playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

                                                                               บทความโดย : สุวัฒน์  คงแป้น

 

_1.jpg
          ปลายเดือนมกราคม 2559 ได้เกิดการปะทะกันในชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ระหว่างชาวเลกับคนงานที่เอกชนส่งมาพร้อมรถแบ็คโฮเพื่อปิดทาง ที่ชาวเลเคยใช้เป็นเส้นทางไปยังที่จอดเรือและไปประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ ทำให้ได้รับบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย จากนั้นก็มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั้งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559 ที่ผ่านมาทหารจากกองทัพภาคที่ 4 ได้เชิญชาวบ้าน 10 คน และนักพัฒนาเอกชน 2 คน เข้าพบที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต

          ในการพูดคุยร่วม 2 ชั่วโมง ทหารกล่าวว่าต้องการที่จะพูดคุยกับชาวบ้านโดยตรงเพื่อจะหาข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลจะดูเหตุผลทั้งสองฝ่ายเพราะฝ่ายชาวบ้านก็อ้างประวัติศาสตร์สิทธิการอยู่ดั้งเดิมในขณะที่อีกฝ่ายก็อ้างกฎหมาย ต้องดูข้อเท็จจริงและหาทางที่เหมาะสมของเรื่องนี้

          ความจริงแล้วเรื่องชาวเลราไวย์ มีหน่วยงานต่างๆลงพื้นที่ทำงานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลข้อเท็จจริงค่อนข้างพร้อมที่จะส่งมอบให้กับรัฐบาลในการนำไปประกอบการตัดสินใจแก้ไขปัญหา

_3.jpg
          ข้อเท็จจริงมีว่าชาวเลเข้ามาอยู่อาศัยมานานกว่าร้อยปีแล้วส่วนใหญ่เป็นอุรักลาโว้ยและมอแกลน ซึ่งตามทะเบียนบ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 2 พบว่านางเปลื้อง เกิดปี 2445 หากยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุถึง 120 ปี และมีหลักฐานของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ปี พ.ศ.2482 ก่อนส่งความโลกครั้งที่ 2 ระบุชัดเจนว่ามีรายชื่อนักเรียนที่เป็นชาวเลจำนวนหลายคน ฯลฯ รวมทั้งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมชาวชุมชนในปี พ.ศ. 2502 ซึ่งในภาพมีต้นมะพร้าวที่อายุประมาณ 30 ปี แสดงว่าชาวเลอาศัยมาก่อนหน้าอย่างน้อย 30 ปี (ก่อนปี 2472) ฯลฯ

          เอกสารและหลักฐานข้างต้นยืนยันได้ชัดเจนว่า ชาวเลที่ราไวย์อาศัยอยู่ก่อนปี 2498 ซึ่งเป็นปีที่เปิดให้มีการไปแจ้งการครอบครองที่ดิน สค 1 โดยมีคนอื่นไปแจ้งแทนชาวเลและนำไปออกเอกสารสิทธิ์ในภายหลัง ซึ่งจากหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐานการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าที่ดินทั้งหมด ทั้งที่อยู่อาศัย 19 ไร่ และที่ดินซึ่งเป็นของเอกชน เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเลมาก่อน โดยมีหลักฐานว่าบริเวณ ซึ่งติดอยู่กับที่อยู่อาศัย ชาวเลใช้ปลูกข้าวมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนใช้เป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณซึ่งใช้มาถึงปัจจุบันนี้

          เมื่อความเจริญยังเข้ามาไม่ถึง ชาวเลก็ยังอาศัยกันอย่างเป็นปกติสุขชาวเลยังเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะภูเก็ต แต่เมื่อภูเก็ตกลายเป็นเพชรแห่งการท่องเที่ยวชาวเลก็เริ่มจะอยู่อาศัยกันอย่างไม่มีความสุข รัฐจึงมีความคิดจะย้ายชาวเลไปพื้นที่เดิมซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว โดยในปี 2520 ได้มีการขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 50 ไร่เตรียมย้ายชาวราไวย์และสิเหร่ออกไป จนกระทั้งในปี 2536 พยายามจะย้ายชาวเลออกไปอีกครั้ง แต่เกิดการประท้วงจนยุติลงไป จนกระทั้งเกิดเหตุการณ์ ธรณีพิบัติสึนามิในปี 2547 ก็เกิดกระแสการรื้อย้ายชุมชน 19 แห่ง ในภูเก็ตชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็น “เครือข่ายสิทธิ์คนจนพัฒนาภูเก็ต” รวมทั้งรัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาอยู่อาศัยที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลโดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทองเป็นประธาน

          การทำงานของคณะอนุกรรมการฯได้ทำให้เกิดข้อมูลเปิดให้เห็นความจริงจำนวนมาก รวมทั้งมีการประสานกับหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานเข้าไปทำงานร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการขุดกระดูกชาวเลที่ราไวย์ไปพิสูจน์ DNA ถึงอเมริกา ซึ่งผลปรากฏออกมาชัดเจนว่าเป็นกระดูลชาวเลที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ซึ่งสอดคล้องกับผังเครือญาติ ที่ชาวเลช่วยกันทำพบว่าสืบสานได้ถึง 7 ชั้วโคตรอายุกว่า 100 ปี

          หลักฐานดังกล่าวช้างต้น ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า ทางการได้ออกเอกสารสิทธิให้กับนายทุนได้อย่างไรเพราะเป็นการออกเอกสารสิทธิทับที่ซึ่งชาวบ้านอาศัยอยู่เดิมทาง DSI พันธงชัดเจนว่าเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบ

          ปัจจุบันพื้นที่ 19 ไร่ ชาวเลอาศัยอยู่จำนวน 252 หลังคาเรือนกว่า 2,000 คน มีการออกเอกสารสิทธิทับและถูกฟ้องร้องถึง 110 ราย ในขณะที่พื้นที่ ซึ่งเป็นของเอกชน เดิมชาวเลใช้ประโยชน์ในการทำนาและเป็นป่าสมุนไพร บ่อน้ำใช้ ซึ่งเป็นที่สาธารณะแต่กลับนำไปออกเป็นโฉนดได้เช่นกัน

          ในเมื่อมีปัญหามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ชาวบ้านอยู่กันอย่างหวาดผวา ขาดบริการพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี เช่น ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำดื่มสะอาดมีปัญหาเรื่องสุขภาพแม้แต่การฝังศพก็ต้องฝังบริเวณบ้าน ดังนั้นชาวเลราไวย์ในวันนี้ จึงมีชีวิตที่ไม่ต่างจากประชาชนชั้นสองของประเทศ

          ในขณะที่การต่อสู้เรื่องที่ดินกำลังดำเนินไป การแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันก็มีความจำเป็น ชาวเลจึงได้จัดให้มีเวทีสรุปบทเรียนในการทำงาน พร้อมๆไปกับการคิดค้นแผนงานที่จะร่วมกันพัฒนาชุมชนให้มีความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย เช่น การพัฒนาทางเดินเข้าในชุมชน การทำท่อระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม การปรับปรุงบ้านซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม การปรับปรุงบ่อน้ำ เพื่อรองรับบ้านที่ไม่มีน้ำใช้ การจัดหาน้ำสะอาดเพื่อบริโภค การสร้างบ่อสาธารณะที่ใช้งานร่วมกัน การจัดการขยะในชุมชน การสร้างไฟฟ้าระบบโซลาเซลสำหรับบ้าน 25 หลังที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ปัจจุบันต้องใช้เทียนส่องสว่าง การดูแลสุขภาพ การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ การสร้างลานวัฒนธรรม

โดยระบบดังกล่าวข้างต้นนอกจากมีการประสานหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาสนับสนุนแล้ว การจัดระบบชุมชนให้มีความเข้มแข็งจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะระบบต่างๆ ดังกล่าวชุมชนจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง

          ทั้งหมดคือการพัฒนาการโดยสังเขปของการแก้ปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งตลอดเวลาที่มีการร่วมกันทำงานเพื่อแก้ปัญหา ไม่เพียงมีข้อมูล มีความจริงอันเป็นที่เชื่อถือได้ บางส่วนก็เป็นข้อมูลที่ทำโดยหน่วยงานของรัฐเอง  

และที่สำคัญเป็นอย่างมากเช่นกันก็คือระบบยุติธรรมในประเทศไทย ซึ่งใช้ระบบกล่าวหาไม่สอดคล้องกับคดีความที่กับที่ดินซึ่งงานวิจัยของ มรว.ดร.อคิน รพีพัฒน์ ได้เสนอเปลี่ยนมาเป็นวิธีไต่สวนแทนไม่ใช่ดูแต่เอกสารหลักฐานที่เป็นทางการเท่านั้น

ปัจจุบันการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ ชุด พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ยังดำเนินการต่อไปและมีแนวโน้มเสนอให้มีการเบิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยโดยการเสนอของจังหวัดภูเก็ตก็พยายามหาทางออกให้ชาวเลมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ซึ่งอยู่ระหว่างปรึกษาหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนั้นจะต้องให้ความเคารพในผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทองเป็นประธานเพราะเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยชอบจากสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลการดำเนินงานเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องในไม่ช้านี้

_2.jpg           

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter