เชียงใหม่ / พอช.ผนึกพลังองค์กรภาคีท้องถิ่นฟื้นฟูบ้านจะนะหลังเหตุการณ์ไฟป่าเผาหมู่บ้านวอดวาย 57 หลัง โดยจะมีการสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม ใช้งบประมาณก่อสร้างจากอำเภอแม่อาย, พอช. และการเปิดรับบริจาค ให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อนงาน โดยมีทีมสถาปนิกและวิศวกรจาก พอช.ร่วมกับช่างชุมชนร่วมกันออกแบบและก่อสร้าง ส่วนแผนงานระยะยาวจะต้องมีการต่อยอดพัฒนาชุมชนตามแนวทางบ้านมั่นคงและสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมา
ภายหลังจากเหตุการณ์ไฟป่ารุกลามไหม้บ้านเรือนชาวลาหู่บนดอยลาง บริเวณหมู่ 12 บ้านจะนะ ต.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 12 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ทำให้มีบ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายรวม 57 หลัง มีชาวบ้านประสบภัยรวม 239 คน ซึ่งในเบื้องต้นหน่วยงานในท้องถิ่นได้ระดมความช่วยเหลือด้านอาหาร เสื้อผ้า และของใช้จำเป็นมอบให้แก่ชาวบ้าน ต่อมาในวันที่ 16 เมษายน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคเหนือตอนบน เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ และเครือข่ายที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลความเสียหาย และปรึกษาหารือร่วมกับกับนายอำเภอแม่อายและปลัดอำเภอแม่อาย เพื่อสรุปข้อมูลและหาแนวทางการช่วยเหลือชาวบ้าน
นายธนภณ เมืองเฉลิม ผู้จัดการสำนักงานภาคเหนือตอนบน พอช. กล่าวว่า การช่วยเหลือชาวบ้านเบื้องต้น ด้านอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของอุปโภคและบริโภคมีเพียงพอแล้ว ขาดแต่เพียงนมผงเด็ก ชุดชั้นในสตรีและผ้าอนามัย ส่วนข้อมูลตัวเลขผู้ประสบภัย คือ 239 คน รวม 57 หลังคาเรือน (มีทะเบียนบ้าน 48 หลังคาเรือน , ไม่มีทะเบียนบ้าน 9 หลังคาเรือน) ที่พักชั่วคราวของชาวบ้านมี 2 จุด คือ ที่โรงเรียนบ้านจะนะ และอบต.แม่อาย ส่วนที่เหลือกระจายพักตามบ้านญาติ ด้านการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยนั้น ทางอำเภอแม่อายจะช่วยเหลือตามระเบียบราชการ คือ หลังคาเรือนละ 33,000 บาท ส่วนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกไฟไหม้นั้นอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ดังนั้นในการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ทางหัวหน้าอุทยานฯ จะเข้ามาร่วมกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยและวางผังชุมชนร่วมกับ อบต.แม่อาย, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในพื้นที่
“จากการพูดคุยกับชาวบ้านพบว่าความช่วยเหลือด้านอาหารและสิ่งของอุปโภค บริโภคเพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือ การจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่ ซึ่งทางสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่และเครือข่ายที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ มีแผนจะเปิดรับบริจาค เพื่อเป็นทุนสร้างบ้านผู้ประสบภัยทั้ง 57 หลังคาเรือน นอกจากนี้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยจะมีการประชุมสรุปข้อมูลและสถานการณ์ทั้งหมดในวันที่ 19 เมษายนนี้ที่อำเภอแม่อาย เพื่อสรุปและส่งเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้พิจารณาความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยต่อไป” นายธนภณกล่าว

ส่วนแผนปฏิบัติการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนนั้น นายธนภณกล่าวว่า จะมีการหารือร่วมกับคณะทำงานที่ดินภาคเหนือในวันที่ 30 เมษายนนี้ เพื่อกำหนดกรอบเกณฑ์การช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย กรณีเร่งด่วนพื้นที่บ้านจะนะ และจะได้วางแผนร่วมกับทีมสถาปนิก วิศวกรและช่างชุมชนภาคเหนือ เพื่อช่วยเหลือเรื่องการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแก่ชาวบ้านผู้ประสบภัยต่อไป ทั้งนี้การก่อสร้างบ้านใหม่จะเป็นการปรับปรุงและก่อสร้างในที่ดินเดิม เนื่องจากเป็นที่ดินอยู่ในเขตอุยานฯ ส่วนงบประมาณในการก่อสร้างมาจาก 3 ส่วน คือ 1.สำนักงานอำเภอแม่อาย สนับสนุน 33,000 บาท/หลังคาเรือน โดยหน่วยงานจะเป็นผู้ดำเนินการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างให้ 2.พอช.สนับสนุนภายใต้โครงการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท 45,000 บาท/หลังคาเรือน โดยสนับสนุนในรูปแบบให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ และ 3.รับบริจาคจากแหล่งอื่นๆ โดยองค์กร Plan ช่วยเรื่องการประสัมพันธ์ขอรับบริจาค
ด้านกระบวนการทำงานนั้น จะเป็นไปตามขั้นตอนและกลไกต่างๆ ดังนี้ 1.จัดทีมในการออกแบบร่วมกันระหว่าง เจ้าหน้าที่อุทยานฯ , สำนักงานอำเภอแม่อาย , อบต.แม่อาย ,ขบวนองค์กรชุมชน ,ชุมชนผู้ประสบภัย และ พอช. โดยจะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 19 เมษายนนี้ และ 2.ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนในจังหวัด-โซน-ตำบล เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงาน
นายปฏิภาณ จุมผา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า “สำหรับแนวทางการทำงานของ พอช. นั้น จะเริ่มจากการจัดทำผังชุมชน โดยทีมสถาปนิกและวิศวกร และใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ได้แก่ การสร้างความเข้าใจ การจัดตั้งกลุ่มระดับหมู่บ้าน/ตำบล การสร้างทีมช่างชุมชน การบริหารจัดการงบประมาณ ส่วนกระบวนการก่อสร้างบ้านใหม่ จะใช้ระยะเวลาสั้นที่สุด โดยศึกษาบทเรียนจากกรณีไฟไหม้ไล่รื้อ, สึนามิ และแผ่นดินไหวที่เชียงราย ส่วนแผนงานในระยะยาวนั้นจะต้องมีกระบวนการในการขับเคลื่อนต่อยอดจากการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย โดยดำเนินการตามแนวทางโครงการบ้านมั่นคงชนบท และพัฒนาต่อยอดโดยการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติระดับตำบลขึ้นมาด้วย”

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





