playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

กระทรวงทรัพยากรฯ /  ชาวชุมชนป้อมมหากาฬเดินหน้าทวงสิทธิที่อยู่อาศัยชุมชน  ยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ฯ ทบทวนแผนงานสร้างสวนสาธารณะในชุมชน  ยืนยัน 5  ข้อเสนอ  ไม่ปฏิเสธการสร้างสวนฯ ของ กทม.   แต่ขอแบ่งปันที่ดินเพื่อให้ชาวชุมชนอยู่ในที่ดินเดิมได้  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ชุมชนเก่าแก่ให้มีชีวิตเคียงคู่กับประวัติศาสตร์  คาดคณะกรรมการอนุรักษ์ฯ จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมที่มี พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  เป็นประธานในช่วงปลายเดือนนี้ก่อนกำหนดเส้นตายของ กทม.  ขณะที่ชาวป้อมฯ เตรียมจัดงาน “สมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ” ในวันที่ 23 เม.ย.เพื่อรวมพลังขวัญและกำลังใจในการต่อสู้

mahakan.jpg
หลังจากที่กรุงเทพมหานครได้ปิดป้ายประกาศให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬรื้อย้ายบ้านเรือนภายในวันที่ 30 เมษายนนี้   พร้อมทั้งระบุว่า กทม.จะร่วมกับการเคหะแห่งชาติจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ  โดยจะเปิดบริการในวันที่ 19 เมษายนที่บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ใกล้ชุมชนป้อมมหากาฬนั้น   ซึ่งในวันดังกล่าวมีชาวชุมชนป้อมมหากาฬประมาณ  10 ครอบครัวได้มายื่นความจำนงให้ กทม.และการเคหะจัดหาที่อยู่อาศัยให้ในรูปแบบของแฟลตหรือบ้านเอื้ออาทรของการเคหะฯ  อย่างไรก็ตาม  ชาวชุมชนป้อมมหากาฬส่วนใหญ่ยังยืนยันที่จะขอแบ่งปันที่ดินและขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม

mahakan_2.JPG
ล่าสุดวันที่ 20 เมษายน  ตัวแทนชาวชุมชนป้อมหากาฬประมาณ 100 คน   ได้เดินทางมาที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ถนนพระราม 6  เขตพญาไท  เพื่อยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสำนักงานนโยบายฯ  ในฐานะที่เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า   เพื่อให้ทบทวนแผนการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬมิให้เป็นสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว  โดยชุมชนขอแบ่งปันที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยด้วย 

อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากเลขาธิการสำนักงานนโยบายฯ ติดภารกิจ  ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจึงยื่นหนังสือผ่านผู้แทนของสำนักงานนโยบายฯ   โดยผู้แทนของสำนักงานนโยบายฯ กล่าวว่า  จะนำหนังสือของชาวชุมชนเสนอต่อเลขาธิการฯ เพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ฯ  ที่มีพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะประธานฯ โดยเร็ว

นายธวัชชัย  วรมหาคุณ   ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ  กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการโครงการรุงรัตนโกสินทร์ได้กำหนดกรอบในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2521 ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ อันเป็นมรดกสืบทอดความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาติและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งรวมถึงป้อมมหากาฬและพื้นที่โดยรอบด้วยนั้น

                “บริเวณป้อมมหากาฬเป็นที่ตั้งของชุมชนป้อมมหากาฬ ชุมชนชานพระนครเก่าแก่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในพระนคร   มีหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬมีการตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชนมาไม่ต่ำกว่าร้อยปี โดยคนในชุมชนยังคงมีการสืบทอดเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นมาจากบรรพบุรุษ มีพิธีกรรมที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับโบราณสถาน อาทิ ประเพณีการสมาพ่อปู่ป้อมฯ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีสืบทอดมายาวนาน”  นายธวัชชัยกล่าว

                ประธานชุมชนฯ กล่าวต่อไปว่า  ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬในปี พ.ศ. 2535 เพื่อจัดทำสวนสาธารณะ  หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2548 มีการใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬใหม่ โดยได้มีการทำเอกสารลงนามความตกลงร่วมกัน 3 ฝ่าย (MOU) ซึ่งประกอบด้วย   ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬ

mahakan_3_resize.jpg
ผลจากความตกลงดังกล่าว ได้มีแนวทางการพัฒนาพื้นที่ตามผลงานการวิจัยทางวิชาการในเรื่องการจัดการพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬ โดยอาศัยมิติทางด้าน  “ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม” เป็นแกนกลางสำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ ภายใต้ข้อเสนอที่สำคัญคือ  “ชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ  ชานกำแพงพระนคร” จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยศิลปากรดังกล่าว เป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการพิจารณาอนุรักษ์และรักษาชุมชนเก่าป้อมมหากาฬไว้ให้อยู่คู่กับกำแพงพระนครและป้อมมหากาฬเพื่อเป็นประโยชน์กับการเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตของกรุงรัตนโกสินทร์และประเทศไทย

                “ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจึงยื่นหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ทางคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ฯ ได้โปรดพิจารณาทบทวนแผนในการอนุรักษ์และพัฒนาที่ดินบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ จากการใช้พื้นที่จัดทำเพียงสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว ให้เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยของในชุมชนป้อมมหากาฬด้วย เพื่อให้คนในชุมชนเก่าแห่งนี้ได้เป็นผู้รักษาและสืบทอดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในกรุงรัตนโกสินทร์ควบคู่กับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม (สวนสาธารณะ) ให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่าและโบราณสถาน และให้ชุมชนได้รับโอกาสที่จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์   วัฒนธรรม   คู่กับเมืองต่อไป”  นายธวัชชัยกล่าว

                นายพรเทพ  บูรณบุรีเดช  ผู้ประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ  กล่าวว่า  นอกจากการยื่นหนังสือในวันนี้แล้ว  ในวันที่ 23  เมษายนนี้   ชาวชุมชนป้อมมหากาฬจะร่วมกันจัดงาน “สมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ” ขึ้นในชุมชน  เพื่อเป็นการสักการะบรรพบุรุษและยึดเหนี่ยวจิตใจ  ซึ่งชาวชุมชนเชื่อว่าบริเวณป้อมมหากาฬมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลรักษาป้อมและพื้นที่บริเวณนี้อยู่   ทั้งนี้ประเพณีสมาพ่อปู่ป้อมฯ มีการจัดงานต่อเนื่องมายาวนานทุกปี  โดยจะมีการจัดอาหารคาวหวาน  ตลอดจนเครื่องเซ่นมาบูชาหรือสมาพ่อปู่   และจะมีการเลี้ยงภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ด้วย  ซึ่งในปีนี้ถือว่าเป็นงานสำคัญ   เพราะชาวชุมชนกำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้เพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย 

“ดังนั้นการจัดงานที่จะมีขึ้นนี้จึงเป็นการรวมพลังของชาวชุมชน  ตลอดจนเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวชุมชนชุมชนต่าง ๆ   รวมทั้งภาคีเครือข่าย  และนักวิชาการที่จะมาให้กำลังใจแก่ชาวป้อมมหากาฬในวันนั้นด้วย”  นายพรเทพกล่าว

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า   เปิดเผยว่า  คณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมตามวาระในวันที่ 28 เมษายนนี้   โดยมีพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ  เป็นประธานการประชุม  ซึ่งคาดว่าจะมีการนำเรื่องร้องเรียนของชาวชุมชนป้อมมหากาฬเข้าสู่การประชุมเพื่อพิจารณาเป็นการเร่งด่วนด้วย  เนื่องจากอยู่ในระหว่างการกำหนดเส้นตายที่ กทม.ให้ชุมชนรื้อย้ายภายในวันที่ 30 เมษายนนี้

                ชุมชนป้อมมหากาฬ  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4 ไร่  300 ตารางวา ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมด 58 หลังคาเรือน  ประชากรประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย  เช่น  ขายกระเพาะปลา ส้มตำ ไก่ย่าง ขายพลุ  ดอกไม้ไฟ  ทำกรงนก  รับจ้างทั่วไป  ฯลฯ    ถือเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งนับตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์  ซึ่งแต่เดิมมีทั้งขุนนาง  ข้าราชบริพาร  ปลูกสร้างบ้านเรือนพักอาศัยอยู่นอกกำแพงพระนคร  รวมทั้งมีชุมชนเรือนแพอยู่ในคลองโอ่งอ่าง  โดยมีป้อมที่สร้างขึ้นตามกำแพงพระนครในสมัยนั้นรวม 14 ป้อม  (เหลือปัจจุบันเพียง 2 ป้อม คือ ป้อมมหากาฬและป้อมพระสุเมรุ) นอกจากนี้บริเวณชุมชนแห่งนี้ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ยังเป็นแหล่งกำเนิดคณะลิเกและวิกลิเกแห่งแรกในพระนครอีกด้วย  ต่อมาในปี 2492 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนป้อมมหากาฬเป็นโบราณสถาน  

ในปี 2535  กรุงเทพมหานครประกาศ พ.ร.ก.เวนคืนที่ดินบริเวณชุมชนป้อมหากาฬเพื่อสร้างเป็นสวน

สาธารณะตามโครงการปรับปรุงเกาะรัตนโกสินทร์  โดยชาวบ้านส่วนใหญ่รับเงินค่าเวนคืนไปแล้ว  แต่เมื่อ กทม.จัดหาพื้นที่รองรับชาวบ้านย่านชานเมืองบริเวณเขตลาดลาดกระบัง  ซึ่งในช่วงนั้นยังห่างไกลจากความเจริญและขาดแคลนสาธารณูปโภคต่างๆ   ทำให้เกิดความยากลำบากในการประกอบอาชีพ  เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายและทำมาหากินอยู่ในเมือง  ชาวชุมชนจึงย้ายกลับมาอาศัยอยู่ที่เดิม  และพยายามยื่นข้อเรียกร้องต่อทาง กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขออาศัยอยู่ในที่ดินเดิมอย่างถูกต้อง  และยินดีที่จะคืนเงินค่าเวนคืนให้แก่ กทม. 

mahakan_1.jpg
นอกจากนี้ชาวชุมชนยังได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิในการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง  เช่น  ในปี 2546  กทม.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อปิดล้อมเตรียมการไล่รื้อ  แต่ชาวชุมชนและพี่น้องจากเครือข่ายคูคลองหลายร้อยคนได้ช่วยกันคล้องแขนเป็นกำแพงมนุษย์ปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามา ในปี 2547  ชาวชุมชนได้ยื่นฟ้อง กทม.ต่อศาลปกครอง  แต่ศาลปกครองได้พิพากษาในเวลาต่อมาให้ กทม.มีสิทธิในการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างได้  


mahakan_5.jpg

ต่อมาในปี 2548  ช่วงที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน  เป็นผู้ว่า กทม. ได้มีแนวทางในการอนุรักษ์ชุมชนป้อมมหากาฬให้อยู่คู่เมืองเก่า  แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งไป   ผู้ว่า กทม.ในยุคต่อๆ มาไม่ได้สานต่อนโยบายดังกล่าว   ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2559  ที่ผ่านมา  กทม.ได้เริ่มเคลื่อนไหวที่จะไล่รื้อชุมชนอีกครั้ง  โดยให้เหตุผลว่าชาวบ้านรับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปแล้ว  และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)  ได้เร่งรัดมายังกทม.เพื่อให้ชุมชนรื้อย้ายออกไป  มิฉะนั้นผู้บริหาร กทม.จะมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่

สำหรับข้อเสนอของชาวชุมชนป้อมมหากาฬที่เสนอต่อ กทม.มีดังนี้  1.ชาวชุมชนขออาสาดูแลพื้นที่สวน  สาธารณะที่ กทม.จะสร้างในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ  โดยชุมชนจะเป็นคนดูแล  2. ชาวบ้านขออาสาเป็นเวรยามดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง  3. ไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นจาก กทม.  4. ชาวบ้านขออยู่ร่วมกับสวนสาธารณะ เพื่อพัฒนาเป็นชุมชนที่ยั่งยืน เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาแบบชาวบ้านกับหน่วยงานภาครัฐ  และ 5. ชาวบ้านขออยู่ในที่ดินเดิม  โดยจะขอแบ่งปันที่ดิน  (ประมาณ 1ไร่เศษ) เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้มีสภาพสอดคล้องกับสวน   สาธารณะและเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนต่อไป

mahakan_4__resize.jpg

 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter