playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

247354.jpg

ป่าร่อนเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เดิมทีเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์ทั้ง ป่าเขา ลำน้ำ ชาวบ้านมีอาชีพสัมพันธ์อยู่กับป่าและเขาอุดมไปด้วยพืชผักพื้นบ้าน มีการทำการเกษตรอยู่บ้าง เช่น การทำสวนผลไม้ การปลูกพืชสมรมและการปลูกข้าวไร่

          ป่าร่อนมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีการหักร้างถางป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมันและมีผู้คนเข้าไปอาศัยมากขึ้นจนเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สร้างรายได้หลักให้กับชาวป่าร่อน

          จากการสำรวจข้อมูลของสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าร่อน ทั้ง 9 หมู่บ้าน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 115,000 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกยางพารา 33,300 ไร่ จำนวน 2,500 ครอบครัว สร้างรายได้ปีละ 16 ล้านบาทเศษ มีการปลูกปาล์มและผลไม้ 11,000  ไร่ สร้างรายได้ปีละ 40 ล้านบาท และมีการปลูกผักจำนวน 215 ครอบครัว สร้างรายได้ปีละ 7 ล้านบาท


          ด้วยราคายางพาราและปาล์มน้ำมันมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาราคายางพาราตกต่ำเป็นอย่างมาก รายได้หลักของชาวบ้านลดลงไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้มีภาวะหนี้สินตามมา

          จากสถานการณ์ดังกล่าวสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าร่อน จึงได้นำปัญหามาหารือกัน และจัดให้มีการประชุมสัญจรไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของชาวบ้านนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของตำบล โดยใช้ศักยภาพและทุนที่มีอยู่ในตำบล พึ่งตนเองให้มากที่สุดและพึ่งทุนจากภายนอกเท่าที่จำเป็น

          จากการปรึกษาหารือและระดมความคิดเห็นของคนในตำบลโดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานภาคีต่างๆ นำไปสู่แผนพัฒนาตำบลในเรื่องที่สำคัญหลายประการ โดยเริ่มจากการพัฒนากองทุน 30 กองทุนที่มีอยู่ในตำบล ให้มีความเข้มแข็งสามารถเป็นที่พึ่งของสมาชิกได้

          ประการถัดมาคือการส่งเสริมการทำอาชีพเสริมได้แก่การปลูกพืชปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ร่วมกับการทำสวนยางและปาล์ม เช่น ผักเหรียง ผักกูด ไผ่หวาน ข้าวไร่ โดยปลูกแบบปลอดสาร มีสมาชิกร่วมกลุ่มแล้วจำนวน 249 ครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวไร่นั้นมีการตอบรับจากชาวบ้านเป็นอย่างดีจากเดิมที่มีการปลูกเพียงไม่กี่รายแต่ชาวบ้านได้เพิ่มขึ้นเป็น 180 ราย ทำให้ชาวบ้านมีข้าวปลอดสารไว้บริโภคและสามารถจำหน่ายได้ราคาดีและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะการปลูกข้าวไร่และพืชผักพื้นบ้านเป็นวิถีดั้งเดิมของคนป่าร่อนก่อนที่จะมีการปลูกยางพาราและปาล์ม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะถูกยกระดับให้เป็น “ป่าร่อนโมเดล” อันเป็นทางรอดของคนป่าร่อนไม่ว่าราคาพืชเชิงเดี่ยวจะผันผวนอย่างไรก็ตาม

          “เราเห็นว่าการหันไปหาภูมิปัญญาดั้งเดิม คือ ทางรอดของพวกเรา หรือเรียกว่า ป่าร่อนโมเดล แต่พอได้มีการประสานงานร่วมกับทุกภาคีในหมู่บ้าน ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำนันลงความเห็นว่านี้ คือ ป่าร่อนยั่งยืน” นายเจอะ เอียดตน ที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนเล่าให้ฟัง

247348.jpg
          เพื่อให้มีการเชื่อมโยงสู่ระบบตลาดภายในชุมชนเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบวงจรจึงมีแผนงานในการจัดทำตลาดนัดชุมชนให้ชาวบ้านนำผลผลิตจำพวก ผัก ผลไม้ ข้าวไร่ ออกจำหน่ายทำให้ชาวบ้านอย่างน้อย 180 ครัวเรือนมีรายได้ ซึ่งโครงการนี้จะพัฒนาควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุในชุมชนใช้ภูมิปัญญาสร้างอาชีพเสริม เช่น การทำขนม จักสาน ฯลฯ ไปสู่การสร้างตลาดผู้สูงอายุอีกด้วย

          ทั้งสองแผนงานดังกล่าวข้างต้นจะเน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การใช้แรงงานในครัวเรือน การส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมและภูมิใจในอาชีพของครอบครัวเพื่อลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้เพื่อรองรับการขับเคลื่อนไปสู่ตำบลต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียงและยกระดับไปสู่ศูนย์เรียนรู้ประจำตำบลต่อไป

          สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักอย่างยางพารา ก็จะมีการพัฒนาแปรรูปยางที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีโครงการในการตั้งโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราตลอดจนสนับสนุนให้มีการรวมตัวเพื่อ ซื้อ-ขาย เศษยาง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

31840.jpg
          นายประเสริฐ นวลวัฒน์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าร่อน กล่าวว่า กิจกรรมที่ทำทั้งหมดเราอาศัยสภาองค์กรชุมชนตำบลซึ่งเป็นองค์กรของชาวบ้านเป็นตัวเชื่อมประสานให้ชาวบ้านและหน่วยงานภาคีพัฒนาต่างๆ ในตำบลมาจับมือกัน เป้าหมายเพื่อให้ทุกคนพึ่งตนเองได้ โดยใช้ทุนภายในตำบลเป็นหลัก ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีทั้งจากกำนัน ผู้ใหญ่ หน่วยงานราชการ สาธารณสุข ฯลฯ โดยให้ชาวบ้านเป็นหลักในการพัฒนา

          “นอกจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจแล้ว สภาองค์กรชุมชนเห็นว่าการพื้นฟูระบบนิเวศเป็นเรื่องสำคัญที่ผ่านมาได้ทำลายระบบนิเวศป่าเขาเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว เอาเงินเป็นตัวตั้งทำให้มีชีวิตที่ลำบากสภาองค์กรชุมชนจึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและร่วมมือกับตำบลอื่นที่อยู่กลางน้ำและปลายน้ำในการฟื้นฟูระบบนิเวศโดยรวม

          ด้านนางวันทนา ขันทอง เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าร่อนเผยว่าในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและทุนของตำบล เราใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นศูนย์กลางโดยมีทุกภาคีเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นทุกกลุ่มองค์กรที่จดแจ้งกับสภาชมองค์กรชุมชน ชมรมผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มสตรีอาสาพัฒนา วัด,มัสยิด,โรงเรียน,ที่ดิน อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น สาธารณะสุขตำบลกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มออมทรัพย์ พัฒนาชุมชน ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ฯลฯ เรียกว่าให้ความร่วมมือกันทั้งตำบล

32138.jpg

32140.jpg

          การทำงานร่วมกันในครั้งนี้ทำให้เรามีแผนพัฒนาตำบลที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เยาวชนผู้สูงอายุประเพณีวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้นโดยใช้โอกาสของการทำแผนด้านเศรษฐกิจเป็นตัวจุดประกาย ซึ่งการทำแผนนี้เป็นประสบการณ์สำคัญของประชาชน ในการก้าวไปสู่ชุมชนพึ่งตนเอง ทำให้เกิดองค์ความรู้ต่างๆ เช่น การทำอาชีพเสริมให้กับสมาชิก ความรู้ด้านการทำตลาดชุมชน ด้านการแปรรูป ที่สำคัญทำให้ทุกคนตระหนักถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นว่ามีคุณค่า ควรแก่การหวงแหนไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการปลูกพืช ด้านวัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างจะเชื่อมโยงประสานและทำให้เป็นเนื้อเดียวกันกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

          ซึ่งทั้งหมดนี้คือการปรับตัวครั้งสำคัญของชาวป่าร่อนเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ระหว่างคนกับคนและคนกับธรรมชาติอย่างเอื้ออาทรและพึ่งพาภายใต้ภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น

390827.jpg

 

บทความโดย : สุวัฒน์ คงแป้น 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter