playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

13256497_1219631471380884_250937990448226446_n.jpg

กาฬสินธ์นอกจากจะเคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์โลกล้านปีอย่างไดโนเสาร์แล้ว พื้นที่แถบนี้ยังมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อีกมากมายหลายอย่าง เช่น ถ้ำผามือแดง ซึ่งเป็นภาพเขียนสีของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์, ใบเสมาหิน และพระพุทธรูปแกะสลักจากหินสมัยทวาราวดี นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นฐานของชาว “ผู้ไท” ที่ยังคงสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมของตนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ที่สำคัญก็คือ “ทุน” ของชุมชน ทั้งที่เป็นตัวเงินและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งให้แก่ชาวผู้ไทแถบนี้ได้ โดยเฉพาะที่บ้านหนองกะตัน ต.หนองห้าง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธ์ซึ่งถือเป็นต้นแบบของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง


สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 200 ล้าน
สหกรณ์เครติดยูเนี่ยนหนองห้างจำกัด เริ่มต้นในปี 2520 จากสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 17 คน เงินออมรวมกันจำนวน 448.75 บาท แต่ถึงวันนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 7,466 คน มีเงินทุนหมุนเวียน 201 ล้านบาทเศษ ช่วยเหลือสมาชิกให้หลุดพ้นจากหนี้นอกระบบ ไม่ต้องปิดบ้านหนี้ “แก๊งค์หมวกกันน็อก” และยังให้สมาชิกกู้เพื่อนำเงินไปทำมาค้าขายได้สูงสุดถึง 3 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึงร้อยละ 3 บาทต่อปี มากกว่าธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยไม่เกิน 2.40 บาทต่อปี

พ่อสมนึก จิตจักร์ อายุ 78 ปี รองประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหนองห้าง จำกัด ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เล่าว่า ตนเองเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (แม่โจ้) เชียงใหม่ ในปี 2504 หลังจากนั้นได้มารับราชการเป็นครูที่จังหวัดสกลนคร หลายปีต่อมาจึงเปลี่ยนมารับราชการที่กรมประชาสงเคราะห์ และได้นำแนวคิดเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมาเผยแพร่ที่บ้านหนองกะตัน ต.หนองห้าง ในปี 2520 มีชาวบ้านที่สนใจเข้าร่วมในตอนแรกประมาณ 9-10 คน ภายหลังจึงเพิ่มเป็น 17 คน มีเงินสะสมค่าหุ้นวันแรก 448.75 บาท มีเงินฝากออมทรัพย์ 61 บาท หลังจากนั้นจึงเริ่มขยายสมาชิก โดยการไปเผยแพร่แนวคิดตามหมู่บ้านต่างๆ จึงทำให้มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกันในช่วงนั้นพื้นที่ในจังหวัดกาฬสินธ์และใกล้เคียงมีการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ดังนั้นการออกไปเผยแพร่แนวคิดและหลักการของสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือตนเองและสมาชิกของพ่อสมนึกจึงถูกจับตามองจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐว่าเป็นการปลุกระดม และมีการกล่าวหาว่าพ่อสมนึกเป็นแนวร่วมของ พคท.

“ผมถูกเจ้าหน้าที่จับหลายครั้ง แต่พอไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธ์ท่านก็สั่งให้ปล่อยตัวผม เพราะบังเอิญว่าท่านผู้ว่าฯ รู้หลักการของสหกรณ์ดี และเห็นว่าผมไม่ได้ปลุกระดมชาวบ้าน เพราะหลักการของสหกรณ์คือหลักคุณธรรม 5 ประการ คือ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ความเห็นใจกัน และความไว้วางใจกัน ไม่ใช่ปลุกระดมให้เป็นคอมมิวนิสต์” พ่อสมนึกเล่าย้อนอดีต

ต่อมาในปี 2525 กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนหนองห้างได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย และต่อมาในปี 2527 จึงจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นสถาบันการเงินเทียบเท่ากับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ทำให้ได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้านมากขึ้น สมาชิกจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ในปี 2555 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหนองห้างฯ ได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และถือเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ต้นแบบของจังหวัดกาฬสินธ์

ปัจจุบันสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหนองห้างจำกัด มีคณะกรรมการดำเนินงานจำนวน 15 คน มีผู้ตรวจสอบกิจการ 5 คน และมีพนักงานประจำจำนวน 12 คน เปิดดำเนินการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.30-15.30 น. และทุกวันเสาร์ต้นเดือน มีสมาชิกสามัญ 3,495 คน สมาชิกสมทบ 3,971 คน เงินทุนหมุนเวียนรวม 210,375,302 บาท สามารถช่วยให้สมาชิกไม่ต้องเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ และสามารถมีเงินทุนไปหมุนเวียนเพื่อทำมาค้าขายหรือลงทุนทำการเกษตรได้อย่างสะดวก

ทั้งนี้สมาชิกสามารถกู้ฉุกเฉินได้ไม่เกินครั้งละ 30,000 บาท กู้สามัญได้ไม่เกิน 4 เท่าของเงินหุ้น แต่ไม่เกิน 300,000 บาท และกู้พิเศษไม่เกิน 10 เท่าของเงินหุ้น หรือไม่เกิน 3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการให้สมาชิก เช่น หากเสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือจากสมาชิกคนละ 20 บาท หรือประมาณ 15,000 บาท เจ็บป่วยช่วยเหลือไม่เกินปีละ 1,000 บาท อุบัติภัยไม่เกินครั้งละ 2,000 บาท และหากสมาชิกฝากเงินออมพิเศษโดยไม่ถอนภายใน 1 ปี จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาทต่อปี ซึ่งมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่ให้ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2.40 บาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหนองห้างจำกัดจะให้สมาชิกก็พิเศษได้สูงสุดถึง 3 ล้านบาท แต่คณะกรรมการสหกรณ์ก็จะต้องมีการตรวจสอบประวัติสมาชิก เช่น การสะสมเงินและการชำระเงิน และต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเป็นหลักประกันหรือลดความเสี่ยงของสหกรณ์ฯ ขณะเดียวกันสหกรณ์ฯ ก็มีคติเตือนใจหรือ “คำผญา” เตือนใจสมาชิกว่า

“อันหนึ่งอย่าได้ติดเงินกู้เงินดอกมาถือ คันบ่จนเต็มทีกะอย่าเอามาไว้ มันสิเป็นเศิกบ้านพาเพมูลเก่า อย่าได้คิดอ่าวโอ้เอาหนี้มาใส่ตัว”

บ้านหนองกะตัน “ถนนกินได้-รั้วอ่อมแซบ”
บ้านหนองกะตัน อ.หนองยาง มีบ้านเรือนทั้งหมดประมาณ 400 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 1,000 คนเศษ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัวต่างๆ เช่น พริก มะเขือ กะเพรา ต้นหอม ผักชี มะนาว มะละกอ คะน้า ไผ่ เพาะเห็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู วัว ควาย ฯลฯ และมีอาชีพเสริม เช่น จักสานไม้ไผ่ ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าผู้ไท และถือว่าเป็นหมู่บ้านต้นแบบเกษตรอินทรีย์แห่งหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธ์ เพราะนอกจากชาวบ้านจะลดเลิกการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืชต่างๆ แล้ว ชาวบ้านที่นี่ยังร่วมกันปลูกผักต่างๆ ตามริมถนนและตามรั้วบ้าน โดยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นก็คือ การนำไม้ไผ่มาทำเป็นรั้วหรือทำเป็นซุ้มเพื่อให้ผักต่างๆ เกาะหรือเลื้อยขึ้นไปเจริญเติบโต เช่น ฟักทอง น้ำเต้า บวบ ถั่วฝักยาว ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะทำให้หมู่บ้านมีความสวยงามน่าดูแล้ว ยังทำให้ชาวบ้านมีผักกินตลอดปี ไม่ต้องซื้อหา

สัมฤทธิ์ ชมศิริ ปราชญ์ด้านเกษตรอินทรีย์ อายุ 66 ปี บอกว่า บ้านหนองกะตัน เริ่มทำเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2527 โดยเจ้าหน้าที่จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) พาชาวบ้านที่สนใจไปศึกษาดูงานที่จังหวัดสกลนคร หลังจากกลับมาแล้วชาวบ้านจึงเริ่มทำการเกษตรอินทรีย์ประมาณ 60 ราย เช่น ทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้แทนปุ๋ยเคมี ทำน้ำสกัดจากสมุนไพรเพื่อไล่แมลง ฯลฯ และปลูกผักสวนครัวต่างๆ เอาไว้กินเอง ทำให้ลดรายจ่ายในครัวเรือน ปัจจุบันชาวบ้านหนองกะตันประมาณ 90 % จาก 400 หลังคาเรือนต่างทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีและปลูกผักเอาไว้กินเอง

“ผมมีที่นา 5 ไร่ ปลูกข้าวเหนียว เมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เช่น ยาคุมหญ้า ทำนาได้ข้าวประมาณ 70 กระสอบปุ๋ย แต่ตอนหลังหันมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 90 กระสอบปุ๋ย และยังลดต้นทุนในการทำนาได้อีก เพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยและสารเคมี นอกจากนี้ยังลดค่าอาหารได้ไม่ต่ำกว่ามื้อละ 15 บาท เพราะใช้ผักที่ปลูกเองมาทำกับข้าว” สัมฤทธิ์เล่า

สัมฤทธิ์คำนวณว่า หากชาวบ้านทั้ง 400 หลังคาเรือนลดค่าอาหารได้มื้อละ 15 บาท วันหนึ่งๆ ทั้งหมู่บ้านจะประหยัดเงินได้ประมาณ 18,000 บาท หรือประมาณปีละ 6,570,000 บาท นอกจากนี้หากครอบครัวใดทำปลาร้าเอาไว้กินเองก็จะประหยัดเงินได้อีกไม่น้อย

ส่วนการปลูกผักสวนครัวตามริมถนนและตามซุ้มประตูหรือรั้วบ้านนั้น สัมฤทธิ์บอกว่าชาวบ้านร่วมกันปลูกผักสวนครัวและผักริมรั้วบ้านเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา โดยใช้เงินกองทุนของหมู่บ้านที่มีอยู่ประมาณ 50,000 บาทมาซื้อไม้ไผ่เพื่อทำรั้วหรือซุ้มประตู (บางบ้านที่ปลูกไม้ไผ่ก็ไม่ต้องซื้อ) แล้วนำเมล็ดพันธุ์ต่างๆ มาปลูกริมถนนหรือบริเวณหน้าบ้าน เช่น บวบ น้ำเต้า หมากน้ำ ฟักทอง ฯลฯ เมื่อพืชเหล่านี้เติบโตก็จะเลื้อยไปเกาะซุ้มหรือรั้วไม้ไผ่แล้วออกดอกออกผลให้ชาวบ้านเก็บไปกิน ทำอาหารต่างๆ เช่น ลวก ผัด แกง อ่อม จนกลายเป็นหมู่บ้าน “ถนนกินได้-รั้วอ่อมแซบ” นอกจากนี้ยังทำให้หมู่บ้านดูร่มรื่นและสวยงาม

 13315369_1219631554714209_6078460390474871086_n.jpg

 

สุวัฒน์ กิขุนทด : รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter