
เชียงใหม่/วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา คณะทำงานปฏิรูปโครงสร้างฯ ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อการปรับขบวนใหม่ในการทำงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ 15 จังหวัด และขบวนภายในสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)สำนักงานภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์สังคมปัจจุบัน ในเวที“การขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ” ที่ โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท เชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยกล่าวว่า “การจัดปรับขบวนการทำงานเพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของขบวนชุมชน และให้เป็นไปตามน้ำหนักของการเปลี่ยนแปลงสังคม การพัฒนาขบวนชุมชนจะต้องเปิดแนวทางเพื่อเชื่อมโยงให้ขบวนการอื่นๆ ให้เกิดการเชื่อมร้อยกับภาคส่วนอื่นๆมากขึ้น เป็นการปรับเพื่อให้มีผลต่อการทำงานระยะยาว เป็นการกระจายอำนาจลงสู่ชุมชนให้มากที่สุด จึงต้องสร้างลีลาใหม่ในการทำงาน วางน้ำหนักงานทั้งองค์กรและขบวนให้มีกำลัง พลัง ญาติ พันธมิตร เครือข่าย เพื่อให้แต่ละภาคจัดการตนเองได้มากขึ้น

ขบวนภาคเหนือจะจัดการพัฒนาของภาคเหนืออย่างไรนั้น ต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์ กลไก การบริหาร ร่วมคิดร่วมทำในการจัดการและเดินไปพร้อมๆกัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังต้องอยู่ที่พื้นที่ ต้องขยายให้เต็มที่ ทำในเชิงการเมือง เชิงการเปลี่ยนแปลง
การกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ ทำให้เกิดเป็นโครงสร้างที่ถาวร เป็นเรื่องสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปที่อยู่ในมือเรา ทำให้ทุกพื้นที่ ทุกคน ยืนอยู่ได้ เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงทั้งขบวนผู้นำ ขบวนประชาชนที่มีความเข้มข้น เป็นสาระสำคัญที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจ นำผลจากความรู้ของทุกคน ความเข้าใจที่เกิดขึ้น ๒๐ กว่าปี เพื่อสร้างผลการเปลี่ยนแปลงในการจัดทิศทางจัดทางของแต่ละภาค
เรื่องใหญ่เชิงทิศทางและยุทธศาสตร์ คือ ในการเปลี่ยนแปลงหากมองประวัติศาสตร์ หากมองให้ขบวนชุมชนมีความใหญ่โตมาก ทั้งสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน บ้านมั่นคง ทำจนทะลุถึงการมี พรบ.ของตัวเอง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้นมีแล้ว ซึ่งขบวนการเปลี่ยนเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างขบวนที่มีน้ำหนักที่เกิดกว้างขวาง จนการเมืองยอมรับเข้าร่วมขบวนการในรูปแบบการประกาศต่างๆ จะเห็นได้ว่าเรานำการเมือง เป็นการนำการเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆโดยการทำให้ดู เพื่อให้เห็น การทำมาจากฐานของชุมชนที่กว้างขวาง เพราะเรามีฐานทุนของขบวนที่ต่อเนื่องกันมานาน มีมากมาย มีหลายประเด็น เหล่านี้เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้โครงมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจต้องดึงภาคีอื่น เพื่อนอื่นๆเข้าร่วม เช่น การบริหารภาคที่มี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สวก.) เข้ามาร่วมในการบริหารภาค เนื่องขบวนชุมชนมีความแข็งแกร่งพอสมควรในการต่อรองกับหน่วยงาน โดยจะเป็นขบวนชาวบ้านกลางลุกขึ้นมาบริหารหน่วยงานรัฐ หน่วยงานอื่น และน่าจะเป็นการเชิญชวนหน่วยงานอื่นๆเข้ามาบริหาร โดยขบวนชาวบ้านเป็นแกนกลาง ซึ่งจะทำให้เริ่มเข้ารูป และจะทำให้ขบวนชาวบ้านได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังนั้นขบวนชาวบ้านน่าจะเป็นฐานกลางในแต่ละระดับ
ในการบริหารขบวนร่วมกันนั้นเพื่อรู้ข้อมูลเท่ากัน ลดความเป็นตัวตนของหน่วยงานให้น้อยลง แบ่งปันด้วยกัน มีเป้ากลางร่วมกัน ดังนั้นโครงสร้างใหม่จึงเป็นการเชื่อมโยงภาคีต่างๆเข้าร่วมกัน โดยชาวบ้านเป็นแกนกลาง ซึ่งนี้เป็นโจทย์ของชาวบ้านและประชาสังคมและหากเป็นไปได้ควรมีเวทีรูปแบบนี้ทุกจังหวัด
ทำให้เป็นที่ยอมรับโดยอาจดึงผู้ว่าฯเข้าร่วมในโครงสร้าง ใช้โครงสร้างเป็นเครื่องหนุนเสริมแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกันไป โดยทั้ง พอช.และขบวนชุมชน เห็นทิศทางรูปแบบนี้ร่วมกัน การจัดทิศ จัดขบวนแบบค่อยเป็นค่อยไป และกำหนดรูปแบบวิธีการ โดยสภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางของคนทั้งพื้นที่ ทุกคนรู้เรื่องในพื้นที่ ใช้ขบวนสภาองค์กรชุมชนทำให้คนตื่นรู้ทุกเรื่อง จะมีวิธีแบบไหน ที่ทำให้ขบวนอื่นๆกลับไปหาชาวบ้านให้มากที่สุด เอาคนทั้งครอบครัว พื้นที่ ตำบล องค์กรต่างๆในการจัดตัวให้เข้ากัน โดยการนั่งวงเดียวกัน ซึ่งชาวบ้านต้องมีความเข้มแข็งในการเสนอการเปลี่ยนแปลงของขบวนอย่างเป็นขั้นตอน ต้องมีวิธีการเชื่อมโยง ต่อรอง ของรัฐ ของประชาสังคม ต้องใช้เวทีกลางเป็นเวทีเพื่อการเปลี่ยนแปลง
การบริหารโดยชาวบ้านเป็นแกนกลาง ซึ่งกลไกเหล่านี้ต้องเข้าไปอยู่ที่กลไกระดับภาค ที่มีเนื้องานอื่นๆเข้าผสมผสาน จัดระบบให้เข้ากับระบบที่หลากหลายให้เกิดสมดุล จัดองค์กรให้ถูกดุลตลอดเวลา องค์กรพัฒนาจะเกิดความมั่นคง เป็นองค์การมหาชนเป็นองค์กรของมวลชน กระบวนการคิดต้องมาสมดุลเชิงโครงสร้าง เอาดุลของสังคมอื่นเข้ามาผสมดุลของชาวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ดุลที่จัดโดยเจ้าหน้าที่ แต่ต้องมีกลไกใหม่ที่ขบวนชุมชนไปดุลหน่วยงานอื่นๆเชื่อมโยงขบวนกับชุมชน เป็นการจัดปรับใหม่เพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่
โดยยุทธศาสตร์คือจังหวัดเป็นตัวโยงทุกหน่วยงาน มีเวทีกลางดักระบบต่างๆในการโยงเพื่อสร้างระบบ จัดตัว พูดคุย ขบวนจังหวัดจึงต้องมีทิศทางการพัฒนาที่ระดับจังหวัดที่เอื้อให้ชุมชนพัฒนาตนเองได้เข้มแข็ง ดังนั้นจึงต้องกลับไปที่ชุมชน ตำบล ซึ่งการจัดโครงสร้างเพื่อเอื้ออำนาจให้เกิดการจัดตัวเองที่ตำบลและจังหวัด โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่มาเคลื่อนให้เกิดการทำงานที่มากขึ้น โดยตำบลต้องเป็นร่มให้ชุมชน สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกเคลื่อนการพัฒนาในตำบล
สภาองค์กรชุมชนต้องมีการจัดวางทิศทาง กำหนดวิธีการ กำหนดกระบวนการ ผ่านกระบวนการของชุมชน มีเนื้อหาสาระ จัดแจงตัวเองทั้งรองรับ รุกขึ้น ดันขึ้น ไม่อยู่กับสภาพปัจจุบันไปวันๆ ต้องฟื้นฟูการพัฒนาใหม่ เอาคนกลับมา เอาศักดิ์ศรี ความภูมิใจ เอาทรัพยากรกลับคืนมา เอาความอุดมสมบูรณ์กลับมา เอาอาชีพกลับคืนมา ทำสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ ความสำคัญของการจัดโครงสร้างในภาคเป็นการทำให้เกิดการส่งแรง ความรู้ ส่งต่อขบวนชุมชนสู่คนจำนวนมากให้เข้าสู่ขบวนให้ได้ ฐานความรู้และข้อมูลต้องกระจาย ถ่ายเท คนข้างล่างต้องรับรู้พร้อมกับผู้นำ และทำพร้อมกับผู้นำ
บทบาทผู้นำต้องเป็นคนลุกขึ้นมาต่อรอง เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ฐานชาวบ้านขนาดใหญ่ โดยต้องดูระบบการเอื้อ การเปิดฐานจะทำด้วยวิธีการแบบไหน ต้องสร้างคนให้มีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นน้ำหนัก คือ คนที่ฐานเปลี่ยนได้ และต้องเปลี่ยนคนที่ฐานรากจำนวนมาก เปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนการจัดการ จังหวัดต้องเป็นกลไกกลางในการเชื่อมขบวนคน โดยทำอย่างเนียนๆ เป้าหมายอยู่ที่ขบวนองค์กรชุมชน ตำบล จังหวัด นัยยะสำคัญ คือ เนื้อหาขบวนที่มีข้อมูล ออกรายงานจังหวัดได้ มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลง ขบวนชุมชนต้องมีระบบข้อมูลและรายงานที่ส่งรายงานให้กับหน่วยงานอื่นๆได้ ซึ่งระบบนี้ต้องมีคนช่วยทำ ระบบข้อมูลทั้งจังหวัดต้องพัฒนาให้เกิดความน่าเชื่อถือ เป้าหมายต้องออกรายงานจังหวัดได้ ออกรายงานตัวเลขให้ได้ และสามารถส่งต่อให้กับหน่วยต่างๆ นำไปสื่อสารผ่านเว็บไซด์ได้ด้วย และต้องทำให้เป็นภารกิจต่อเนื่องทุกปี โดยตำบลต้องรายงานผลเชิงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ วิถีชีวิต ของตนเองได้ รวมถึงสภาองค์กรชุมชนต้องออกรายงานผลการพัฒนาองค์กรชุมชนได้ทุกปี เหล่านี้จะทำให้ขบวนชุมชนสามารถอยู่ในสถานการณ์โลกปัจจุบันได้ ตัวอย่างเช่น อาจเชื่อมประสานกับสถาบันราชภัฎ สกว. ในการจัดให้เป็นหน่วยข้อมูลและวิชาการในทุกจังหวัด สร้างข้อมูลเพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อประกาศความเป็นตัวตน ซึ่งจะนำไปสู่การกุมทิศทางการพัฒนาของจังหวัดได้ จังหวัดจะเป็นหน่วยงานที่กุมพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริงได้โดยแต่ละจังหวัดต้องกุมสภาพข้อมูลของตนเอง แล้วมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปที่ระดับภาคและระดับชาติ
การประสานภาคีต่างๆเพื่อเข้ามาหนุนช่วยการพัฒนา ทั้งเรื่องข้อมูล รายงาน และงานวิจัยท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างความรู้จากท้องถิ่น จะต้องมีการจัดความสมพันธ์ใหม่ในกลไกเรื่องข้อมูล ความรู้ ต้องสถาปนาความรู้ของการเปลี่ยนการจัดการชุมชนท้องถิ่น ที่มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ต้องมีเพื่อนเข้ามาช่วยทำเพื่อให้ความรู้เป็นมาตรฐาน ซึ่งต้องสร้างระบบข้อมูล ความรู้ รายงาน จากขบวนที่เชื่อถือได้ เป็นที่ยอมรับ เป็นตัวชี้วัดการวางแผนการจัดการงานต่างๆของรัฐ และเป็นฐานอ้างอิงได้ในระยะ 2-3 ปี”

รายงานโดย: นางนภาพร สุวรรณศักดิ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)





