้วต้องหมดอายุ การต่ออายุและบังคับใช้มา 30 กว่าปีแล้วนี้ตนเชื่อว่ามันไม่เป็นธรรม เพราะหากมีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน หมายความว่าเพราะรัฐมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเวนคืน เมื่อมีความจำเป็น กฎหมายก็กำหนดไว้ให้ทำให้เสร็จภายใน 5 ปี ในเมื่อ 5 ปีทำไม่เสร็จ ก็แสดงว่าทำไม่ได้ ชาวบ้านเขาไม่ยอม ชาวบ้านเขาไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วยก็มีทางเลือกสองทาง 1.ยกเลิก 2.ต้องปรับเปลี่ยนแนวในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งสามารถทำได้ เช่น เรื่อง พ.ร.บ.ผังเมือง มาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมือง
“ในกรณีนี้หมายความว่า หน่วยงานรัฐเลือกปฏิบัติในประเด็นของชุมชนป้อมมหากาฬ เมื่อชาวบ้านไม่เห็นด้วย ส่วนไหนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนไหนที่เขามีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ก็จะต้องปรับเปลี่ยนพระราชกฤษฎีกาให้แนวมันตรงกับสิ่งที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่เป็นจริงมันก็บังคับใช้ไม่ได้ ฉะนั้น ผมจึงคิดว่าข้อเสนอ 5 ข้อของพี่น้องป้อมมหากาฬเป็นข้อเสนอที่ดี ผมสนับสนุนและผมอยากจะทำให้ข้อเสนอนี้ให้จบภายในหกสิบวัน เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะเปิดเทอม โดยชาวบ้านจะต้องไปเจรจาหาทางออกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวในตอนท้าย
นายไพรัช ชะบางบอน เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนคูคลอง กล่าวว่า สมาชิกเครือข่ายฯ จากคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้ส่งตัวแทนมาร่วมงานนี้ประมาณ 30 คน เพื่อเป็นการให้กำลังใจพี่น้องชาวชุมชนด้วยกัน โดยเฉพาะชาวชุมชนป้อมมหากาฬที่มีส่วนในการสร้างเครือข่ายฯคูคลองและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวด ล้อมมาด้วยกัน ดังนั้นเมื่อพี่น้องมีความเดือดร้อน พวกเราจึงมาร่วมให้กำลังใจ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในช่วงท้ายของการจัดงาน “รวมพลคนป้อมมหากาฬ” ผู้ที่มาร่วมงานและชาวบ้านกว่า 300 คน ได้ออกมาแสดงสัญลักษณ์คัดค้านการไล่รื้อชุมชน ด้วยการยืนคล้องแขนกันที่บริเวณริมถนนหน้าชุมชนป้อมมหากาฬรวมความยาวประมาณ 100 เมตร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ปกป้องชุมชน
ชุมชนป้อมมหากาฬ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4 ไร่ 300 ตารางวา ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมด 64 หลัง ประชากรประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย เช่น ขายกระเพาะปลา ส้มตำ ไก่ย่าง ขายพลุ ดอกไม้ไฟ ทำกรงนก ฯลฯ ถือเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งนับตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีทั้งขุนนาง ข้าราชบริพาร ปลูกสร้างบ้านเรือนพักอาศัยอยู่นอกกำแพงพระนคร รวมทั้งมีชุมชนเรือนแพอยู่ในคลองโอ่งอ่าง โดยมีป้อมที่สร้างขึ้นตามกำแพงพระนครในสมัยนั้นรวม 14 ป้อม (เหลือปัจจุบันเพียง 2 ป้อม คือ ป้อมมหากาฬและป้อมพระสุเมรุ) นอกจากนี้บริเวณชุมชนแห่งนี้ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ยังเป็นแหล่งกำเนิดคณะลิเกและวิกลิเกแห่งแรกในพระนครอีกด้วย ต่อมาในปี 2492 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนป้อมมหากาฬเป็นโบราณสถาน
ในปี 2535 กรุงเทพมหานครประกาศ พ.ร.ก.เวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมหากาฬเพื่อสร้างเป็นสวน
สาธารณะตามโครงการปรับปรุงเกาะรัตนโกสินทร์ โดยมีชาวบ้านบางส่วนที่รับเงินค่าเวนคืนไปแล้ว (จำนวน 28 ราย) แต่ชาวชุมชนส่วนใหญ่ได้ร่วมกันต่อสู้และคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2546 กทม.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อปิดล้อมเตรียมการไล่รื้อแต่ชาวชุมชนและพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองหลายร้ออยคนได้ช่วยกันคล้องแขนเป็นกำแพงมนุษย์ปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามา
ต่อมาในปี 2547 ชาวชุมชนได้ยื่นฟ้อง กทม.ต่อศาลปกครอง แต่ศาลปกครองได้พิพากษาในเวลาต่อมาให้ กทม.มีสิทธิในการเวนคืนเพื่อพัฒนาที่ดิน ล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กทม.ได้เริ่มเคลื่อนไหวที่จะไล่รื้อชุมชนอีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลว่าชาวบ้านรับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปแล้ว และ สตง.ได้เร่งรัดมายังกทม.เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่



สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





