กระทรวงทรัพยากรฯ / ชาวชุมชนป้อมมหากาฬเดินหน้าทวงสิทธิที่อยู่อาศัยชุมชน ยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ฯ ทบทวนแผนงานสร้างสวนสาธารณะในชุมชน ยืนยัน 5 ข้อเสนอ ไม่ปฏิเสธการสร้างสวนฯ ของ กทม. แต่ขอแบ่งปันที่ดินเพื่อให้ชาวชุมชนอยู่ในที่ดินเดิมได้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ชุมชนเก่าแก่ให้มีชีวิตเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ คาดคณะกรรมการอนุรักษ์ฯ จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานในช่วงปลายเดือนนี้ก่อนกำหนดเส้นตายของ กทม. ขณะที่ชาวป้อมฯ เตรียมจัดงาน “สมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ” ในวันที่ 23 เม.ย.เพื่อรวมพลังขวัญและกำลังใจในการต่อสู้

หลังจากที่กรุงเทพมหานครได้ปิดป้ายประกาศให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬรื้อย้ายบ้านเรือนภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ พร้อมทั้งระบุว่า กทม.จะร่วมกับการเคหะแห่งชาติจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ โดยจะเปิดบริการในวันที่ 19 เมษายนที่บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ใกล้ชุมชนป้อมมหากาฬนั้น ซึ่งในวันดังกล่าวมีชาวชุมชนป้อมมหากาฬประมาณ 10 ครอบครัวได้มายื่นความจำนงให้ กทม.และการเคหะจัดหาที่อยู่อาศัยให้ในรูปแบบของแฟลตหรือบ้านเอื้ออาทรของการเคหะฯ อย่างไรก็ตาม ชาวชุมชนป้อมมหากาฬส่วนใหญ่ยังยืนยันที่จะขอแบ่งปันที่ดินและขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม
ล่าสุดวันที่ 20 เมษายน ตัวแทนชาวชุมชนป้อมหากาฬประมาณ 100 คน ได้เดินทางมาที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถนนพระราม 6 เขตพญาไท เพื่อยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสำนักงานนโยบายฯ ในฐานะที่เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เพื่อให้ทบทวนแผนการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬมิให้เป็นสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว โดยชุมชนขอแบ่งปันที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเลขาธิการสำนักงานนโยบายฯ ติดภารกิจ ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจึงยื่นหนังสือผ่านผู้แทนของสำนักงานนโยบายฯ โดยผู้แทนของสำนักงานนโยบายฯ กล่าวว่า จะนำหนังสือของชาวชุมชนเสนอต่อเลขาธิการฯ เพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ฯ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานฯ โดยเร็ว
นายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการโครงการรุงรัตนโกสินทร์ได้กำหนดกรอบในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2521 ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ อันเป็นมรดกสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาติและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งรวมถึงป้อมมหากาฬและพื้นที่โดยรอบด้วยนั้น
“บริเวณป้อมมหากาฬเป็นที่ตั้งของชุมชนป้อมมหากาฬ ชุมชนชานพระนครเก่าแก่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในพระนคร มีหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬมีการตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชนมาไม่ต่ำกว่าร้อยปี โดยคนในชุมชนยังคงมีการสืบทอดเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นมาจากบรรพบุรุษ มีพิธีกรรมที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับโบราณสถาน อาทิ ประเพณีการสมาพ่อปู่ป้อมฯ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีสืบทอดมายาวนาน” นายธวัชชัยกล่าว
ประธานชุมชนฯ กล่าวต่อไปว่า ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬในปี พ.ศ. 2535 เพื่อจัดทำสวนสาธารณะ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2548 มีการใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬใหม่ โดยได้มีการทำเอกสารลงนามความตกลงร่วมกัน 3 ฝ่าย (MOU) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ

ผลจากความตกลงดังกล่าว ได้มีแนวทางการพัฒนาพื้นที่ตามผลงานการวิจัยทางวิชาการในเรื่องการจัดการพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬ โดยอาศัยมิติทางด้าน “ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม” เป็นแกนกลางสำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ ภายใต้ข้อเสนอที่สำคัญคือ “ชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร” จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยศิลปากรดังกล่าว เป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการพิจารณาอนุรักษ์และรักษาชุมชนเก่าป้อมมหากาฬไว้ให้อยู่คู่กับกำแพงพระนครและป้อมมหากาฬเพื่อเป็นประโยชน์กับการเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตของกรุงรัตนโกสินทร์และประเทศไทย
“ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจึงยื่นหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ทางคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ฯ ได้โปรดพิจารณาทบทวนแผนในการอนุรักษ์และพัฒนาที่ดินบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ จากการใช้พื้นที่จัดทำเพียงสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว ให้เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยของในชุมชนป้อมมหากาฬด้วย เพื่อให้คนในชุมชนเก่าแห่งนี้ได้เป็นผู้รักษาและสืบทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในกรุงรัตนโกสินทร์ควบคู่กับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม (สวนสาธารณะ) ให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่าและโบราณสถาน และให้ชุมชนได้รับโอกาสที่จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม คู่กับเมืองต่อไป” นายธวัชชัยกล่าว
นายพรเทพ บูรณบุรีเดช ผู้ประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า นอกจากการยื่นหนังสือในวันนี้แล้ว ในวันที่ 23 เมษายนนี้ ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจะร่วมกันจัดงาน “สมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ” ขึ้นในชุมชน เพื่อเป็นการสักการะบรรพบุรุษและยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งชาวชุมชนเชื่อว่าบริเวณป้อมมหากาฬมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลรักษาป้อมและพื้นที่บริเวณนี้อยู่ ทั้งนี้ประเพณีสมาพ่อปู่ป้อมฯ มีการจัดงานต่อเนื่องมายาวนานทุกปี โดยจะมีการจัดอาหารคาวหวาน ตลอดจนเครื่องเซ่นมาบูชาหรือสมาพ่อปู่ และจะมีการเลี้ยงภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ด้วย ซึ่งในปีนี้ถือว่าเป็นงานสำคัญ เพราะชาวชุมชนกำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้เพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย
“ดังนั้นการจัดงานที่จะมีขึ้นนี้จึงเป็นการรวมพลังของชาวชุมชน ตลอดจนเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวชุมชนชุมชนต่าง ๆ รวมทั้งภาคีเครือข่าย และนักวิชาการที่จะมาให้กำลังใจแก่ชาวป้อมมหากาฬในวันนั้นด้วย” นายพรเทพกล่าว
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมตามวาระในวันที่ 28 เมษายนนี้ โดยมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุม ซึ่งคาดว่าจะมีการนำเรื่องร้องเรียนของชาวชุมชนป้อมมหากาฬเข้าสู่การประชุมเพื่อพิจารณาเป็นการเร่งด่วนด้วย เนื่องจากอยู่ในระหว่างการกำหนดเส้นตายที่ กทม.ให้ชุมชนรื้อย้ายภายในวันที่ 30 เมษายนนี้
ชุมชนป้อมมหากาฬ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4 ไร่ 300 ตารางวา ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมด 58 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย เช่น ขายกระเพาะปลา ส้มตำ ไก่ย่าง ขายพลุ ดอกไม้ไฟ ทำกรงนก รับจ้างทั่วไป ฯลฯ ถือเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งนับตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีทั้งขุนนาง ข้าราชบริพาร ปลูกสร้างบ้านเรือนพักอาศัยอยู่นอกกำแพงพระนคร รวมทั้งมีชุมชนเรือนแพอยู่ในคลองโอ่งอ่าง โดยมีป้อมที่สร้างขึ้นตามกำแพงพระนครในสมัยนั้นรวม 14 ป้อม (เหลือปัจจุบันเพียง 2 ป้อม คือ ป้อมมหากาฬและป้อมพระสุเมรุ) นอกจากนี้บริเวณชุมชนแห่งนี้ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ยังเป็นแหล่งกำเนิดคณะลิเกและวิกลิเกแห่งแรกในพระนครอีกด้วย ต่อมาในปี 2492 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนป้อมมหากาฬเป็นโบราณสถาน
ในปี 2535 กรุงเทพมหานครประกาศ พ.ร.ก.เวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมหากาฬเพื่อสร้างเป็นสวน
สาธารณะตามโครงการปรับปรุงเกาะรัตนโกสินทร์ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่รับเงินค่าเวนคืนไปแล้ว แต่เมื่อ กทม.จัดหาพื้นที่รองรับชาวบ้านย่านชานเมืองบริเวณเขตลาดลาดกระบัง ซึ่งในช่วงนั้นยังห่างไกลจากความเจริญและขาดแคลนสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้เกิดความยากลำบากในการประกอบอาชีพ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายและทำมาหากินอยู่ในเมือง ชาวชุมชนจึงย้ายกลับมาอาศัยอยู่ที่เดิม และพยายามยื่นข้อเรียกร้องต่อทาง กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออาศัยอยู่ในที่ดินเดิมอย่างถูกต้อง และยินดีที่จะคืนเงินค่าเวนคืนให้แก่ กทม.

นอกจากนี้ชาวชุมชนยังได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิในการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2546 กทม.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อปิดล้อมเตรียมการไล่รื้อ แต่ชาวชุมชนและพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองหลายร้อยคนได้ช่วยกันคล้องแขนเป็นกำแพงมนุษย์ปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามา ในปี 2547 ชาวชุมชนได้ยื่นฟ้อง กทม.ต่อศาลปกครอง แต่ศาลปกครองได้พิพากษาในเวลาต่อมาให้ กทม.มีสิทธิในการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างได้

ต่อมาในปี 2548 ช่วงที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่า กทม. ได้มีแนวทางในการอนุรักษ์ชุมชนป้อมมหากาฬให้อยู่คู่เมืองเก่า แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งไป ผู้ว่า กทม.ในยุคต่อๆ มาไม่ได้สานต่อนโยบายดังกล่าว ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2559 ที่ผ่านมา กทม.ได้เริ่มเคลื่อนไหวที่จะไล่รื้อชุมชนอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าชาวบ้านรับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปแล้ว และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เร่งรัดมายังกทม.เพื่อให้ชุมชนรื้อย้ายออกไป มิฉะนั้นผู้บริหาร กทม.จะมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่
สำหรับข้อเสนอของชาวชุมชนป้อมมหากาฬที่เสนอต่อ กทม.มีดังนี้ 1.ชาวชุมชนขออาสาดูแลพื้นที่สวน สาธารณะที่ กทม.จะสร้างในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ โดยชุมชนจะเป็นคนดูแล 2. ชาวบ้านขออาสาเป็นเวรยามดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 3. ไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจาก กทม. 4. ชาวบ้านขออยู่ร่วมกับสวนสาธารณะ เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนที่ยั่งยืน เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาแบบชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ และ 5. ชาวบ้านขออยู่ในที่ดินเดิม โดยจะขอแบ่งปันที่ดิน (ประมาณ 1ไร่เศษ) เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้มีสภาพสอดคล้องกับสวน สาธารณะและเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนต่อไป

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน





