บทความโดยสุวัฒน์ คงแป้น
ผลงานสำคัญอย่างหนึ่งที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจังมีการจัดงาน”Klick off”มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จัดเวทีจุดประกาย โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 ก.ย 2558 ที่อิมแพกเมืองทองธานี เป็นต้นมานั่นก็คือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ”
หัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ก็คือการประสานความร่วมมือ ภาครัฐ ประชาสังคม ภาคธุรกิจและภาคประชาชนมาทำงานร่วมกันโดยให้พื้นที่ชุมชนหรือเครือข่ายชุมชนเป็นตัวตั้ง มีการจัดการร่วม มีข้อมูล มีความรู้ มีแผนงานที่เกิดจากความต้องการของชุมชนในการแปรไปสู่งบประมาณ ที่รัฐกระจายลงพื้นที่ โดยผ่านหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารของรัฐ ฯลฯ รวมทั้งจะต้องมีการติดตามและประเมินผลร่วมกัน
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ารัฐบาลหลายยุคหลายสมัย จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับบนละเลยเศรษฐกิจฐานล่าง ครั้งมาถึงยุคนี้เล็งเห็นว่าเศรษฐกิจฐานล่าง มูลค่าเชิงปริมาณแม้จะน้อยแต่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ การทำให้คนฐานรากพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ โดยใช้ทุนภายในชุมชนและยกระดับประสิทธิภาพการจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีการเพิ่มมูลค่าเพิ่มช่องทางตลาด ปรับพฤติกรรมการบริโภคและการผลิต ฯลฯ ก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงไปด้วย
จากแนวคิดดังกล่าวนำไปสู่บันทึกความร่วมมือ “สร้างสัมมนาชีพเต็มพื้นที่โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งสู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน”โดยมี 30 องค์กรเข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา และมีความพยายามที่จะจัดระบบการทำงานเป็นกลุ่มหรือคลัสเตอร์ต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน กลุ่มประมงชายฝั่ง ฯลฯ
ประมงพื้นบ้านเป็นกลุ่มอาชีพหนึ่ง ที่ครอบคลุมประชาชนใน 22 จังหวัดกว่า 4 แสนครอบครัว ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาต่างๆมาโดยตลอด เช่น ปัญหาจากการใช้เครื่องมือจับปลาแบบล้างผลาญของประมงเชิงพานิชย์ โดยนายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทยบอกว่า สัตว์น้ำที่จับได้ โดยประมงเชิงพานิชย์ มีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ที่เป็นสัตว์น้ำโตได้ขนาดส่วนอีก 70% เป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กจะถูกนำไปเป็นปลาป่น ผสมกับวัสดุอื่นๆ เช่น ข้าวโพดแปรรูปเป็นอาหารสัตว์โดยบริษัทผลิตอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ที่ใครๆก็รู้จักกันดี ซึ่งการจับสัตว์น้ำแบบนี้ไม่นานสัตว์น้ำก็หมด ชาวประมงพื้นบ้านก็หากินลำบากขึ้น
“เรามีพี่น้องทำอาชีพนี้อยู่สี่แสนครอบครัว แต่ผลผลิตที่หาได้เพื่ออยู่เพื่อกิน ไม่ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล ทำให้กว่า 80% คือตั้งเลขที่เรือประมงพานิชย์ทำได้ ในขณะที่เพียงกว่าร้อยละ 10 เท่านั้น คือตัวเลขที่ระบุว่าเป็นข้อมูลที่หาได้โดยชาวประมงพื้นบ้าน” บรรจงเล่า
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอุปสรรคอื่นๆ เช่น ปัญหาจากการสัมปทานพื้นที่เพื่อเลี้ยงหอยที่อ่าวบ้านดอนทำให้ ทะเลไม่ใช่พื้นที่ส่วนกลางอีกต่อไปแต่เป็นทะเลมีเจ้าของจนชาวประมงพื้นบ้านไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ปัญหาการขุดเจาะน้ำมัน และที่เป็นปัญหาใหญ่อย่างมากก็คือการทำลายป่าชายเลนกว่า 1.2 ล้านไร่เพื่อทำนากุ้ง ทำให้แหล่งอาหารและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กต้องหมดไป
จากปัญหาดังกล่าวชาวประมงจึงได้รวมตัวกันให้ความรู้แก่ชาวประมงด้วยกันให้มาใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่เหมาะสม ให้มีการรวมกลุ่มกันฟื้นฟูความอุดมสมบรูณ์ของทะเลหน้าบ้านให้กลับคืนมา เริ่มจากการสร้างที่อยู่ของสัตว์น้ำ โดยการสร้างซั้งกอ เพื่อเป็นบ้านให้กับสัตว์น้ำวัยอ่อน ทำธนาคารปู ห้ามเรือที่ใช้เครื่องมือบางชนิดไม่ให้เข้ามาทำลายทรัพยากรในเขตชายฝั่งมีการเชื่อมโยงเรียนรู้ หนุนเสริมข้ามเครือข่าย จนรวมตัวกันเป็น “สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย”
เรียกได้ว่าการดูแลรักษาทะเล เพื่อทำการประมงอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายสำคัญของประมงพื้นบ้าน แต่ชาวประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่ก็ยังมีความเป็นอยู่ไม่ดีนัก เพราะถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบการซื้อขายสัตว์น้ำ ที่อยู่ภายใต้การผูกขาดโดยเจ้าของแพปลา ซึ่งในด้านหนึ่งก็เป็นเจ้าหนี้ของชาวประมง ดังนั้นแม้อาหารทะเลจะมีราคาสูง แต่ชาวประมงก็ได้รับเงินจากการขายสัตว์น้ำเพียงน้อยนิด
ในขณะเดียวกันสัตว์น้ำจากชาวประมงพื้นบ้าน จะเป็นสินค้าที่สดสะอาด ปลอดสารเคมี แต่เมื่อเข้าระบบตลาดโดยพ่อค้าคนกลาง เรื่องดังกล่าวก็ไม่มีหลักประกัน ดังนั้นการทำให้ชาวประมงขายสัตว์น้ำในราคาที่เป็นธรรมขึ้น และผู้บริโภคได้อาหารที่ปลอดภัย จึงเป็นภารกิจที่สำคัญของพี่น้องเครือข่ายประมงพื้นบ้าน เป็นที่มาของ “ร้านคนจับปลา” ที่ชาวบ้านสามารถสั่งซื้ออาหารทะเลสดๆและปลอดภัยได้โดยตรงซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายสาขาโดยมีจุดรวมสินค้าอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ร้านคนจับปลาแต่ละแห่งจะถือหุ้น โดยชาวประมงพื้นบ้านแล้วนำเงินไปซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมง ในราคาที่สูงกว่าการนำไปขายที่แพปลา 5-20% รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของร้านคนจับปลาส่วนหนึ่งจะแบ่งไปใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลของชุมชน ดังนั้นผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าร้านคนจับปลาจึงมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเลด้วยเช่นกัน
“จริงๆ แล้วร้านคนจับปลา ยังมีเป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องการให้คนทั่วไปรู้จักทะเล เห็นคุณค่าของทะเลมากขึ้น เข้าใจว่าฤดูไหนกินอะไร เข้าใจที่จะกินอย่างอนุรักษ์ซึ่งถ้าคนทั่วไปเข้าใจอย่างนี้ ก็จะทำให้เขาเห็นคุณค่าของทะเล ช่วยกันปกป้องทะเลต่อไป” จินดา จิตตะนัง ผู้จัดการร้านคนจับปลาท่าศาลานครศรีธรรมราชกล่าว
อย่างไรก็ดี พอเข้าสู่ระบบตลาดก็จะมีปัญหาในเรื่องของความรู้ความเข้าใจช่องทางการตลาด ระบบการบริหารจัดการต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาสินคาให้มีการเพิ่มมูลค่า ประกอบกับการทำกิจกรรมต่างๆ ด้านอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างอุดมการณ์หลักคิดซึ่งแตกต่างจากการทำงานเชิงกิจกรรม ทำให้ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นเท่าที่ควร ไม่สามารถเข้าถึงช่องทางการสนับสนุนต่างๆ จากหน่วยงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงงบประมาณ ดังนั้นการเข้าสู่กระบวนการทำงานประชารัฐ จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ชาวประมงพื้นบ้านจะเข้าถึงได้ซึ่งหลายๆเครือข่ายก็มีแนวคิดในการทำงาน เช่น การขยายโรงแปรรูปที่ท่าศาลา,ห้องเย็นที่หัวไทร การตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพที่สะทิ้งพระหรือการสร้างโรงแปรรูปที่ปากพะยูนและสตูล ฯลฯ
นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้ข้อมูลว่า กรณีของเครือข่ายประมงพื้นบ้านอาจเข้าถึงกลไกของประชารัฐได้ หลากหลายช่องทางเพราะเป็น คลัสเตอร์หนึ่งที่ โครงการประชารัฐกำหนดไว้แล้ว ซึ่งเครือข่ายประมงมีต้นทุนต่างๆ อยู่แล้วเช่น ๆ มีแนวคิดในการทำงาน มีกองทุนที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้น และมีแผนงานกิจกรรมต่างๆ ที่ทำร่วมกัน ดังนั้นสามารถจัดทำโครงการเสนอต่อกองทุนหมู่บ้านได้
ผอ.กองทุนหมู่บ้านกล่าวอีกว่านอกจากนี้ ยังมีช่องทางที่สามารถเสนอเป็นช่องทางพิเศษ เพื่อขอให้กองทุนหมู่บ้านจัดตั้งกองทุนพิเศษ สำหรับชาวประมงพื้นบ้านได้ ซึ่งที่ผ่านมา เรามีการตั้งกองทุนพิเศษขึ้นบ้างแล้ว เช่น กองทุนชุมชนทหาร เป็นต้น ซึ่งหากชุมชนประมง ซึ่งครอบคลุ่มชาวประมงกว่า 4 แสนครอบครัว มีแนวคิด อุดมการณ์และแนวทางการทำงานที่ต่างจากกองทุนหมู่บ้านปกติ ก็สามารถเสนอจัดตั้งเป็นกองทุนพิเศษสำหรับชาวประมงได้ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก ระบบอนุรักษ์ท้องทะเล การตลาด การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความคิดการทำงานเพื่อรักษาท้องทะเล ต้องการให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง ผู้บริโภคได้เข้าใจทะเลและได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย หากมีช่องทางพิเศษในการหนุนเสริมข้างต้น เชื่อว่า จะทำให้การทำงานของพี่น้องชาวประมงมีประสิทธิภาพมาก เป็นผู้สร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงภายใต้บริบทและภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง





