จากสถานการณ์ภัยแล้งที่ยาวนาน ตั้งแต่ต้นปี 2558 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันปี 2559 พบความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ 2.86 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 271,341 ราย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืช และทำนาได้ตามฤดูกาล ซึ่งระยะยาวอาจทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดน้อยลง เกิดผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของชุมชนและเกษตรกร และส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานภาคเกษตร มีแนวโน้มให้ภาคเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเข้ามาช่วยเหลือพยุงภาคเกษตรเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ด้วยการแจกปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปลูกพืชน้ำน้อย เลี้ยงสัตว์ ทำประมง, การปรับปรุงดิน การทำปุ๋ยจากพืชสด สุดท้าย ทุกฝ่ายต้องปรับตัวร่วมกันเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง เกษตรกรควรต้องคำนึงสถานการณ์ภัยพิบัติ (ภัยแล้ง) ปริมาณน้ำที่ใช้ ราคาและตลาดการรับซื้อ

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มเกษตรอินทรีย์ เพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวางแนวทางการผลิตขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการปลูกพืชใช้น้ำน้อย และใช้พื้นที่ขนาดเล็กลงเพื่อพยุงให้อยู่รอดได้จนกว่าภัยแล้งจะผ่านไป และจะต้องมีความยั่งยืนโดยมองไปที่ตลาดชุมชนเป็นที่ขายผลผลิต
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ตัวแทนจากกลุ่มเพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์จำนวน 3 คน นำโดยนายประทีป อ่ำส้ม และประธานกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะ นายประกอบ อินชูพงษ์ ได้ชักชวน นายสุรพล เจ้าของร้านขายของโชวห่วยที่ใหญ่ที่สุดในชุมชน ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี และมีลูกค้ามากที่สุดทั้งในช่วงเช้า และช่วงเย็น เปิดวงหารือการทำตลาดชุมชนโดยนำผลผลิตของกลุ่มเกษตรกรที่ปลอดภัย ไร้สาร และอินทรีย์ มาจำหน่ายในราคาชุมชน ซึ่งคนในชุมชนจะได้กินอาหารที่ปลอดภัย ที่มีผลต่อสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งนายสุรพลเจ้าของร้านขายของโชวห่วยประจำตำบล มีความเห็นที่ตรงกันอยากให้เกิดตลาดชุมชนที่มีอาหารปลอดภัยขาย จึงแบ่งที่บริเวณข้างร้านให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตมาขายโดยไม่คิดค่าเช่าและขอเพิ่มเติม การฟื้นฟูวิถีเกื้อกูล เช่น หากผักสดต่างๆขายไม่หมดในวันนั้นขอให้มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันไปทำกับข้าว

จากนั้นจึงทำการวางแผนต่อในวันที่ 3 เมษายน 2559 กลุ่มเพื่อนชวนเพื่อนทำนาอินทรีย์ ได้เปิดวงพูดคุยกับสมาชิก โดยมีนายประกอบ อินชูพงษ์ จากกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะ มาร่วมออกแบบ เริ่มจากทบทวนจำนวนพืชผักที่มีอยู่แล้วและสามารถเก็บขายได้เลย ทั้งที่เก็บได้จากธรรมชาติและที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นก็วางแผนพืชพรรณที่จะปลูกเพิ่มโดยเน้นให้ใช้ระบบน้ำน้อยหรือน้ำพุ่งเพื่อลดการใช้น้ำที่มีอยู่ให้ใช้ได้ตลอดภัยแล้งนี้ และทำข้อมูลพืชผักที่คนมักนิยมบริโภคมากที่สุด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวของตลาด ขณะเดียวกัน นายประกอบ อินชูพงษ์ ก็ได้ออกแบบเพื่อตกแต่งพื้นที่ขายของให้สวยงามเป็นงานศิลปะ ด้วยไม้ไผ่ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่
เนื่องจากภัยแล้งสมาชิกหลายคนไม่มีน้ำใช้เพาะปลูกแล้ว ประธานกลุ่มฯจึงได้กำหนดพื้นที่แปลง 2 ไร่ ให้เป็นแปลงรวม ให้สมาชิกมาช่วยกันทำแปลงพืชผักแบบผสมผสานโดยใช้น้ำน้อยระบบน้ำพุ่ง ช่วยกันดูแล และแบ่งรายได้ให้อยู่รอดพ้นจากภัยแล้ง แล้วจึงวางแผนอีกครั้งในระยะต่อไป

พัชรินทร์ เกษสุวรรณ นักสื่อสาร จ.นครสวรรค์ : รายงาน





