
สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้นับว่าหนักเอาการ ข่าวทุกสื่อไม่มีแม้แต่วันเดียวที่จะไม่รายงานเรื่องภัยแล้ง หลายพื้นที่ แล้งปีนี้นับว่าหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี บ้านของผมอยู่ในสวนที่เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นก็ยิ่งสังเกตได้ว่าสภาพภัยแล้ง มีความรุนแรงที่เห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในระยะหลังนี้ มีการใช้น้ำใต้ดิน (เจาะบาดาล) กันมากขึ้น ฝนหยุดตกเพียงไม่กี่วัน ดินก็แตกระแหง
วันก่อนไปฟัง ดร.ดำรง โยธารักษ์ สถาบันการเรียนรู้เพื่อจัดการตนเองและนายสมเดช คงเกื้อ นายกสโมสรโลอ้อน นครศรีธรรมราช พูดเรื่อง”ฝายมีชีวิต”ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าในท่ามกลางความแห้งแล้ง ถ้ามีความรู้มีการจัดการที่เหมาะสม มีส่วนร่วม มีความร่วมมือ ฯลฯ ความแห้งแล้งที่ดูเหมือนจะเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นความชุ่มชื่นและเกิดประโยชน์กับสังคมได้
ดร.ดำรง โยธารักษ์ เล่าว่าหัวใจสำคัญประการหนึ่งของการทำฝายมีชีวิตก็คือการยกระดับน้ำให้สามารถไหลไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติได้แทนที่จะขุดลอดคลอง พอถึงหน้าแล้งน้ำดังกล่าวก็จะซึมไปให้เราใช้ ถ้ามองด้วยสายตาจะเห็นว่าน้ำอาจมีน้อยจึงคิดแต่จะสร้างเขื่อนหรือสร้างอ่างเก็บน้ำแท้จริงแล้วมีอยู่จำนวนมหาศาล

เรื่องนี้เป็นจริงโดยประจักไม่ว่าเราจะไปคลองสายไหนจะมีฝากคอนกรีตสร้างเป็นช่วงๆ ซึ่งนอกจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ ทำให้ตะกอนดินทับถมและพืชริมน้ำที่ช่วยอุ้มน้ำตามธรรมชาติหมดไป
สมเดช คงเกื้อ บอกว่า คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าต้นน้ำก็คือพื้นที่ป่าต้นน้ำเท่านั้น แต่ความจริงแล้วต้นไม้ทุกต้นไม่ว่าจะอยู่ช่วงไหนของคลองก็คือต้นน้ำทั้งสิ้น หรือพูดง่ายๆว่า”ต้นน้ำอยู่ที่ต้นไม้”ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทุกวันนี้ ต้นไม้ที่เคยเป็นต้นน้ำถูกขุดไปปลูกในเมือง คนรวยซื้อไปจัดสวนตบแต่งปั้มน้ำมัน ฯลฯ
“ฝายมีชีวิตเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศการอยู่ดี กินดีของประชาชน สภาพดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าขาดความอุดมสมบรูณ์ของฐานทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ ป่า ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้น้ำเต็มคลองตลอดทั้งปี จะทำให้น้ำซึมแผ่กระจายไปในดิน เมื่อชุ่มน้ำ ป่าก็จะสมบูรณ์สามารถทำการเกษตรได้ทุกพื้นที่ ส่งผลให้คนกลับถิ่น เพราะทรัพยากรเกิดขึ้นในชุมชน เป็นฐานการผลิต เกิดเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคง”
ดร.ดำรง โยธารักษ์ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง”ได้อะไรจากฝายมีชีวิต”ตอนหนึ่งว่า””ฝายมีชีวิตเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง เรียนรู้จากการปฏิบัติโดยเริ่มต้นตั้งแต่เรียนรู้เรื่องน้ำในคลอง ทำไมน้ำในคลองจึงแห้ง ทำไมคลองจึงตื้น ต้นไม้ข้างคลองมีประโยชน์อะไร แล้วมันหายไปไหน ทำไมถึงหายไป สัตว์น้ำในคลองมีอะไรบ้าง ปัจจุบันทำไมมันจึงหายไป เป็นต้น โดยใช้หลักการสิทธิและเสรีภาพ และหลักความเสมอภาค กล่าวคือ เป็นโอกาสที่ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นโดยเอาความเห็นร่วมแทนที่จะใช้วิธียกมือลงคะแนน”
ดังนั้นการจะเป็นฝายมีชีวิตได้ จะต้องยึดถือหลักการ 3 ขา โดยขาแรกคือต้องทำประชาเข้าใจ บนหลักเรียนรู้การเมืองจากพลเมืองข้างต้น คือต้องมีข้อมูลเชิงนิเวศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพืช มีสัตว์อะไรอยู่บ้าง แต่ละอย่างมีความสำคัญต่อชีวิตและธรรมชาติอย่างไร ถ้าจะฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจะต้องทำอย่างไร ฝายมีชีวิตจะต้องมีความปรองดองกับธรรมชาติ ปรองดองกับระบบนิเวศ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ให้ข้อมูลผู้แสดงความคิดเห็นและมีการตัดสินใจเลือกร่วมกัน ซึ่งเมื่อได้มีการติดสินใจร่วมกันแล้วก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันต่อไป
ขาที่สองคือต้องไม่เริ่มด้วยงบประมาณ ต้องใช้ทุนในพื้นที่ เช่น ใช้ไม้ไผ่ หิน ดิน ทราย ในพื้นที่ ถ้าต้องใช้งบอยู่บ้าง ก็ควรเป็นการบริจาคหรือการจัดกิจกรรมหาทุน เช่น การเลี้ยงน้ำชา เป็นต้น คนที่มาทำต้องมาร่วมลงแรงไม่ใช่การจ้าง ซึ่งที่นิยมกันนั้นก็จะใช้ไม้ไผ่(ที่สามารถแตกหน่อเติบโตได้)ปักเป็นแนวใช้ไม่ไผ่หรือไม้อย่างอื่นกั้นแล้วผูกด้วยเชือกเป็นหูช้างก่อนที่จะใช้กระสอบที่บรรจุทรายวางทับลงไป และไม่ลืมที่จะมีดินผสมขี้วัวไว้เผื่อปลูกต้นไทร ซึ่งเมื่อต้นไทรโตขึ้นรากของมันก็จะชอนไชสานให้ตัวเขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญหน้าฝายจะต้องทำเป็นชั้น เพื่อไม่ให้ตะกอนดินที่ไหลมากับน้ำทับถมและยังทำให้สัตว์น้ำว่ายทวนน้ำไปวางไข่ได้ตลอดสาย


ขาสุดท้ายก็คือจะต้องมีกติการ่วมหรือธรรมนูนคลอง ในการใช้ประโยชน์หรือบำรุงรักษา มิเช่นนั้นแล้วจะเรียกว่าฝายมีชีวิตไม่ได้เพราะทำให้คนที่เห็นแก่ตัวใช้ประโยชน์จากน้ำจนไม่คำนึงถึงส่วนรวม เช่นทำกระชังเลี้ยงปลาจนส่งกลิ่นเหม็นเป็นต้น ดังนั้นการมีกติการ่วมก็คือข้อตกลงในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ในสมบัติร่วมซึ่งสมบัติ(น้ำคลอง)ไม่ใช่สมบัติของคนในชุมชนเท่านั้นแต่เป็นสมบัติทางนิเวศที่จะต้องส่งต่อให้ลูกหลานอย่างสมบรูณ์
สถาบันเรียนรู้เพื่อจัดการตนเองได้พรรณนาถึงประโยชน์ของฝายชีวิตไว้หลายประการด้วยกัน 1.)ในช่วงหน้าน้ำหลาก ฝายมีชีวิตจะชะลอ กักเก็บน้ำไม่ให้ปริมาณน้ำไปท่วมในพื้นที่ชุมชนเมือง แต่ในขณะเดียวกันปริมาณน้ำของฝายมีชีวิตจะซึมไปช่วยให้ระบบนิเวศในพื้นที่มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา 2.)ในช่วงหน้าแล้ง ฝายมีชีวิตจะช่วยระบายน้ำออกมาให้ชาวเมือง ชาวบ้านได้ใช้ตลอดช่วงหน้าแล้ง
3.) ปัจจุบันน้ำใต้ดินลดปริมาณลงอย่างมาก เพราะเรามักแก้ปัญหาน้ำมากโดยการผันน้ำลงสู่ทะเลให้เร็ว จนน้ำไม่สามารถซึมผ่านลงใต้ดิน ปัญหานี้ฝายมีชีวิตสามารถช่วยได้เพราะสามารถกักน้ำทำให้น้ำมีเวลาซึมลงสู่ใต้ดิน 4.) ฝายมีชีวิตไม่ตัดวงจรทางระบบนิเวศทั้งสัตว์ พืช น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะกอนทรายสามารถไหลข้ามผ่านไปได้ทางบันไดหน้าหลังของฝากมีชีวิตเพื่อไปหล่อเลี้ยงชายหาด รวมตลอดจนถึงสัตว์น้ำทุกชนิด โดยเฉพาะปลาสามารถขึ้นลงวางไข่ได้ตามธรรมชาติ 5.) ฝายมีชีวิตสามารถสร้างวังน้ำตามธรรมชาติที่หายไปจากการขุดลอก ทำให้วิถีชีวิตริมคลองกลับคืนมา เช่น ปลา นก ต้นไม้ 6.) ฝายมีชีวิตสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างยั่งยืน 7.) เมื่อดิน น้ำ ป่าสมบรูณ์ ฝายมีชีวิตสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง
การจัดทำฝายมีชีวิตตามแนวคิดข้างต้น จริงอยู่จุดเริ่มต้นเกิดจากการป้องกันการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราชที่บ้านนบเตียน แต่ความรู้นี้ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาน้ำแล้งในรูปทางการจัดการนิเวศทั้งระบบลุ่มน้ำจึงเกิดฝายมีชีวิตเพิ่มขึ้นในนครศรีธรรมราชจำนวนมาก ปัจจุบันได้มีการนำไปขยายผลที่อุดรธานี พัทลุง ฯลฯ รวมประมาณ 165 ฝาย และกำลังขยายไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป
ดังนั้นฝายมีชีวิตไม่เพียงเป็นการจัดการน้ำเท่านั้นแต่ยังเป็นการจัดการความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลับคืนมา เป็นการจัดการนิเวศทั้งระบบให้อยู่คู่กับสังคม สร้างการเมืองภาคพลเมืองโดยอาศัยเรื่องที่เป็นชีวิตของตนเองเป็นตัวนำและทั้งหมดนี้นำไปสู่การจัดการทางสังคมที่นำวิถีแห่งการเอื้ออาทรกลับคืนมาสู่ชุมชน

บทความโดย : สุวัฒน์ คงแป้น





