พอช./ ตัวแทนธนาคารโลกและกองทุนพัฒนาสังคมประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) ร่วมพิธีปิดโครงการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง 5 จังหวัด 50 ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 โดยใช้งบประมาณกว่า 72 ล้านบาท ซ่อมแซมบ้าน 2,075 หลัง และปรับปรุงสาธารณูปโภค 108 โครงการ โดยตัวแทนทั้ง 2 องค์กรต่างชื่นชมความสำเร็จที่มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ท้องถิ่น และความเข้มแข็งของผู้นำ ฯลฯ ชูประเทศไทยเป็นต้นแบบการฟื้นฟูภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นแกนหลัก
วันนี้ (30 มีนาคม) เวลา 9.30 น. ที่ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีพิธีปิดโครงการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง ซึ่งเป็นโครงการที่ พอช.ร่วมกับธนาคารโลก กองทุนพัฒนาสังคมประเทศญี่ปุ่น (Japan Social Development Fund : JSDF) และเครือข่ายองค์กรชุมชน จัดทำโครงการดังกล่าว ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 โดย JSDF สนับสนุนงบประมาณดำเนินการรวม 2.85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 94 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2556-2559 ซึ่งพิธีปิดโครงการฯ มีตัวแทนธนาคารโลก ผู้บริหารพอช. เครือข่ายองค์กรชุมชนประมาณ 150 คน และตัวแทน JSDFเข้าร่วมด้วย โดยนางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการ พอช.กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน
นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวสรุปโครงการว่า พอช.ทำงานฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติสึนามิมาตั้งแต่ปี 2547 หลังจากนั้นจึงขยายงานไปยัง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำเรื่องการซ่อมแซมและปรับปรุงที่อยู่อาศัยกว่า 50,000 หลัง ต่อมาได้เกิดภัยพิบัติดินโคลนถล่มและน้ำท่วมในภาคเหนือ พอช.และหน่วยงานภาคี ตลอดจนเครือข่ายองค์กรชุมชนก็ได้ทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูชุมชน และเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 โดยเฉพาะในเขต กทม. พี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชนในต่างจังหวัดก็ได้ส่งความช่วยเหลือต่างๆ มาให้ เช่น เพชรบูรณ์ส่งแพมาให้ พื้นที่สึนามิก็ส่งคนมาช่วย ล่าสุดเมื่อปี 2557 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เชียงราย พอช.และเครือข่ายช่างชุมชนจากกรุงเทพฯ และภาคกลางก็ส่งคนและความช่วยเหลือต่างๆ ไปช่วยซ่อมแซมบ้านกว่า 1,629 หลัง
สำหรับโครงการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมืองนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก JSDF ผ่านธนาคารโลก จำนวน 2.85 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 94 ล้านบาท ดำเนินการในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 โดยมีเป้าหมายเป็นครัวเรือนคนจนเมืองอย่างน้อย 3,000 ครัวเรือน จำนวน 50 ชุมชน รวม 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา และนครสวรรค์ เพื่อให้คนจนเมืองเหล่านี้มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2556-2559
สำหรับขั้นตอนในการดำเนินโครงการนั้น นายอัมพรกล่าวว่า เริ่มจาก 1.การประชุมสมาชิกในชุมชน มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลโครงการ วิเคราะห์ปัญหา จัดเวทีคัดเลือกโครงการ 2.เสนอโครงการในเวทีระดับเมือง เพื่อให้หน่วยงานในท้องถิ่นได้รับทราบ และประสานความร่วมมือ 3.เสนอโครงการเวทีกลั่นกรองระดับชาติ 4.เบิกจ่ายงบประมาณ โดยมีการอบรมการบริหารโครงการ การทำบัญชี วางแผนก่อสร้าง 5.ดำเนินการก่อสร้าง โดยใช้วิธีเปรียบเทียบราคาวัสดุ 3 ร้าน และใช้แรงงานในชุมชน และ 6.ติดตามและประเมินผล เช่น ตรวจสอบการก่อสร้าง ตรวจบัญชี สรุปบทเรียน ฯลฯ ส่วนตัวชี้วัดโครงการ เช่น ครัวเรือนร้อยละ 80 มีหนี้สินลดลง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเข้าใจโครงการ และมีส่วนร่วม ร้อยละ 30 ของแรงงานที่ได้รับค่าจ้างในกิจกรรมโครงการเป็นผู้หญิง
ส่วนผลการดำเนินในภาพรวมทั้ง 5 จังหวัด พบว่ามีการใช้งบประมาณรวมสนับสนุนชุมชน 72,399,620 บาท (จังหวัดละประมาณ 14 ล้านบาทเศษ) โดยแยกเป็นการซ่อมแซมบ้าน 2,075 หลัง โครงการด้านสาธารณูปโภครวม 108 โครงการ จำนวนผู้ได้รับผลประโยชน์ 5,190 ครอบครัว จากเป้าหมาย 3,000 ครอบครัว หรือมีผู้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 2,190 ครอบครัว
“สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จประกอบด้วย 1.การทำงานแบบมีส่วนร่วมและเปิดเผยโปร่งใส 2.ได้รับการสนับสนุนจากทีมจังหวัดและเจ้าหน้าที่ 3.ประสบการณ์และทักษะการบริหารโครงการของชุมชน 4.ความร่วมมือของคนในชุมชน 5.ความเข้มแข็งและเสียสละของผู้นำชุมชน และ 6.ความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานในท้องถิ่น ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการนี้ก็คือการให้ชุมชนเจ้าของปัญหาเป็นผู้ดำเนินโครงการเอง ตั้งแต่การสำรวจข้อมูล การวิเคราะห์ปัญหา กำหนดวิธีการ และลงมือแก้ไขปัญหาด้วยชุมชนเอง” นายอัมพรกล่าว
Mr.Constantine Chikosi ผู้แทนธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมงานเพื่อฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ หลังจากที่แต่ละชุมชนต่างลงแรงไปแล้วมากมาย และขอขอบคุณJSDF สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน รวมทั้งทีมงานทุกภาคส่วนที่มีส่วนในการร่วมกันทำโครงการนี้จนนำไปสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้ธนาคารโลกตระหนักดีว่าเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภัยพิบัติมากขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตของประเทศลดลงถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP โดยเฉพาะคนจนจะได้รับผลกระทบมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นธนาคารโลกจึงจัดทำโครงการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง เพื่อฟื้นฟูให้มีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นไม่น้อยกว่าสภาพก่อนเกิดภัยพิบัติ
ตัวแทนธนาคารโลกกล่าวด้วยว่า หลังเกิดภัยพิบัติในปี 2554 นั้น รัฐบาลไทยได้ขอให้ธนาคารโลกช่วยศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งธนาคารโลกได้เสนอว่าประเทศไทยจะต้องมีการปรับปรุงระบบต่างๆ เช่น ระบบการระบายน้ำ ระบบการเตือนภัย ปรับปรุงระบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประเมินผลกระทบทางสังคมด้วย เช่น ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น เงินออมลดลง ทำให้ชาวบ้านไม่มีเงินที่จะซ่อมแซมบ้าน ดังนั้นธนาคารโลกจึงเข้ามาดำเนินโครงการนี้
“ธนาคารโลกขอชื่นชมความสำเร็จของโครงการนี้ที่ชุมชนได้ร่วมกันลงแรงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้วิธีการให้ชุมชนเจ้าของปัญหาเป็นแกนหลักในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา (Community driven development : CDD ) ซึ่งผลสำเร็จของโครงการนี้ โดยใช้วิธีการแบบนี้ในประเทศไทย รวมทั้งการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูชุมชนของหน่วยงานในท้องถิ่นจะเป็นประสบการณ์และตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งประเทศในแอฟฟริกา ได้ศึกษาและเรียนรู้ต่อไป” ตัวแทนธนาคารโลกกล่าว
Mr.Yojiro Miyashita ตัวแทนไจก้า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตนทำงานในประเทศไทยมานาน 3 ปี มีโครงการให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือกับประเทศไทยหลายด้าน จากประสบการณ์ตนเห็นว่าปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั้นมีองค์ประกอบ 3 อย่างที่สำคัญ คือ 1.การวางแผนที่ดี 2.มีผู้นำที่ดี และ 3.มีความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนเห็นว่าโครงการนี้มีองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วน จึงนำไปสู่การประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์ต่อชุมชน และตนหวังว่าความสัมพันธ์ที่ดีของสมาชิกในชุมชน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จะนำไปสู่การต่อยอดการพัฒนาในด้านต่างๆ ต่อไป
นางอร่ามศรี จันทร์สุขศรี ผู้นำชุมชนวัดเขาจอมคีรีนาคพรต ในฐานะตัวแทนเครือข่ายองค์กรชุมชน ได้กล่าวขอบคุณตัวแทนธนาคารโลกและไจก้าที่ให้งบประมาณความช่วยเหลือการฟื้นฟูชุมชน ทั้งด้านการซ่อมแซมบ้าน สร้างถนน วางระบบประปา ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ฯลฯ นอกจากนี้การร่วมกันจัดทำโครงการนี้ยังทำให้ชาวบ้านได้รับประสบการณ์และความรู้ต่างๆ เช่น การวางแผน การทำบัญชี การติดตามผลงาน จากเดิมที่ชาวบ้านไม่เคยทำมาก่อน และทำให้ชาวบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันมากขึ้น รวมทั้งหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น เทศบาลหรือ อบต.ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนชุมชนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน
สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





