playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
                                                                                                                                      บทความโดย รัชตะ  มารัตน์


                                                                                                                 
8.jpg

“การพัฒนาประเทศแบบไร้ทิศทางมีมานานมากแล้วในสังคมไทย  เราพยายามเป็น “เสือ” ในสายตาชาวโลก  แต่ก็เลี้ยงให้โตไม่ได้ เพราะบริบทและความพร้อมของประเทศไทย ยังไม่พร้อมที่จะเป็นเสือ  เราเองไม่ได้ปฏิเสธ สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้า แต่ความเจริญก้าวหน้านั้น ต้องทำให้คนไทยทุกคน  โดยเฉพาะพี่น้องที่รับผลกระทบ ได้รับผลประโยชน์แบบไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของชุมชนด้วยเช่นกัน”

นิวัฒน์  ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา แสดงทัศนะต่อแผนพัฒนาแผนแล้วแผนเล่าของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

                   “ครูตี๋”  เล่าต่อว่า  ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่มาประกอบกันจึงเกิดเป็นแนวคิด  “โฮงเฮียนแม่น้ำของ”  เป็นพื้นที่เรียนรู้ ที่เน้นการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning Process)  และพัฒนากระบวนการทำงานที่นำไปสู่พื้นที่รูปธรรม (Substantial Area) ภายใต้การพัฒนาที่อยู่ร่วมกับวิถีวัฒนธรรม  หรือความเป็นท้องถิ่นสากล  (Local  Global)  คนเชียงของ ไม่ได้ปฏิเสธกระแสสังคมโลก  แต่ขอให้ผู้มองโลก เข้าใจบริบทของความเป็นชุมชนให้มากขึ้น  นำเหตุผลของแต่ละฝ่ายมาผ่านกระบวนการ “ชั่ง  ตวง  วัด”  แล้วจะได้คำตอบที่ทุกฝ่ายรับได้  ชุมชนไม่ถึงยุคเสื่อมสลาย เหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นกับบางชุมชน  ที่เสมือนจะรักษาอัตลักษณ์แต่คนนอกมีมากกว่าคนในเสียอีก



                   “ครูตี๋”  ยกตัวอย่างว่า  แม้นโยบายที่อยู่ห่างไกลกับชุมชนบางครั้งก็ไม่ได้ห่างไกลอย่างที่คิด  เช่น การระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงหรือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของจีน  ส่งผลให้วิถีชีวิตของปลาในแม่น้ำโขงเปลี่ยนไป  รวมไปถึงพืชน้ำที่เป็นอาหารทั้งของคน และปลา อย่าง “ไก” พืชสีเขียวคล้ายสาหร่ายในแม่น้ำโขง ก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน ดูไม่ค่อยสอดคล้องกับหลักคิดของการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekhong Sub-region  หรือ GMS)  ที่รัฐบาลหลายยุคชอบกล่าวอ้างว่า  ความมั่นคงของภูมิภาค คือ ความมั่นคงของไทย แต่คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ มีความมั่นคงจริงหรือไม่  ก็ไม่อาจทราบได้...

1.jpg7.jpg


IMG_1330.JPG

11.jpg

IMG_1331.JPG

5.jpg

        หลักคิดของโฮงเฮียนแม่น้ำของ  จึงเป็นลักษณะที่เกิดจากการสังเคราะห์ผ่านประสบการณ์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาของชุมชน  โดยเน้นให้เกิดการรับรู้นำไปสู่ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการตระหนัก  นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดในการจัดการทรัพยากร และการบูรณาการร่วมกันจากทุกภาคส่วน  นำไปสู่การถ่ายทอดชุดประสบการณ์  เกิดเป็น “องค์ความรู้ของชุมชน” ชุดหนึ่งที่สามารถหยิบไปใช้ตรงไหนก็ได้  ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด หรือ “ข้อมูลเฉพาะกิจ”  จนทำให้เกิดความผิดพลาดต่องานพัฒนาในสังคมไทย  “ครูตี๋” กล่าว



                   สมเกียรติ  เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา  เล่าให้ฟังในรายละเอียดของต้นตอบางอย่างของปัญหาว่า  ประเทศจีนเริ่มนโยบายการก่อสร้างเขื่อนตั้งแต่ พ.ศ.2539  โดยมีการก่อสร้างมากถึง 21 โครงการ  ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จไปประมาณ 6 โครงการ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ระดับน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อเกษตรกรรมริมฝั่ง  หรือแม้แต่พฤติกรรมปลาในการดำรงชีวิต  วางไข่  เช่น ปลาบึก ปลามันมูด  ปลาตอง  ปลาซิวน้ำขาว  ปลายอน  ปลาแข้เหลือง ซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่น  และประชาชนที่จับปลาตามวิถี      ก็เปลี่ยนไป   นี่ยังไม่นับรวม การระเบิดเกาะแก่งที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางน้ำ  แน่นอนว่าสมดุลในการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำก็หายไปด้วย  หรือแนวอุทกศาสตร์ตามฤดูกาลก็ผิดแปลกไปด้วยเช่นกัน



                   “สมเกียรติ”  เล่าต่อว่า  จากกรณีศึกษาลุ่มแม่น้ำโขง  พบว่ามีพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทั้งภายใน และภายนอกด้วยเช่นกัน คือ พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำอิง  ซึ่งมีต้นน้ำมาจากกว๊านพะเยาไหลมาบรรจบรวมกับแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงของ  ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีการตั้งถิ่นฐานมากถึง 60 ชุมชน  มีทั้งที่เป็นคนพื้นถิ่นดั้งเดิม และคนที่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  อาทิ  อุบลราชธานี  ขอนแก่น  กาฬสินธุ์  ซึ่งย้ายออกมาจากผลกระทบของการสร้างเขื่อนในพื้นที่อิสาน  เกิดเป็นวัฒนธรรมชาวอิสานในพื้นที่เห็นอยู่ทั่วไป เช่น งานบุญบั้งไฟ เป็นต้น



                   “สมเกียรติ”  เล่าถึงความเป็นมาของกระบวนการภาคประชาชนในเขตลุ่มแม่น้ำอิงว่า   แนวการพัฒนาของที่นี่จะผิดแปลกไปจากพื้นที่อื่นๆ  พี่น้องประชาชนสามารถสัมผัสถึงปัญหาได้โดยตรง  เพราะกระทบต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา  โดยเฉพาะการประมง และเกษตรกรรมชุ่มน้ำ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบมาจากการดำเนินนโยบายที่ขาดความเข้าใจในบริบทชุมชน หรือสะท้อนข้อมูลชุมชนตามกระแสนโยบาย  จึงเกิดเป็นกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538  นำไปสู่การจัดตั้ง สภาประชาชนลุ่มน้ำอิง  ในที่สุด  มีแนวทางการพัฒนาควบคู่ไปกับการจัดระบบข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ 1) การสร้างพื้นที่อนุรักษ์  2) การติดตามนโยบายที่มีผลกระทบ และ 3) การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม  ซึ่งแน่นอนว่าพลังการมีส่วนร่วมมีมาก เพราะพี่น้องในลุ่มน้ำอิงและใกล้เคียงเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 

“เดินทางล่องเรือในระยะทาง 260 กิโลเมตร  ก็รู้จักกันหมด  เราสามารถประเมินได้จากการ

อนุรักษ์พันธุ์ปลา  และการเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีของพี่น้อง  เป็นตัวชี้วัดได้” สมเกียรติกล่าว

                    “พิชเญศพงษ์  คุรุปรัชฌามรรค”  หรือ “เบิ้ม”  ลูกหลานเชียงของ ตำบลบุญเรือง   พาไปสำรวจป่าชุ่มน้ำผืนสุดท้ายของบุญเรือง  ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ  โดยเล่าให้ฟังว่าการให้ข้อมูลของรัฐที่ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนักกับคำว่า “ป่าเสื่อมโทรม”  ทั้งๆที่ป่าผืนนี้   พี่น้อง ใช้ในการทำมาหากินเก็บพืช ที่เป็นพืชอาหารและพืชสมุนไพรกว่า 50 ชนิดในการดำรงชีพ  และช่วยกันปลูกป่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา  ภายหลังจากที่ท้องถิ่นมีการขุดลอกตามนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้ง และเอาตะกอนมาทิ้ง  กลายเป็นปัญหาด้านทรัพยากร  ชาวบ้านเราเพิ่งบวชป่า สำรวจและมีชุดข้อมูลที่สามารถยืนยันความอุดมสมบูรณ์ และมีแนวทางการพัฒนาได้ เช่น  การออกเทศบัญญัติคุ้มครองพื้นที่สาธารณะ  การส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ปลา  และไม่เคยคิดจะเอาป่าไป “เร่ขาย” ให้กลุ่มทุน  เหมือนป่าฝั่งตรงข้ามที่ถูกกว้านซื้อไปหมด

                   หวังว่า พลังเชียงของจะสามารถจัดการให้คนตื่นรู้ ลุกขึ้นมาจัดการข้อมูลที่รอบด้าน รับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เป็นพลังของ “หนึ่งเมือง สองแบบ”  ที่จะพัฒนาบนพื้นฐานการรักษาวิถีอัตลักษณ์   ถนน R3a  และ R3b  ที่ตัดมาจากจีน คงจะไม่เป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความล้มเหลวในวิถีชุมชน  หรือแม้แต่ “คนชงข้อมูล” ก็น่าจะเก็บเกี่ยวเสียงประชาชนไปกล่าวอ้างด้วยเช่นกัน...

 

6.jpg

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter